๑นู๋พึ่ง๑ 的个人资料*~นู๋พึ่ง~*照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
*~นู๋พึ่ง~*ที่อยู่อีกที่นึงค่ะแวะเข้าไปดูได้ http://chittanun.hi5.com อยากให้แวะเข้าไปดูบ้าง ขอบคุงมากกงับที่เข้าชมของนู๋ T-T เมื่อเหล่างานศิลปะมาอวดโฉม ณ ใจกลางเมืองเมื่อเหล่างานศิลปะมาอวดโฉม ณ ใจกลางเมือง PASSION OF THAI MODERN ART @ SIAMPARAGON July 10-20
สี่จิตวิญญาณ, ธนดลดี รุจิเจริญ
หลังจากลงรถจากอนุเสาวรีชัยสมรภูมิก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีสยาม สายๆของวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม บนรถไฟฟ้า แว๊บแรกที่มองลงไปจากสถานีสยามลงมาลานน้ำพุของ สยามพารากอน ก็เกิดอาการกระดี๊กระด๊าทันทีที่ได้เห็นประติมากรรมของเหล่าศิลปินที่ตนเองชื่นชอบวางจัดแสดงอยู่ที่ลานน้ำพุสุดไฮโซของสยามพารากอน จึงรีบวิ่งลงจากสถานีรถไฟฟ้าแล้วควักกล้องถ่ายรูปออกจากกระเป๋ามาถ่ายรูปงานประติมากรรมทั้งหลายที่ต่างอวดโฉมแสดงพลังอำนาจความวิริยะอุตาหะของศิลปิน และความสง่างามของประติมากรรมเหล่านั้นท่ามกลางตึกระฟ้า สยามพารากอนยังไม่เปิด คนยังเดินไม่พลุกพล่านมากนัก ทำให้ได้โอกาสถ่ายรูปงานต่างๆในมุมสวยๆได้หลายรูปก่อนที่คนจะมาดูงานจนละลานตา แถมยังได้มุมกล้องแปลกๆของงานหลายๆชิ้นด้วย ในขณะที่มีเด็กวัยรุ่นบางกลุ่มกำลังยืนรอห้างเปิดอยู่ ก็เล่นกล้องถ่ายรูปไปตามความชอบใจส่วนตัวอย่างสนุกสนาน รอจนกระทั่งห้างเปิดเลยเดินไปข้างใน งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ รวมถึงสื่อผสมต่างๆ ต่างอวดโฉมกันอย่างไม่มีงานชิ้นไหนยอมกัน ส่วนตัวแล้วถึงแม้จะเคยเห็นงานพวกนี้มาก่อนในหอศิลป์แห่งชาติหรือสูจิบัติ กลับรู้สึกดีใจและตื่นเต้นแทนศิลปินที่ได้มีโอกาสแสดงงานให้คนทั่วไปได้ดู อีกอยากมันกลายเป็นมุมมองใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจากการดูงานในหอศิลป์เยอะเลยทีเดียว งานเหล่านี้อยู่ในหอศิลป์คนที่อยากจะไปดูเท่านั้นถึงจะไปดู แต่นี้อยู่กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองทั้งคนไทยคนเทศเด็ก ฝรั่ง วัยรุ่น คนขาเป๋ หรือเกย์ ต่างก็มีโอกาสได้สัมผัสงานเหล่านี้มากขึ้น
บรรยากาศทั่วไปภายในงาน ในระหว่างที่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ หูผึ่งแอบไปฟังความคิดเห็นของคนทั่วไปที่มองงานศิลปะบาง ยิ่งเด็กวัยรุ่นยิ่งต้องทำหูผึ่งๆเข้าไว้ เพราะอยากรู้ว่าเด็กรุ่นใหม่มองงานศิลปะอย่างไรบ้าง (เค้ายังไม่แก่นะ) เด็กวัยรุ่นเดินดูงานบางคนมีอาการตลกขบขับกันในกลุ่มเพื่อน บางคนก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่องเลย บางคนยืนเก๊กดูงานอยู่นานทำท่าว่าจะเข้าใจลึกซึ้งแต่พอซักพักก็ส่ายหัวเดินออกมาพร้อมกับหน้าตามึนๆ บางคนก็บอกว่างานสวยดีแต่ไม่เข้าในแนวคิด บางคนพยายามจะติส อธิบายวิจารณ์งานออกมา บางคนเลียนแบบบุคลิกศิลปินดังที่เห็นในโทรทัศน์บ่อยๆ เมื่อชมงาน (ไม่ต้องบอกนะว่าใคร) คนหลายคนแสดงอาการที่ดูน่าตลกขบขับสำหรับคนที่ใกล้ชิดงานศิลปะอย่างเรา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะดูไม่รู้เรื่องหรือพยายามจะดูให้รู้เรื่องแต่ก็ดีได้ที่ได้ดู อย่างน้อยก็น่าจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้รู้จักและใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น ได้รู้ว่าศิลปินไทยทำงานกันแบบไหน ใจจริงอยากจะเข้าไปบอกคนเหล่านั้นว่าดูรู้เรื่องหรือไม่นั้นไม่สำคัญ อยากให้เขาเหล่านั้นดูแล้วรู้สึกหรือดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่าเพราะประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจจะเจอหรือประสบอย่างที่ศิลปินแสดงออกมาให้เห็นบางคนไม่เคยเจออะไรแบบนั้นก็เลยมองเป็นเรื่องธรรมดาไป สิ่งที่ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ ในงานแต่กลับทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความน่ารักของงานนี้ก็ตรงที่งานแสดงหลายงานอาจจะไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปแต่งานนี้มีป้ายเล็กๆ ตามงานเขียนไว้ว่า อยากให้ถ่ายรูป (please take photo) แสดงการเชื้อเชิญผู้มาชมงานว่า “ให้ถ่ายรูปฉันกลับไปดูที่บ้านเถอะนะ นะ นะ นะ นะ” ดูแล้วน่ารักมากๆ ถึงแม้ว่าศิลปินอยากจะและตั้งใจอยากจะให้ชมและบันทึกชิ้นงานเอาไว้ในความทรงจำของคุณ แต่ข้อนี้ก็เป็นข้อห้ามที่สำคัญที่คนทำงานศิลปะ ผู้ชมระดับมือโปร และคนทั่วๆไปควรจะรักษากฎนี้อย่างเคร่งครัด นั้นคืออย่าใช้อวัยวะทุกๆ ส่วนของร่างกายจับหรือสัมผัสกับตัวงาน ถึงแม้ว่าการแค่ลูบๆคลำๆอาจจะทำงานงานไม่บิดเบี้ยวเสียหายอะไร แม้กระทั่งงานประติมากรรมโลหะที่แข็งแรง แต่เหงื่อของคุณเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้งานนั้นเสียหาย ผุ กร่อน สีซีดจางเร็วขึ้นเพราะปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างเหงื่อและผลงานได้ ถ่ายรูปฉ้านกลับไปดูที่บ้านเถอะ นะ นะ นะ
งานนี้ทำให้คนอย่างผู้เขียนถึงก็ยิ้มแก้มปริทั้งงานเพราะเห็นคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนศิลปะต่างสนใจมาดูงานศิลปะกันใหญ่ ดีใจที่หลายหน่วยงานพยายามให้ความสำคัญกับศิลปะมากขึ้นและทำให้คนทั่วไปได้มีโอกาสสัมผัสกับงานศิลปะและเข้าใจศิลปินยิ่งขึ้นอีก ถึงแม้ว่างานเหล่านี้จะเก่าไปซักนิดแต่ส่วนตัวแล้วเห็นถึงความที่พยายามพัฒนาตัวเองของคนในวงการศิลปะ และความพยายามของคนทั่วไปที่จะชื่นชมงานศิลปะด้วย
จากซ้ายเป็นงานของคุณคามินถัดมาเป็นรูปเหมือนคุณมาลินีและงานประติมากกรรมกับสถานนีรถไฟฟ้าสยาม
งานนี้จัดแสดงที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่สยามพารากอน ตังแต่วันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2551 นี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่งานศิลปะต่างมาประชันความสง่างามในใจกลางเมืองแห่งนี้ แต่ก็ไม่ควรพลาดที่จะชมเพราะมันอาจจะไม่มีครั้งต่อๆ ไปอีกก็ได้หากไม่มีคนสนันสนุนงานศิลปะหรือผู้จัดและศิลปินต่างท้อแท้ไปเสียก่อน สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนให้เกิดงานนี้ทุกท่านที่เห็นค่าความสำคัญของงานศิลปะในเมืองไทย อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้คนที่ทำงานในวงการศิลปะทุกๆ คนต่างน่าชื่นตาบานมีกำลังใจทำงานกันถ้วนหน้า ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
ป.ล. สงสัยตัวเองทำไมถ่ายแต่งานประติมากรรม -*- คุณนายในสายหมอก ๑๒.๐๗.๒๕๕๑ / 12.07.2008 Musuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้นMusuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้น
คำว่า “ทำไม” คำเดียวจะช่วยให้เรามี ปัญญา ประโยคที่ถูกติดตั้งไว้หน้าพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม แต่ด้วยความวิตถารสุดพิสดารของผู้เขียนแว๊บแรกที่ได้อ่าน จึงกลายเป็น คำว่า “ทำไม” คำเดียวจะช่วยให้เรามีปัญหา ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามต่างเฮฮาไปตามๆ กัน พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามตั้งอยู่บริเวณ ถนน สนามไชย ซึ่งเป็นกระทรวงพาณิชย์เก่า หรือหากสมัยนี้จำไม่ได้ว่ากระทรวงพาณิชย์เก่าอยู่ที่ไหนให้มองหา สถานีตำรวจนครบาลพระราชวังแล้วเดินอ้อมไปทางข้างหลังอีกหน่อยก็จะถึง ข้าพเจ้าและเพื่อนที่ชื่อสาลี่ต่างรู้สึกกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งที่ได้มาที่นี้ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อการเรียนรู้ค่อนข้างน่าสนใจและแปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไปในประเทศไทย เพราะเราสามารถหยิบจับเล่น ส่อง สัมผัสสิ่งของต่าง ๆได้มากกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่ห้ามหยิบจับสิ่งของขึ้นมาดู ทำให้เราต้องแอคทีฟมากขึ้นจากที่เคยได้แค่มองของในตู้กระจกจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ กลายเป็นว่าต้องใช้พลังงานมากมายไปกับการชมมิวเซียมสยาม แถมเทคโนโลยียังสุดแสนจะล้ำจนทำให้ผู้ที่เข้าชมอย่างเรา ๆ มองพิพิธภัณฑ์ที่เคยไปชมผ่าน ๆ มาผิดไปเลย นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหม่และแหวกแนวของคนไทยอย่างมาก ( ซึ่งจริงๆ ต่างชาติน่าจะล้ำไปมากกว่านี้แล้ว ) มิวเซียมสยามเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความเป็นมาของคนไทย ที่มาของคนไทยมากจากไหนแล้วเรามีวิวัฒนาการถึงได้มาเป็นคนไทยอย่างเราๆในสมัยปัจจุบัน โดยเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเล่าโดยผ่านตัวละครทั้ง 7 คนที่เป็นคนไทยในยุคสมัยปัจจุบันที่ระลึกชาติว่าครั้งหนึ่งในแต่ละยุคสมัยพวกเค้าเป็นคนไทยในสมัยไหนทำอะไรกันมาบ้าง ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้แตกต่างจากการดูพิพิธภัณฑ์อื่นๆไปเลยเพราะทำให้ดูไม่น่าเบื่อ สนุกสนานเข้าใจได้ง่ายกว่าการที่มีผู้บรรยายพาเดินชมมากกว่า เพราะมันมาในรูปแบบภาพยนตร์สั้น ๆ ตามจุดต่างๆ ที่เราเดินไป ( หากเดินไปตามที่เค้ากำหนดอะนะ ) แต่การชมพิพิธภัณฑ์ที่นี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่ข้าพเจ้าเคยได้ชมมาเพราะสามารถเล่นสนุกกับสื่อต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้ให้ จะบอกไว้เลยว่าพิพิธภัณฑ์นี้ไม่เหมาะสำหรับพวกซึ่มทื่อที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นพิเศษ เพราะท่านอาจจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยหลังจากเข้าชมที่มิวเซียมสยามแห่งนี้ นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไทยเราที่มีต่างประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศที่เข้ามาทำการค้าขายในประเทศเรา ซึ่งทำให้เรารู้ได้อย่างหนึ่งว่ากว่าจะมาเป็นประเทศไทยกันมาถึงปัจจุบันนั้นพวกเราได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศมาช้านานและถูกผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวจนเกิดมาเป็นหลายวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศไทยจนคิดว่าหลายอย่างมาจากไทยแท้ๆ เสียอีก อีกสิ่งที่ได้ความรู้มากมานมหาศาลและทำให้คนปัจจุบันอย่างเราๆที่เข้าไปชมถึงกับต้อง อึ๊ง!! ไปตาม ๆ กันนั้นคือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่สมัยโบร่ำโบราณ จะว่ามันเก่าล้าสมัยใช้ไม่ได้ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีกษัตริย์หรือบุคคลสำคัญของประเทศสิ้นพระชนม์ไปถึงมีงานศพก็จะจัดมหรสพด้วยเพื่อไม่ให้คนไทยเศร้าจนไม่เป็นอันทำอะไร ทำมาหากินไม่ได้ ทำให้เรารู้อีกว่าความจงรักภักดิ์ดีระหว่างประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีมานานแสนนาน หรือในยุคปัจจุบันที่น้ำมันแสนจะแพง หากจะใช้เครื่องมือการเกษตรที่ทุ่นแรงอาจจะต้องสิ้นเปลืองไปกับค่าน้ำมันที่นับวันนับวันจะสูงขึ้นทุกวันแถมยังทำรายได้ที่เกษตรกรไทยควรจะได้ลดน้อยไปด้วยอย่างการใช้ควายไถนาซึ่งมันไม่ต้องเสียค่าพลังงานสิ้นเปลืองอย่างน้ำมัน ไม่เท่านั้นมูลของควายยังสมามรถนำมาทำปุ๋ยได้ด้วยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้ามาจากต่างชาติเลย หากชาวนาไทยสมัยนี้ขยันซักนิดลงแรงอีกสักหน่อยคงจะได้รายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แม้กระทั่งของเล่นเด็กในสมัยก่อนที่ประดิษฐ์เล่นกันล้วนหากลองมาศึกษาดี ๆ ของเล่นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง เช่น จักจั่น ซึ่งหลักการเสียดสีที่ทำให้เกิดเสียงหรือของเล่นที่ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งกับมันมากคือ ของเล่นที่มีลักษณะที่ทำมาจากจักสานใช้นิ้วสอดเข้าไปแล้วดึงตรงปลายจะดึงนิ้วออกมาไม่ได้ (จำชื่อไม่ได้แต่น่าจะเรียกว่างูหนีบไรเนียะแหล่ะ) จนมาสุดท้ายเรื่องประเพณีความเชื่อที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนสมัยนี้แต่จริง ๆ แล้วแฝงไปด้วยกุศโลบายในการสั่งสอนของผู้ใหญ่ที่ยังไงก็รู้ว่าเด็กยังไงก็ต้องกลัวผีมากกว่าอย่างอื่นในโลกอยู่แล้ว ข้าพเจ้าและเพื่อนเองก็หมดพลังงานไปกับพิพิธภัณฑ์ไปกับมิวเซียมสยามนี้พอสมควร จนสุดท้ายหลังจากที่ข้าพเจ้าและเพื่อนสาลี่ได้ชมจนครบหมดแล้วต้องลงมานั่งสูบกาแฟที่ชั้นล่างซึ่งอยู่ด้านล่างในห้องขายของที่ระลึกเพื่อเติมพลังก่อนกลับบ้านกันยกใหญ่ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนกลับมากลายเป็นเด็กอีกครั้งเพราะหยิบจับของต่าง ๆ ที่เป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน รับรองได้ว่าหมดยางอายไปได้เลยเมื่อเข้ามาในมิวเซียมสยามแห่งนี้ ตอนนี้มิวเซียมสยามยังให้เข้าชมได้ฟรีอยู่ แต่ว่าไหน ๆ ก็มาแล้วตู้ใส ๆ สี่เหลี่ยมข้างหน้าก็ไม่น่าพลาดที่ผู้เข้าชมที่มาเล่นสนุกและได้ความรู้มากมายจะบริจาคทรัพย์ส่วนตนซักเล็กน้อยเพื่อพิพิธภัณฑ์แบบนี้จะได้อยู่กันคนไทยแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่คิดริเริ่มสื่อการเรียนรู้ที่สนุกและแตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์เดิมๆ ด้วยอย่างน้อยจะได้เป็นแนวทาง เผื่อจะช่วยพิพิธภัณฑ์โบราณล้าสมัยอื่นๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกสนานให้เราได้สนุกแบบนี้อีกต่อไป... ๐คุณนายในสายหมอก๐ (MissBeela) ๒๙/๐๕/๒๕๕๑
ข้อมูลอื่นๆ... มิวเซียมสยาม 4 ถ.สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 02 622 2599
Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)
พอหลังจากทราบข่าวที่มีคนเข้าไปทำลายโบราณสถานในเขาพระวิหารแล้วใจหายอยู่เหมือนกัน ทำไมคนเราถึงได้สิ้นคิดอะไรขนาดนั้น ต่อให้คิดจะแก้เคล็ดอะไรก็ตามทีเถอะ ก็ไม่นึกว่าคนสมัยนี้จะยังเชื่อหรืองมงายเรื่องพวกนี้อยู่ ส่วนตัวแล้วเชื่อเรื่องสิ่งลึกลับที่อยู่รวมกับมนุษย์โลก ทุกวันนี้ถ้าเราดูดีๆ มนุษย์เรานอกจะบุกทำลายล้างล่วงล้ำเขตธรรมชาติจนเกิดภาวะโลกร้อนอยู่ทุกวันยังลามปามไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกอีก นึกแล้วเวรกรรมจริง ๆ ข้าพเจ้าเรียนเกี่ยวกับศิลปะมาการเรียนเรื่องศิลปะสถาปัตยกรรมและความเชื่อต่าง ๆ ได้พบและได้เห็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดบนโลกในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโลกของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นและไม่คิดว่ามีจริงก็แสดงพลังอำนาจออกมาอย่างที่คนเราๆสมัยนี้นึกไม่ถึง เรื่องเกิดเมื่อสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนปริญญาตรีอยู่ ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่อุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดสุโขทัย เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นมุสลิมชอบเล่าให้ฟังว่าเจอเรื่องแปลก ๆมาเยอะระหว่างที่เดินทางไปเพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนอยู่ช่างศิลป์ก็เคยมาวาดรูปที่นี้ตอนกลับเขารู้สึกว่ามีคนตามกลับมาด้วย เค้าเลยพูดไปพลางๆว่าจะตามก็ตามมา พอหลังจากนั้นเพื่อนของข้าพเจ้าคนนี้ก็โดนสิ่งที่มองไม่เห็นรบกวนตลอดเวลาเช่นเวลานอนก็เหมือนมีคนจ้องเขาตลอดเวลา เหมือนมีคนเดินตามเวลาไปไหนมาไหนจนเขารู้สึกอึดอัด และแล้วในที่สุดเขาก็อยู่ไม่ได้ต้องเอาสิ่งที่มองไม่เห็นพากลับไปส่งที่สุโขทัยอีกครั้ง พอไปถึงที่เพื่อนก็บอกกับสิ่งนั้นว่า มาส่งแล้วนะแล้วก็ไม่ต้องตามกลับมาอีก หลังจากนั้นเค้าก็ไม่รู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหรือจ้องอีกเลย ในขณะที่ระหว่างอยู่ในช่วงทัศนะศึกษามีเจ้าหน้าที่อุทยานคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีชาวต่างชาติคนหนึ่งได้มาท่องเที่ยวที่นี้แล้วเก็บเศษอิฐของโบราณสถานกลับไปเป็นที่ระลึก ระหว่างที่ชาวต่างชาติคนนั้นเดินทางกลับประเทศก็ประสบกับอุปสรรคต่างๆนานา จนกระทั่งมาถึงบ้านอยู่ได้ไม่นาน ครอบครัวของเค้าก็ประสบเคราะห์ร้ายไปทีละคน ในที่สุดชาวต่างชาติกะระลึกได้ว่าเขาได้เก็บเศษโบราณสถานจากสุโขทัยมาและนั้นอาจทำให้เค้าและครอบครับประสบเคราะห์กรรม เขาจึงนำมันใส่ในขวดแก้วเล็กๆแล้วส่งพัสดุกลับมาที่ประเทศไทยแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างที่นำเศษวัตถุโบราณสถานนั้นมา นี้ไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติยังมีอีกรายที่คล้ายๆกัน ในช่วงที่วัดพระแก้วได้มีการบูรณะซ่อมแซมอาคารต่างๆ มีเศษกระจกประดับอาคารร่วงลงมามากมาย ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน แต่ยังไม่ทันจะกลับประเทศก็โดนสิ่งลี้ลับหรืออาจจะเป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองคนไทยทั้งประเทศอยู่ก็ได้ ตามรังควาญจนต้องเอามาคืนที่เดิมเรื่องนี้จำได้ว่าไปเจอในอินเตอร์เน็ตเวปไซต์ของต่างประเทศเมื่อ 2- 3 ปีก่อนเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องต่อมานี้ไม่นานนักหากใครได้ดูรายการ ตี 10 ที่เกี่ยวกับการระเบิดจิตคงจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งไปเที่ยวนครวัดแล้ว ไปฟังคนแทบๆนั้นล่าว่าหากได้ลูบหน้าอกของนางอัปสร แล้วขอพรจะสมหวังทุกประการ แต่ทว่ากลับกลายเป็นมาวิญญาณสิ่งที่คอยปกป้องโบราณสถานคอยตามรังควาญ นางอัปสรก็คือนางฟ้า ต่อให้เป็นรูปปั้นก็เถิดยังไงมนุษย์อย่างเราๆก็ไม่ควรอาจเอื้อมทำชีกออยู่ดี ยังมีอีกเรื่อง เมื่อนานมาแล้วหากเป็นคนโบราณก็ยังคงจำได้ดี เรื่องนี้แม่ของข้าพเจ้าได้เล่าให้ฟั งครั้งหนึ่งมีคนวิปริตคิดชั่วร้าย ขโมยดาบของพระบรมรูปทรงม้าแล้วเอาไปขายที่ร้ารับซื้อของเก่า หลังจากร้านรับซื้อของเก่าได้มาแล้วก็นำมาเก็บไว้ที่บ้านระหว่างนั้นได้ยินเสียงโซ่ลากไปกับพื้นบ้านอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เค้าต้องเอาดาบไปคืน หรือหากเป็นคนโบราณยิ่งกว่านั้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการทิ้งระเบิดลงมาเพื่อจะทำลายสะพานพุทธที่ข้ามไปยังฝั่งพระนคร คนสมัยนั้นเล่ากันว่าได้เห็นฮ่องเต้ (อนุสาวรีย์พระพุทธยอกฟ้าจุฬาโลกมหาราช) โบกพระหัตถ์ปัดระเบิดไปให้ลงที่วัดเลียบเพื่อไม้ให้สะพานขาด แถมในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายแถบ ๆ วงเวียนใหญ่ลือกันอีกว่าเห็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชขี้ม้าลาดตระเวนอยู่ทุกคืน บ้างก็เล่าว่ายินยินเสียงม้าควบบ้าง นี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ยินคนโบร่ำโบราณเล่าสู่กันฟัง หลายต่อหลายปาก ทำให้ข้าพเจ้านึกภูมิใจอยู่ว่าต่อให้สมัยนี้เป็นโลกที่ถูกพัฒนาด้วยความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธ์คอยคุ้มครองบ้านเมืองเราให้สงบสุขเรื่อยมา นั้นคงเป็นวิญญาณความจงรักภักดีความรักในชาตี่เขาห่วงแหนที่มิอาจเสื่อมหายไปไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ถึงแม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นก็ยังน่านับถือและภูมิใจอย่างยิ่ง แตกต่างจากคนเป็นๆที่อยู่กันในสมัยนี้ แก่งแย่งชิงดีทำลายกันเองโดยไม่อายแม้กระทั่งคนเป็นๆด้วยกัน เล่ามาแค่นี้คงน่าจะทำให้คนที่ชอบทำลายข้าวของหวั่น ๆ บ้าง แต่คงยังไม่เชื่อเรื่องบุญกรรมเท่าไหร่สำหรับคนสมัยนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหากใครไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ขอแนะนำว่าอย่าไปลบหลู่ เพราะอาจจะเจอพลังอำนาจลึกลับสำแดงเดชออกมาก็ได้ ของแบบนี้หากไม่เจอด้วยตัวเองคงจะไม่เชื่อกันหรอก สุดท้ายใครก็ตามที่ได้ทำลายมรดกสำคัญของชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ให้จำไว้ว่าคุณได้ทำลายประวัติศาสตร์ชาติ และความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นมาของชาติบ้านเมืองรากฐานของชาติบ้านเมืองได้ หากเราทำลายไม่รู้จักรักษ์ที่มาของชนชาติเราแล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่าเราเป็นชาติและมาเป็นไทยให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าผู้ที่ทำลายไม่นานคงจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ในเร็ววัน ไม่เกินอึดใจหรอก . . . . .โรงเรียนเกลียดวิชา..โรงเรียนเกลียดวิชา.
พอดีได้มีโอกาส อ่านบทความใน hi5 ของน้องสาวคนหนึ่งที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันเขียนเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ลองมานึก ๆ ดู เราเองก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ โดยกำเนิด จะมีเรื่องสนุกทำเหมือนเด็กต่างจังหวัดก็คงไม่เท่า ยิ่งเรียนในกรุงเทพฯ ลักษณะการแข่งขันเรื่องการเรียนนั้น สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่เห็นทีจะมีแต่กำเนิด ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกตัวเองมีอนาคตที่ดี ๆ กันทั้งนั้น ทันคน มีชีวิตที่ก้าวหน้า การเจียดเงินส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดี ๆ ทั้ง ๆ ที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยอดอยาก อย่างไรก็ตาม เรื่องแค่นี้แทบไม่ทำให้คนเป็นพ่อแม่รู้สึกลำบากอะไรเลยเมื่อมานั่งนึกถึงอนาคตที่ดีของลูก ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคนเขียนยังไม่แต่งงาน ( โสรดดดค่ะ) เพราะฉะนั้นเลยยังหาพ่อพันธุ์ทำลูกไม่ได้ ( เอิ๊กๆๆๆ อยู่ในช่วงคัดเลือกสายพันธุ์ ) แต่สมัยเป็นเด็กแทบจะบอกได้เต็มปากเลยว่าอยู่โรงเรียนและตามสถาบันกวดวิชามากกว่าอยู่บ้านตั้งแต่อยู่ประถมเสียอีก เริ่มจากสมัยประถม พอเริ่มขึ้น ป.4 ก็ถูกส่งไปเรียนพิเศษตั้งแต่บัดนั้น เพราะว่าเป็นคนค่อนข้างเรียนอ่อนมาก ๆ (จริงๆ แล้วตอนเด็กเกลียดโรงเรียนโครต ๆ ) เพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 ในโรงเรียนดี ๆ (โรงเรียนหญิงล้วนย่านฝั่งธนฯ ) ในสมัยในจะเข้าโรงเรียนมัถยมต้องสอบเข้าอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยจะอยากเข้าไปเรียนเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบสภาพห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของตึกแถวและที่สำคัญ มันไม่มีช่องแม้แต่จะระบายอากาศให้หายใจออกมาเลย ต่อให้เป็นห้องแอร์ก็เถอะ หายใจหายคอกันไม่เต็มปอด ห้องเล็กๆ ห้องนั้นบรรจุด้วยนักเรียนแทบจะเท่ากับ 1ห้องเรียนในโรงเรียนเลยที่เดียว 60 กว่าคน หรือว่าเยอะกว่าด้วยซ้ำ ถึงจะถูกส่งไปเรียนก็ตามที่แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเรียนอะไรเท่าไหร่ จนกระทั่งมาอยู่ ป.6 รัฐบาลได้เปลี่ยนจากการสอบเข้าทั้งหมดมาเป็น สอบเข้า 40% เด็กในเขตพื้นที่ใกล้โรงเรียน 40% และจับฉลากอีก 10% และยังมีพวกความสามารถพิเศษและอื่นๆ อีก 10% (ไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วนเท่าไหร่นะคะ ) เพื่อให้นักเรียนไปเรียนโรงเรียนใกล้บ้านกันมากขึ้นลดปัญหาการจารจรติดขัดในช่วงเช้า เลยมีส่วนร่วมเข้าไปจับฉลากเข้าเรียนกับเค้าด้วย ซึ่งก็จับได้โรงเรียนใกล้ๆบ้านเนียะแหล่ะไม่ได้เรียนโรงเรียนที่พ่อแม่คาดหวังจะได้เรียนนักหรอก สรุปแล้วไอ้ที่ลำบากตรากตรำเรียนพิเศษมาตลอด 3 ปี ไม่ได้มีผลอะไรเลยเพราะว่าเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบวัดความรู้แข่งขันกับชาวบ้านเค้า พอมาเรียนมัถยมก็ยังคงเรียนพิเศษเหมือนเดิม ย้ายที่เรียนไปเรื่อยๆ ชีวิตยังคงอยู่ในสถาบันกวดวิชาและโรงเรียนเสียส่วนใหญ่ จะได้เข้าบ้านก็ตะวันตกดินเท่านั้นแหล่ะพอตะวันโผล่ออกมาก็ต้องออกจากบ้านไปเรียนแล้ว เป็นแบบนี้จนมาถึง ม.ปลาย ก็รู้สึกว่าเหนื่อย ยิ่งมาเรียนสายสามัญโปรแกรมการเรียนเสริมเพื่อสอบเข้ามหาลัยยิ่งเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าใครเรียนสายสามัญมาจะรู้ว่าในกรุงเทพฯ มีสถาบันกวดวิชาอยู่ในห้างสรรพสินค้าให้เลือกเยอะแยะมากมายหลายแพ๊คเก็ตราวกับซื้อซิมโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน แน่นอนการเรียนสำหรับบางคนไม่ใช่ผักใช้ปลาหาซื้อไม่ได้ง่าย ๆ อย่างในสมัยก่อนอยากเรียนมวยไทย กว่าจะรับเป็นลูกศิยษ์เข้าไปร่ำไปเรียนกันได้นั้น คนเป็นลูกศิษย์นั้นต้องใช้ความวิริยะอุสาหะแสดงความอยากที่จะเรียนให้ผู้สอนได้เห็น ช่างยากลำบากเหลือแสนต่างกับปัจจุบันเพียงแค่เลือกครอสที่ต้องการจะเรียน แล้วจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารให้กับสถาบันนั้น ๆคนก็สามารถเข้าไปอยู่ในสถาบันนั้นได้โดยง่ายดาย พูดง่าย ๆ เพียงแค่มีเงินคุณก็เข้าไปนั่งเรียนแบบคนอื่นๆได้ บางสถาบันมีแพ็คเก็ตราวกับสถานเสริมความงาม หรือสินค้าที่ขายกันตามทีวี หากคุณเรียนแล้วไม่ประสบผลสำเร็จเรายินดีคืนเงินหรือเรียนใหม่ฟรีอีก 1 ครอส ซ้ำร้ายยังมีครอสทดลองเรียนอย่างกับเครื่องสำอางที่แจกกันหน้าห้างขนาดทดลองอีก นึกแล้วสถาบันเหล่านี้ไม่ได้อะไรการเสนอขายสินค้าชิ้นหนึ่ง ๆ เพื่อทำกำไรฟันรายได้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่บางคนต้องแบมือขอพ่อแม่เอาเงินมาจ่ายค่าเรียนพวกนี้ อีก นี้ยังไม่นับพวกเด็กเวรตะไลทั้งหลายที่ปากแบมือขอเงินไปเรียนเสริมเสาร์อาทิตย์ พอก้าวไปถึงโรงเรียนเบินหน้าหนีวิ่งไปตากแอร์ในห้างผลาญเงินพ่อแม่ไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย หรือถ้าเข้าไปเรียนก็ไม่ได้เรียนกับครูที่ในใบโฆษณาสอนจริงๆ ครูหน่ะสอนจริงแต่สอนในทีวี ตาย....เด็กไทยพ่อแม่นอกจากเลี้ยงลูกด้วยจอตู้แล้วยังมีครูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกเวรกรรม ในสมัยนั้นตัวเองได้เลือกเรียนภาษาอังกฤษ อย่างเดียวส่วนวิชาอื่นอ่านเองหมดยังมีพวกวิชาพิเศษพวกวาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ที่ต้องออกไปหาเรียนเช่นกัน ซึ่งวิชาพวกนี้ในสมัยนั้นไม่ค่อยจะมีเปิดสอนตามโรงเรียนกวดวิชาเสียเท่าไหร่ ต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปกรซึ่งจะมีรุ่นพี่เปิดติวน้อง ๆ ตามส่วนต่างๆของมหาลัย ความซวยของคนเกิดมาไม่ได้มีหน้าตาและรูปร่างเป็นเครื่องมือหากิน อย่างว่ารุ่นพี่ก็ยังเป็นนักศึกษายังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะอะไร มันก็สอนแต่รุ่นน้องที่หน้าตาดีๆ น่ารักฉอเลาะ โชคดีของคนมีบุญ( อีกครั้ง ) ที่เจอผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านมาช่วยสอนให้ โดยแทบจะเรียกว่าต่อให้จ่ายเงินไปเท่าไหร่เค้าก็ขาดทุนเพราะสอนล่วงเวลาจากเช้าจนบางครั้งเลยจนเลยเหยียบเย็นเลยก็มี (เพราะผู้สอนเป็นครูโดยอาชีพไม่ได้แค่มีอาชีพเป็นครู) พอมาถึงเวลาเอนท์ทรานเข้าจริงๆ ผลสอบออกมาเปรียบเทียบแล้วได้คะแนนสูงกว่าพวกที่แทบจะกินนอนในสถาบันกวดวิชาเสียอีก ซ้ำร้ายวิชาคณิตศาสตร์ที่เป็นอริกันมาแต่ชาติปางก่อน สอบที่โรงเรียนกี่เทอมก็ไม่เคยผ่านกลับได้คะแนนเยอะกว่าคนที่เรียกได้ว่าอัจฉริยะของโรงเรียนเป็นเท่าตัว นึกแล้วโชคดีที่ไหวตัวทันไม่เข้าไปอยู่ในสาระบบสถาบันกวดวิชาเต็มตัวแบบพวกนั้น พอเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระทำงาน หรือบางคนในกรุงเทพฯ แทบไม่มีใครเข้าไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นเลย อ้าว....หมายความว่ายังไงกันหล่ะ ไอ้พวกเข้าไปนั่งเรียน ๆ มันล้มหายตายจากไปไหนกันหมด ( คาดว่าตายระหว่างสงคราม ( เอนท์ทราน )) คงเป็นเพราะเรียนมากไปหรือเปล่าสมองเลยสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือว่าเข้าไปนั่งหลับ หรือสุดท้าย พลังงานหมดระหว่างสอบคัดเลือก ซึ่งโชคดีสำหรับพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นที่ไม่ต้องจ่ายเงินส่งลูกไปเดินห้าง แถมยังช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและงานบ้านอีกด้วย (พ่อแม่มีลูกแบบนี้ดีใจตายเลย ) ส่วนตัวยังรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่จมลงไปอยู่กับคนพวกนั้นด้วย พอเรียนมหาวิทยาลัยได้ 2 ปี ก็หางานพิเศษทำ เพราะว่าวิชาประติมากรรมต้องใช้ทุนสูงในการเรียน เลยหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วย จึงตัดสินใจเป็นครูสอนพิเศษที่โรงเรียนสอนศิลปะเด็กแห่งหนึ่งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า หลังจากเรียนรู้งานสอนไปได้ซักระยะเจ้าของก็ไว้ใจให้มาทำงานเกี่ยวกับการเงินคอยรับสมัครนักเรียนด้วย ช่วงแรก ๆ ที่เข้าไปสอนก็รู้สึกสนุกดีอยู่กับเด็ก ๆ ก็มีความสุขดี รู้สึกชอบที่บางทีได้กลับมาทำอะไรแบบเด็กอีกครั้ง แต่พอมาเรียนรู้งานรับสมัครนักเรียน แม่เจ้า!! แทบซ๊อค เด็กที่เข้ามาเรียนบางคนยังเขียนหนังสือไปเป็นเลย บางคนอายุยังเข้าโรงเรียนไม่ได้ด้วยซ้ำ กว่าจะมาถึงบางอ้อก็เข้าใจ พ่อแม่สมัยนี้บางคนหวังดีกับลูกหวังว่าจะให้ศิลปะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างสมองและจินตนาการของเค้าซึ่งอันนี้เป็นเรื่องดีที่ผู้ปกครองบางคนเล็งเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้ แต่ผู้ปกครองบางคนด้วยความที่ว่าโรงเรียนที่สอนอยู่ในห้าง บางคนส่งลูกมาเรียนแล้วลงไปทำสปา ช๊อปปิ้ง ทั้ง ๆ ที่เด็กบางคนไม่ได้อยากเรียนพอถึงเวลาก็มารับลูกกลับ ผู้ปกครองบางคนมือเต็มมาพร้อมกับข้าวของเต็มไม้เต็มมือ แถมบางคนยังไม่พอเอาแอมเวย์ มิสทีน กิฟฟารินมาขายครู อีก ( แหม่คุณไม่เท่าไหร่เลยนะหากินกับแรงงานเงินเดือนแค่หยิบมือ ) มานั่งคิดๆ ดูกลับน่าสงสารเด็กพวกนั้นมากกว่า เด็กเล็กขนาดนั้นน่าจะอยู่กับพ่อแม่มากกว่า อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้เค้ารับรู้ถึงความอบอุ่น ครอบครัวสมบรูณ์ และที่สำคัญเด็กเล็ก ๆยังแยกแยะเรื่องความรักที่พ่อแม่ที่มีให้แบบซับซ้อนไม่ได้ การที่พ่อแม่จะแสดงอะไรตรงๆ หรืออยู่กับลูกด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า การส่งเค้าไปอยู่กับคนอื่นซึ่งเป็นใครไม่รู้เราเหมือนแค่จ่ายเงินฝากเค้าไว้ซัก 2-3 ชั่วโมงให้เลี้ยงแทน ซึ่งคนที่สอนก็ร้อยพ่อพันแม่ไม่เหมือนกัน เจอครูดี ๆ ก็ดีไป แล้วถ้าลูกของคุณไปเจอครูแย่ๆ แล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้นกลับมาทำที่บ้านหล่ะจะเป็นอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเด็กเล็กๆบางคนเกลียดโรงเรียนด้วยซ้ำการส่งพวกเค้ามาอยู่ห่างไกลบ้าน ยิ่งทำให้เค้ารู้สึกเบื่อหน่ายการไปเรียนที่โรงเรียนในวิชาหลัก ๆมากขึ้น แทนที่จะเรียนรู้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในโรงเรียน แล้วเล่นพักผ่อนให้สุด ๆ ในวันเสาร์อาทิตย์ ต้องห่างบ้านห่างพ่อแม่อีกนึกแล้วเด็กพวกน่าสงสารจริง ๆ ไม่นานนักก็อดรนทนไม่ได้ออกจากงานสอนศิลปะเด็ก (เกิน) ไป มาทำงานอย่างอื่นเพราะในสมัยเด็กก็โดนกับตัวเองมาแล้วที่ต้องออกไปเรียนทุกวัน ซึ่งจริงเราอยากอยู่บ้านมากกว่าที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แล้วสาบานว่าจะไม่สอนเด็กที่เล็กเกินไปแบบนี้อีกเลย ลองมาคิด ๆ ดูจากประสบการณ์ที่เจอมากับสถาบันสอนพิเศษ กวดวิชาของข้าพเจ้าอาจไม่ราบรื่นนัก หรืออาจเป็นเพราะว่าส่วนตัวไม่ค่อยชอบระบบแบบนี้มากกว่า ในสมัยเด็กข้าพเจ้าเองก็เป็นเด็กที่ไม่ค่อยสนใจจะเรียนซักเท่าไหร่ มาถึงตอนนี้ยังนึกตลกตัวเองอยู่เลยที่ไขว่คว้าเรียนเอาเรียนเอาอย่างไม่คิดชีวิต คงเป็นเพราะอะไรที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน โรงเรียนธรรมดาอาจจะไม่น่าสนุกสำหรับข้าพเจ้าในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันความคิดความอ่านที่เติบโตขึ้นทำให้ความคิดเปลี่ยนไปหันมาสนใจเรื่องเรียนมากขึ้น สำหรับพ่อแม่ของเด็ก ๆที่ไม่ชอบเรียน ขอให้ลองให้เวลาเค้าซักระยะเพราะเด็กกับการเล่นซน ความไร้เดียงสาเป็นของคู่กัน พอโตขึ้นอะไรเปลี่ยนไปเค้าก็จะเค้าใจเองว่าทำไมต้องเรียน ทำไมต้องศึกษาหาความรู้ อย่ายัดเยียดให้เรียนตั้งแต่เล็กเหมือนสมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็กเพราะอาจจะทำให้เด็กเล็กๆ เบื่อการเรียนไปเลยก็ได้คะ
** ขอบคุณสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ท่านสามารถแนะนำติชมได้นะคะ สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุขความเจริญก้าวหน้าทุกๆท่านด้วยค่ะ**
13/05/2551
๐คุณนายในสายหมอก๐ โชคชะตาฟ้ากำหนด หรือมนุษย์ผู้เลือกชี้ชะตา
ช่วงวันว่าง ๆ 2 - 3 เดือนนี้ ข้าพเจ้าเองค่อนข้างจะทำตัวไร้สาระสุดขีด กะว่าพอเปิดเทอมแล้ว จะลงทุนลงแรงตั้งใจเรียนปริญญาโทให้สมกับที่รอคอยมานาน กิจกรรมต่างๆ จึงเน้นไปด้านความบันเทิงส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ เริ่มจากเช็คเรทติ้งในเวปบล็อกต่าง ๆ ทุกๆ วัน ทำตัวเป็นราชินีแผ่นผี ซื้อหนังแผ่น ทั้งถูกและไม่ถูกลิขสิทธ์มาดู จนกระทั่งตามตรวจดวงชะตาช่วงปีนี้จากหมอดูย่านกรุงเทพฯ อันที่จริงก็รู้สึกผิดที่วัน ๆ ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า แต่สิ่งที่รู้สึกผิดสุดๆ ก็คือการซื้อแผ่นผีมาดูเนียะแหล่ะ เพราะทำงานเกี่ยวกับพวกนี้ มามาก จะรู้ว่ากว่าจะได้หนังดีๆ มาดู แต่ละเรื่องผู้สร้างจะต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่กว่าได้ได้มา 1 เรื่องดีๆ มานำเสนอผู้ชม แต่ก็ไม่วายจะต้องทำเพราะว่า หนังดีๆ ส่วนใหญ่นั้นร้านขาย ดีวีดี ซีดี ทั่วไปนั้นไม่ค่อยจะมี จำใจต้องทำบาปเพื่อสนองตัณหาตัวเองไปหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน หนึ่งในหนังที่หยิบมาดูในช่วงนี้คือการ์ตูนซีรี่ย์เรื่อง xxx Holic จากค่าย Clamp (อันนี้ถูกลิขสิทธิ์ค่ะ- -. ) ซึ่งเดิมที่ได้ติดตามผลงานที่เป็นภาค มังงะมาอยู่พอสมควร สิ่งที่ติดใจในการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้อยู่ที่เนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ ด้วยเนื้อหาเป็นเรื่องของ ความเชื่อ ความศรัทธา สิ่งลี้ลับ ตำนาน รวมไปถึงกุศโลบายที่ผู้ใหญ่ใช้สั่งสอนเด็กๆ อย่างเราๆ ในสมัยก่อน ที่บางทีเลื่อนหายไปจากความทรงจำและชีวิตประจำวันในโลกเทคโนโลยีไปแล้ว โดยที่มีแม่มดยูโกะและหนุ่มน้อยอายุ 19 ที่ชื่อ วาตานูกิ คิมิฮิโระ เป็นตัวดำเนินเรื่อง ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวส่วนหนึ่งได้มาจากการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้ ครั้งแรกที่วาตานูกิพบกับแม่มดยูโกะ ทั้ง 2 ได้ทำการแนะนำตัวเอง ( ซึ่งวาตานูกิไม่รู้ว่าเต็มใจแนะนำหรือเปล่า ) ทั้งชื่อและวันเกิด นั้นเป็นสิ่งที่บอกตัวตนและโชคชะตาของแต่ละบุคคล แม่มดยูโกะได้กล่าวไว้กับวาตานูกิแบบนั้น ในขณะที่วาตานูกิกลับไม่เชื่อจนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่แม่มดยูโกะพาวาตานูกิไปดูดวงแล้วพบกับหมอดู ทั้ง 2 คนที่มีลักษณะการดูดวงที่แตกต่างกัน ซึ่งมาตอนนี้แหล่ะที่ทำให้ข้าพเจ้าทดลองตระเวนไปหาหมอดูตรวจโชคชะตาทั่วกรุง อันที่จริงก็เป็นคนค่อนข้างเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแหล่ะ แต่พอมาลองคิดๆดู การดูดวงนั้นมีหลายแบบ หลายสำนักแตกต่างกันไป แบบแรกที่ข้าพเจ้าไปดูคือแบบเขมร หมอดูขอวันเดือนปีเกิด อย่างเดียว อย่างที่ 2 เป็นแขกสำนักนี้มีอะไรแปลกๆ นิดนึงตรงที่ว่ามีการคุยเรื่องสิ่งลี้ลับด้วย ส่วนแบบที่ 3 นั้นดูมา 2 ที่เข้าใจว่าเป็นแบบไทย ๆธรรมดา ทั้ง 4 ที่ที่ไปดูหมอดูดูตรงกันหมดก็เรื่องคู่ครอง คือจะได้สามีที่มีตำหนิ คือเคยมีครอบครัวมาแล้ว มีฐานะดี ( อันนี้ช๊อบชอบ ) อาจจะมีลูกติดมาด้วย เป็นชายลักษณะสูงขาว แต่ขอทีเหอะกว่าจะได้แต่งก็ราวๆ 30 นู้นแต่แหม่ คนที่คบกันปัจจุบันไม่มีลักษณะแบบนี้เลย เอาแหล่ะเราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าเราจะเจอชายปริศนารูปร่างสูงขาวแบบที่ว่านั้นหรือปล่าว ส่วนอีกอย่างหนึ่งนั้นคืออาชีพ มี 3 สำนักที่บอกตรงกันว่าต้องทำงานเกี่ยวกับดิน ศิลปะ หรือเป็นนักพูด ส่วนอีกสำนักหนึ่งบอกว่าต้องเป็นข้าราชการ สุดท้ายที่ขาดมิได้สำหรับมนุษย์โลกปัจจุบันสมัยนี้คือเรื่องเงินๆ ทองๆ มี 2 สำนักบอกว่าจะสบายตอนแก่ กะอีก 1 สำนักบอกจะสบายเพราะได้สามีเลี้ยง (โอ้ย...ในฝันเลย อิอิ ) อีกสำนักบอกพอมีพอใช้แต่หมดไปเพราะรักษาตัว ( เราไม่เชื่อสำนักนี้และ ) จากที่สังเกตดูๆ ไปแล้ว ทั้ง 4 ค่ายมีวิธีการดูที่เหมือนกันคือการนำเอาวันเดือนปีเกิด มาดูถึงแม้จะไม่เหมือนกันเลยก็ตามสำหรับผลที่ออกมา แต่การดำเนินวิธีการเหมือนๆ กันคิอการ ใช้ตัวเลข เลขวันเดือนปีเกิดของเรานี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยที่เดียวสำหรับชะตาชีวิตของแต่ละคน ลองมาคิดๆ ข้าพเจ้าเองก็พบเรื่องประหลาดเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ครั้งหนึ่งสมัยที่เรียนอยู่มัถยมปลายเพื่อนรักของข้าพเจ้า มีวันเดือนปีเกิดที่ตรงกับเพื่อน ชายในห้องอีกคนหนึ่ง ต่างกันแค่เพศ ชื่อ และเวลาที่เกิด ตอนเปิดเทอมเดือนตุลา เพื่อนของข้าพเจ้าโทรมาบอกว่าจะหยุดเรียนซัก อาทิตย์เพราะ ขาหักเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนลำบากทำให้ต้องนั่งเรียนแบบเปล่าเปลี่ยวเอกา อยู่ระยะหนึ่ง หลังจากเพื่อนรักของข้าพเจ้าได้กลับมาเรียนแล้วไม่ทันจะข้ามวัน เพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งในห้องที่เกอดวันเดียวปีเดียวปีเดียวกับเพื่อนรักของข้าพเจ้าก็เกิดบาดเจ็บที่เท้า เช่นกันทำให้ทั้งคู่เดินกอดคอกัน สร้างความเฮฮาให้กับเพื่อนในห้องมาก ( ไม่ได้มีสงสารเพื่อนกันเลย) คู่ขวัญคู่เป๋ นี้เกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันปีเดียวกัน ต่างกันก็แค่กลางวันกับกลางคืน เดือนเดียวกันนี้ทั้งคู่เจ็บขาทั้งคู่ นั้นจึงทำให้คิดว่า วันเกิดปีเกิดนั้นบอกอะไรตัวเราได้หลายอย่าง ลักษณะนิสัยเหมือนเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตของเราก็เป็นได้ เราลองมาดูตัวอย่างอีกคู่ ในกรณีฝาแฝดมหัศจรรย์ ที่ทั้งคู่มักจะทำอะไรเหมือน ๆ กันเสมอ แต่วันเดือนปีเกิดไม่ได้มีผลอะไรกับคู่นี้ อีกคนหนึ่งแขนหัก ในขณะที่อีกคนสบายดีทำให้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า คงจะไม่เกี่ยวกันมั้งระหว่างเคล คนละพ่อคนและแม่แต่เกิดวันเดียวกัน แต่อีกคู่ เกิดพ่อแม่เดียวกัน แต่มีอะไรหลายๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงถึงแม้ว่าคู่นี้จะทำอะไรเหมือนๆ กันก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ทั้งคู่ยังมีชีวิตที่แตกต่างทั้งการงาน และชีวิตอยู่ดี ส่วนอันนี้มาเจอกับตัวเองเด็กคนหนึ่งเกิดวันและเดือนที่เหมือนกับข้าพเจ้าแต่เด็กคนนี้อ่อนกว่าข้าพเจ้าอยู่หลายปี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสคลุกคลีกับเด็กที่มีเดือนเกิดและวันเดียวกันพอสมควร อะไรหลายๆ อย่างจากเด็กคนนี้เหมือนข้าพเจ้าในครั้งวัยเยาว์มากๆ ที่สำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าช๊อคไปเลยก็ตรงที่เด็กคนนี้มีไฝแต่ละตำแหน่ง เช่นที่มือขวา ตรงแก้มข้างซ้าย และตรงฝ่าเท้าเหมือนข้าพเจ้าเลย เป็นไปได้มั๊ยว่าวันเกิดนี้เป็นตัวกำหนดลักษณะของแต่ละบุคคลด้วย นั้นก็หมายความว่าชีวิตเราทั้งหมดที่ผ่านๆ มาฟ้าเป็นคนกำหนดว่าใครจะเป็นอย่างไรมีนิสัย บุคลิก ลักษณะท่าทาง ชะตาจะเป็นอย่างไรในอนาคตทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วงั้นหรือเปล่า แล้วไอ้คนที่ชอบพูดหน่ะว่าชะตามนุษย์เป็นผู้กำหนดชีวิตลิขิตด้วยตัวเองเค้าไม่เชื่อ หรือไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลยหรือ อย่างการที่ข้าพเจ้ามาเลือกเรียนศิลปะทุกๆวันนี้เราเป็นคนเลือกที่จะเรียนเองหรือฟ้ากำหนดมาให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว นี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยอยู่ วันที่ข้าพเจ้าสมัครสอบปริญญาโทข้าพเจ้าได้เช็ควันสอบวันสัมภาษณ์ว่าตรงกับอะไรหรือเปล่า ทีแรกที่เดียวตั้งใจว่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี แต่วันสอบสัมภาษณ์ไปตรงกับวันซ้อมรับปริญญา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสองจิต 2 ใจว่าจะไปเลือก สาขาทฤษฏีศิลป์ แทนซึ่งไม่มีวันสอบวันไหนตรงกับวันซ้อมรับปริญญา หรือจะเลือกไม่รับปริญญาเพื่อมาสอบเข้าปริญญาโท ด้วยความที่ข้าพเจ้าคิดไว้อยู่นาน ก็มีบางอย่างมาดลใจให้ข้าพเจ้าเลือกทฤษฏีศิลป์ เพราะกลัวว่าถ้าสอบไม่ติด เราจะแห้วทั้งรับปริญญาและเรียนต่อเลย สรุปง่ายๆ คือปอดแหกลงวิชาอื่นไป พอมาถึงวันซ้อมใหญ่กำหนดการณ์ก็โดนเลื่อนออกไป อ้าวเวร!!! ไม่น่าเลยน่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์แต่แรก นึกๆไปก็เสียดาย จนกระทั่งมาถึงวันประกาศผลสอบข้าพเจ้าก็สอบติดสาขาทฤษฏีศิลป์ แต่พอลองมาดูสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ข้าพเจ้าตั้งจะว่าจะลงไว้แต่ไม่ได้ลง กลับรับนักศึกษาเพียงหยิบมือจากจำนวนนักศึกษาที่ประกาศรับไว้ มานึกดูดีๆแล้วเราหนิมันโชคดีที่ไม่เลือกลงวิชาที่ตั้งใจเลือกไว้แต่แรก ไม่งั้นป่านนี้ก็คงไม่มีที่ซุกหัวเรียนลอยเคว้งคว้างเหมือนปีที่แล้ว สงสัยคงเป็นเพราะว่าฟ้าคงกำหนดให้เรามาเรียนเกี่ยวกับศิลปะทำงานเพื่อศิลปะอยู่แล้วแหล่ะ
แหม่. . . พอลองมานึก ๆดูสรุปแล้วชีวิตเราสงสัยชะตาฟ้าจะเป็นคนกำหนดเสียแล้ว นี้ยังไม่นับเรื่องชื่อ ที่ถูกตั้งมาแต่กำเนิดว่าชื่อเรานั้นบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้ขนาดไหน สุดท้ายต่อให้ฟ้าจะเป็นผู้กำหนดชะตาเรา หรือเราเป็นผู้กำหนดชะตาตามที่เราเองลิขิตไว้ก็ขอให้จำไว้เสมอว่าถ้าคนเราคิดดีทำดี อย่างน้อยหากเราไม่เชื่อว่า สิ่งลี้ลับมีจริง ก็ให้เผื่อไว้ว่าอย่างน้อยก็อาจจะมีคนแอบมองเราอยู่ เผื่อสักวันผลความดีของเราจะได้ถูกบอกกัน ปากต่อปากและเป็นที่ประจักษ์แต่ทุกคนไม่ช้าก็เร็ว เชื่อเค้าเต๊อะ. . .เอิ๊กๆๆ
|
|
||
|
|