๑นู๋พึ่ง๑ 的个人资料*~นู๋พึ่ง~*照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
เมื่อเหล่างานศิลปะมาอวดโฉม ณ ใจกลางเมืองเมื่อเหล่างานศิลปะมาอวดโฉม ณ ใจกลางเมือง PASSION OF THAI MODERN ART @ SIAMPARAGON July 10-20
สี่จิตวิญญาณ, ธนดลดี รุจิเจริญ
หลังจากลงรถจากอนุเสาวรีชัยสมรภูมิก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีสยาม สายๆของวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม บนรถไฟฟ้า แว๊บแรกที่มองลงไปจากสถานีสยามลงมาลานน้ำพุของ สยามพารากอน ก็เกิดอาการกระดี๊กระด๊าทันทีที่ได้เห็นประติมากรรมของเหล่าศิลปินที่ตนเองชื่นชอบวางจัดแสดงอยู่ที่ลานน้ำพุสุดไฮโซของสยามพารากอน จึงรีบวิ่งลงจากสถานีรถไฟฟ้าแล้วควักกล้องถ่ายรูปออกจากกระเป๋ามาถ่ายรูปงานประติมากรรมทั้งหลายที่ต่างอวดโฉมแสดงพลังอำนาจความวิริยะอุตาหะของศิลปิน และความสง่างามของประติมากรรมเหล่านั้นท่ามกลางตึกระฟ้า สยามพารากอนยังไม่เปิด คนยังเดินไม่พลุกพล่านมากนัก ทำให้ได้โอกาสถ่ายรูปงานต่างๆในมุมสวยๆได้หลายรูปก่อนที่คนจะมาดูงานจนละลานตา แถมยังได้มุมกล้องแปลกๆของงานหลายๆชิ้นด้วย ในขณะที่มีเด็กวัยรุ่นบางกลุ่มกำลังยืนรอห้างเปิดอยู่ ก็เล่นกล้องถ่ายรูปไปตามความชอบใจส่วนตัวอย่างสนุกสนาน รอจนกระทั่งห้างเปิดเลยเดินไปข้างใน งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ รวมถึงสื่อผสมต่างๆ ต่างอวดโฉมกันอย่างไม่มีงานชิ้นไหนยอมกัน ส่วนตัวแล้วถึงแม้จะเคยเห็นงานพวกนี้มาก่อนในหอศิลป์แห่งชาติหรือสูจิบัติ กลับรู้สึกดีใจและตื่นเต้นแทนศิลปินที่ได้มีโอกาสแสดงงานให้คนทั่วไปได้ดู อีกอยากมันกลายเป็นมุมมองใหม่ๆ ซึ่งแตกต่างจากการดูงานในหอศิลป์เยอะเลยทีเดียว งานเหล่านี้อยู่ในหอศิลป์คนที่อยากจะไปดูเท่านั้นถึงจะไปดู แต่นี้อยู่กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองทั้งคนไทยคนเทศเด็ก ฝรั่ง วัยรุ่น คนขาเป๋ หรือเกย์ ต่างก็มีโอกาสได้สัมผัสงานเหล่านี้มากขึ้น
บรรยากาศทั่วไปภายในงาน ในระหว่างที่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ หูผึ่งแอบไปฟังความคิดเห็นของคนทั่วไปที่มองงานศิลปะบาง ยิ่งเด็กวัยรุ่นยิ่งต้องทำหูผึ่งๆเข้าไว้ เพราะอยากรู้ว่าเด็กรุ่นใหม่มองงานศิลปะอย่างไรบ้าง (เค้ายังไม่แก่นะ) เด็กวัยรุ่นเดินดูงานบางคนมีอาการตลกขบขับกันในกลุ่มเพื่อน บางคนก็บ่นว่าดูไม่รู้เรื่องเลย บางคนยืนเก๊กดูงานอยู่นานทำท่าว่าจะเข้าใจลึกซึ้งแต่พอซักพักก็ส่ายหัวเดินออกมาพร้อมกับหน้าตามึนๆ บางคนก็บอกว่างานสวยดีแต่ไม่เข้าในแนวคิด บางคนพยายามจะติส อธิบายวิจารณ์งานออกมา บางคนเลียนแบบบุคลิกศิลปินดังที่เห็นในโทรทัศน์บ่อยๆ เมื่อชมงาน (ไม่ต้องบอกนะว่าใคร) คนหลายคนแสดงอาการที่ดูน่าตลกขบขับสำหรับคนที่ใกล้ชิดงานศิลปะอย่างเรา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะดูไม่รู้เรื่องหรือพยายามจะดูให้รู้เรื่องแต่ก็ดีได้ที่ได้ดู อย่างน้อยก็น่าจะทำให้พวกเขาเหล่านั้นได้รู้จักและใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น ได้รู้ว่าศิลปินไทยทำงานกันแบบไหน ใจจริงอยากจะเข้าไปบอกคนเหล่านั้นว่าดูรู้เรื่องหรือไม่นั้นไม่สำคัญ อยากให้เขาเหล่านั้นดูแล้วรู้สึกหรือดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่าเพราะประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนอาจจะเจอหรือประสบอย่างที่ศิลปินแสดงออกมาให้เห็นบางคนไม่เคยเจออะไรแบบนั้นก็เลยมองเป็นเรื่องธรรมดาไป สิ่งที่ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ ในงานแต่กลับทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความน่ารักของงานนี้ก็ตรงที่งานแสดงหลายงานอาจจะไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปแต่งานนี้มีป้ายเล็กๆ ตามงานเขียนไว้ว่า อยากให้ถ่ายรูป (please take photo) แสดงการเชื้อเชิญผู้มาชมงานว่า “ให้ถ่ายรูปฉันกลับไปดูที่บ้านเถอะนะ นะ นะ นะ นะ” ดูแล้วน่ารักมากๆ ถึงแม้ว่าศิลปินอยากจะและตั้งใจอยากจะให้ชมและบันทึกชิ้นงานเอาไว้ในความทรงจำของคุณ แต่ข้อนี้ก็เป็นข้อห้ามที่สำคัญที่คนทำงานศิลปะ ผู้ชมระดับมือโปร และคนทั่วๆไปควรจะรักษากฎนี้อย่างเคร่งครัด นั้นคืออย่าใช้อวัยวะทุกๆ ส่วนของร่างกายจับหรือสัมผัสกับตัวงาน ถึงแม้ว่าการแค่ลูบๆคลำๆอาจจะทำงานงานไม่บิดเบี้ยวเสียหายอะไร แม้กระทั่งงานประติมากรรมโลหะที่แข็งแรง แต่เหงื่อของคุณเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้งานนั้นเสียหาย ผุ กร่อน สีซีดจางเร็วขึ้นเพราะปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างเหงื่อและผลงานได้ ถ่ายรูปฉ้านกลับไปดูที่บ้านเถอะ นะ นะ นะ
งานนี้ทำให้คนอย่างผู้เขียนถึงก็ยิ้มแก้มปริทั้งงานเพราะเห็นคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนศิลปะต่างสนใจมาดูงานศิลปะกันใหญ่ ดีใจที่หลายหน่วยงานพยายามให้ความสำคัญกับศิลปะมากขึ้นและทำให้คนทั่วไปได้มีโอกาสสัมผัสกับงานศิลปะและเข้าใจศิลปินยิ่งขึ้นอีก ถึงแม้ว่างานเหล่านี้จะเก่าไปซักนิดแต่ส่วนตัวแล้วเห็นถึงความที่พยายามพัฒนาตัวเองของคนในวงการศิลปะ และความพยายามของคนทั่วไปที่จะชื่นชมงานศิลปะด้วย
จากซ้ายเป็นงานของคุณคามินถัดมาเป็นรูปเหมือนคุณมาลินีและงานประติมากกรรมกับสถานนีรถไฟฟ้าสยาม
งานนี้จัดแสดงที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่สยามพารากอน ตังแต่วันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2551 นี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่งานศิลปะต่างมาประชันความสง่างามในใจกลางเมืองแห่งนี้ แต่ก็ไม่ควรพลาดที่จะชมเพราะมันอาจจะไม่มีครั้งต่อๆ ไปอีกก็ได้หากไม่มีคนสนันสนุนงานศิลปะหรือผู้จัดและศิลปินต่างท้อแท้ไปเสียก่อน สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณผู้ที่สนับสนุนให้เกิดงานนี้ทุกท่านที่เห็นค่าความสำคัญของงานศิลปะในเมืองไทย อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้คนที่ทำงานในวงการศิลปะทุกๆ คนต่างน่าชื่นตาบานมีกำลังใจทำงานกันถ้วนหน้า ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
ป.ล. สงสัยตัวเองทำไมถ่ายแต่งานประติมากรรม -*- คุณนายในสายหมอก ๑๒.๐๗.๒๕๕๑ / 12.07.2008 Musuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้นMusuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้น
คำว่า “ทำไม” คำเดียวจะช่วยให้เรามี ปัญญา ประโยคที่ถูกติดตั้งไว้หน้าพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม แต่ด้วยความวิตถารสุดพิสดารของผู้เขียนแว๊บแรกที่ได้อ่าน จึงกลายเป็น คำว่า “ทำไม” คำเดียวจะช่วยให้เรามีปัญหา ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามต่างเฮฮาไปตามๆ กัน พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามตั้งอยู่บริเวณ ถนน สนามไชย ซึ่งเป็นกระทรวงพาณิชย์เก่า หรือหากสมัยนี้จำไม่ได้ว่ากระทรวงพาณิชย์เก่าอยู่ที่ไหนให้มองหา สถานีตำรวจนครบาลพระราชวังแล้วเดินอ้อมไปทางข้างหลังอีกหน่อยก็จะถึง ข้าพเจ้าและเพื่อนที่ชื่อสาลี่ต่างรู้สึกกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งที่ได้มาที่นี้ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อการเรียนรู้ค่อนข้างน่าสนใจและแปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไปในประเทศไทย เพราะเราสามารถหยิบจับเล่น ส่อง สัมผัสสิ่งของต่าง ๆได้มากกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่ห้ามหยิบจับสิ่งของขึ้นมาดู ทำให้เราต้องแอคทีฟมากขึ้นจากที่เคยได้แค่มองของในตู้กระจกจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ กลายเป็นว่าต้องใช้พลังงานมากมายไปกับการชมมิวเซียมสยาม แถมเทคโนโลยียังสุดแสนจะล้ำจนทำให้ผู้ที่เข้าชมอย่างเรา ๆ มองพิพิธภัณฑ์ที่เคยไปชมผ่าน ๆ มาผิดไปเลย นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหม่และแหวกแนวของคนไทยอย่างมาก ( ซึ่งจริงๆ ต่างชาติน่าจะล้ำไปมากกว่านี้แล้ว ) มิวเซียมสยามเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความเป็นมาของคนไทย ที่มาของคนไทยมากจากไหนแล้วเรามีวิวัฒนาการถึงได้มาเป็นคนไทยอย่างเราๆในสมัยปัจจุบัน โดยเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเล่าโดยผ่านตัวละครทั้ง 7 คนที่เป็นคนไทยในยุคสมัยปัจจุบันที่ระลึกชาติว่าครั้งหนึ่งในแต่ละยุคสมัยพวกเค้าเป็นคนไทยในสมัยไหนทำอะไรกันมาบ้าง ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้แตกต่างจากการดูพิพิธภัณฑ์อื่นๆไปเลยเพราะทำให้ดูไม่น่าเบื่อ สนุกสนานเข้าใจได้ง่ายกว่าการที่มีผู้บรรยายพาเดินชมมากกว่า เพราะมันมาในรูปแบบภาพยนตร์สั้น ๆ ตามจุดต่างๆ ที่เราเดินไป ( หากเดินไปตามที่เค้ากำหนดอะนะ ) แต่การชมพิพิธภัณฑ์ที่นี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่ข้าพเจ้าเคยได้ชมมาเพราะสามารถเล่นสนุกกับสื่อต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้ให้ จะบอกไว้เลยว่าพิพิธภัณฑ์นี้ไม่เหมาะสำหรับพวกซึ่มทื่อที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นพิเศษ เพราะท่านอาจจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยหลังจากเข้าชมที่มิวเซียมสยามแห่งนี้ นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไทยเราที่มีต่างประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศที่เข้ามาทำการค้าขายในประเทศเรา ซึ่งทำให้เรารู้ได้อย่างหนึ่งว่ากว่าจะมาเป็นประเทศไทยกันมาถึงปัจจุบันนั้นพวกเราได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศมาช้านานและถูกผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวจนเกิดมาเป็นหลายวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศไทยจนคิดว่าหลายอย่างมาจากไทยแท้ๆ เสียอีก อีกสิ่งที่ได้ความรู้มากมานมหาศาลและทำให้คนปัจจุบันอย่างเราๆที่เข้าไปชมถึงกับต้อง อึ๊ง!! ไปตาม ๆ กันนั้นคือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่สมัยโบร่ำโบราณ จะว่ามันเก่าล้าสมัยใช้ไม่ได้ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีกษัตริย์หรือบุคคลสำคัญของประเทศสิ้นพระชนม์ไปถึงมีงานศพก็จะจัดมหรสพด้วยเพื่อไม่ให้คนไทยเศร้าจนไม่เป็นอันทำอะไร ทำมาหากินไม่ได้ ทำให้เรารู้อีกว่าความจงรักภักดิ์ดีระหว่างประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีมานานแสนนาน หรือในยุคปัจจุบันที่น้ำมันแสนจะแพง หากจะใช้เครื่องมือการเกษตรที่ทุ่นแรงอาจจะต้องสิ้นเปลืองไปกับค่าน้ำมันที่นับวันนับวันจะสูงขึ้นทุกวันแถมยังทำรายได้ที่เกษตรกรไทยควรจะได้ลดน้อยไปด้วยอย่างการใช้ควายไถนาซึ่งมันไม่ต้องเสียค่าพลังงานสิ้นเปลืองอย่างน้ำมัน ไม่เท่านั้นมูลของควายยังสมามรถนำมาทำปุ๋ยได้ด้วยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้ามาจากต่างชาติเลย หากชาวนาไทยสมัยนี้ขยันซักนิดลงแรงอีกสักหน่อยคงจะได้รายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แม้กระทั่งของเล่นเด็กในสมัยก่อนที่ประดิษฐ์เล่นกันล้วนหากลองมาศึกษาดี ๆ ของเล่นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง เช่น จักจั่น ซึ่งหลักการเสียดสีที่ทำให้เกิดเสียงหรือของเล่นที่ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งกับมันมากคือ ของเล่นที่มีลักษณะที่ทำมาจากจักสานใช้นิ้วสอดเข้าไปแล้วดึงตรงปลายจะดึงนิ้วออกมาไม่ได้ (จำชื่อไม่ได้แต่น่าจะเรียกว่างูหนีบไรเนียะแหล่ะ) จนมาสุดท้ายเรื่องประเพณีความเชื่อที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนสมัยนี้แต่จริง ๆ แล้วแฝงไปด้วยกุศโลบายในการสั่งสอนของผู้ใหญ่ที่ยังไงก็รู้ว่าเด็กยังไงก็ต้องกลัวผีมากกว่าอย่างอื่นในโลกอยู่แล้ว ข้าพเจ้าและเพื่อนเองก็หมดพลังงานไปกับพิพิธภัณฑ์ไปกับมิวเซียมสยามนี้พอสมควร จนสุดท้ายหลังจากที่ข้าพเจ้าและเพื่อนสาลี่ได้ชมจนครบหมดแล้วต้องลงมานั่งสูบกาแฟที่ชั้นล่างซึ่งอยู่ด้านล่างในห้องขายของที่ระลึกเพื่อเติมพลังก่อนกลับบ้านกันยกใหญ่ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนกลับมากลายเป็นเด็กอีกครั้งเพราะหยิบจับของต่าง ๆ ที่เป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน รับรองได้ว่าหมดยางอายไปได้เลยเมื่อเข้ามาในมิวเซียมสยามแห่งนี้ ตอนนี้มิวเซียมสยามยังให้เข้าชมได้ฟรีอยู่ แต่ว่าไหน ๆ ก็มาแล้วตู้ใส ๆ สี่เหลี่ยมข้างหน้าก็ไม่น่าพลาดที่ผู้เข้าชมที่มาเล่นสนุกและได้ความรู้มากมายจะบริจาคทรัพย์ส่วนตนซักเล็กน้อยเพื่อพิพิธภัณฑ์แบบนี้จะได้อยู่กันคนไทยแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่คิดริเริ่มสื่อการเรียนรู้ที่สนุกและแตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์เดิมๆ ด้วยอย่างน้อยจะได้เป็นแนวทาง เผื่อจะช่วยพิพิธภัณฑ์โบราณล้าสมัยอื่นๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกสนานให้เราได้สนุกแบบนี้อีกต่อไป... ๐คุณนายในสายหมอก๐ (MissBeela) ๒๙/๐๕/๒๕๕๑
ข้อมูลอื่นๆ... มิวเซียมสยาม 4 ถ.สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทรศัพท์ 02 622 2599
Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)
พอหลังจากทราบข่าวที่มีคนเข้าไปทำลายโบราณสถานในเขาพระวิหารแล้วใจหายอยู่เหมือนกัน ทำไมคนเราถึงได้สิ้นคิดอะไรขนาดนั้น ต่อให้คิดจะแก้เคล็ดอะไรก็ตามทีเถอะ ก็ไม่นึกว่าคนสมัยนี้จะยังเชื่อหรืองมงายเรื่องพวกนี้อยู่ ส่วนตัวแล้วเชื่อเรื่องสิ่งลึกลับที่อยู่รวมกับมนุษย์โลก ทุกวันนี้ถ้าเราดูดีๆ มนุษย์เรานอกจะบุกทำลายล้างล่วงล้ำเขตธรรมชาติจนเกิดภาวะโลกร้อนอยู่ทุกวันยังลามปามไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกอีก นึกแล้วเวรกรรมจริง ๆ ข้าพเจ้าเรียนเกี่ยวกับศิลปะมาการเรียนเรื่องศิลปะสถาปัตยกรรมและความเชื่อต่าง ๆ ได้พบและได้เห็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดบนโลกในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโลกของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นและไม่คิดว่ามีจริงก็แสดงพลังอำนาจออกมาอย่างที่คนเราๆสมัยนี้นึกไม่ถึง เรื่องเกิดเมื่อสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนปริญญาตรีอยู่ ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่อุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดสุโขทัย เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นมุสลิมชอบเล่าให้ฟังว่าเจอเรื่องแปลก ๆมาเยอะระหว่างที่เดินทางไปเพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนอยู่ช่างศิลป์ก็เคยมาวาดรูปที่นี้ตอนกลับเขารู้สึกว่ามีคนตามกลับมาด้วย เค้าเลยพูดไปพลางๆว่าจะตามก็ตามมา พอหลังจากนั้นเพื่อนของข้าพเจ้าคนนี้ก็โดนสิ่งที่มองไม่เห็นรบกวนตลอดเวลาเช่นเวลานอนก็เหมือนมีคนจ้องเขาตลอดเวลา เหมือนมีคนเดินตามเวลาไปไหนมาไหนจนเขารู้สึกอึดอัด และแล้วในที่สุดเขาก็อยู่ไม่ได้ต้องเอาสิ่งที่มองไม่เห็นพากลับไปส่งที่สุโขทัยอีกครั้ง พอไปถึงที่เพื่อนก็บอกกับสิ่งนั้นว่า มาส่งแล้วนะแล้วก็ไม่ต้องตามกลับมาอีก หลังจากนั้นเค้าก็ไม่รู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหรือจ้องอีกเลย ในขณะที่ระหว่างอยู่ในช่วงทัศนะศึกษามีเจ้าหน้าที่อุทยานคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีชาวต่างชาติคนหนึ่งได้มาท่องเที่ยวที่นี้แล้วเก็บเศษอิฐของโบราณสถานกลับไปเป็นที่ระลึก ระหว่างที่ชาวต่างชาติคนนั้นเดินทางกลับประเทศก็ประสบกับอุปสรรคต่างๆนานา จนกระทั่งมาถึงบ้านอยู่ได้ไม่นาน ครอบครัวของเค้าก็ประสบเคราะห์ร้ายไปทีละคน ในที่สุดชาวต่างชาติกะระลึกได้ว่าเขาได้เก็บเศษโบราณสถานจากสุโขทัยมาและนั้นอาจทำให้เค้าและครอบครับประสบเคราะห์กรรม เขาจึงนำมันใส่ในขวดแก้วเล็กๆแล้วส่งพัสดุกลับมาที่ประเทศไทยแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างที่นำเศษวัตถุโบราณสถานนั้นมา นี้ไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติยังมีอีกรายที่คล้ายๆกัน ในช่วงที่วัดพระแก้วได้มีการบูรณะซ่อมแซมอาคารต่างๆ มีเศษกระจกประดับอาคารร่วงลงมามากมาย ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน แต่ยังไม่ทันจะกลับประเทศก็โดนสิ่งลี้ลับหรืออาจจะเป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองคนไทยทั้งประเทศอยู่ก็ได้ ตามรังควาญจนต้องเอามาคืนที่เดิมเรื่องนี้จำได้ว่าไปเจอในอินเตอร์เน็ตเวปไซต์ของต่างประเทศเมื่อ 2- 3 ปีก่อนเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องต่อมานี้ไม่นานนักหากใครได้ดูรายการ ตี 10 ที่เกี่ยวกับการระเบิดจิตคงจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งไปเที่ยวนครวัดแล้ว ไปฟังคนแทบๆนั้นล่าว่าหากได้ลูบหน้าอกของนางอัปสร แล้วขอพรจะสมหวังทุกประการ แต่ทว่ากลับกลายเป็นมาวิญญาณสิ่งที่คอยปกป้องโบราณสถานคอยตามรังควาญ นางอัปสรก็คือนางฟ้า ต่อให้เป็นรูปปั้นก็เถิดยังไงมนุษย์อย่างเราๆก็ไม่ควรอาจเอื้อมทำชีกออยู่ดี ยังมีอีกเรื่อง เมื่อนานมาแล้วหากเป็นคนโบราณก็ยังคงจำได้ดี เรื่องนี้แม่ของข้าพเจ้าได้เล่าให้ฟั งครั้งหนึ่งมีคนวิปริตคิดชั่วร้าย ขโมยดาบของพระบรมรูปทรงม้าแล้วเอาไปขายที่ร้ารับซื้อของเก่า หลังจากร้านรับซื้อของเก่าได้มาแล้วก็นำมาเก็บไว้ที่บ้านระหว่างนั้นได้ยินเสียงโซ่ลากไปกับพื้นบ้านอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เค้าต้องเอาดาบไปคืน หรือหากเป็นคนโบราณยิ่งกว่านั้น ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการทิ้งระเบิดลงมาเพื่อจะทำลายสะพานพุทธที่ข้ามไปยังฝั่งพระนคร คนสมัยนั้นเล่ากันว่าได้เห็นฮ่องเต้ (อนุสาวรีย์พระพุทธยอกฟ้าจุฬาโลกมหาราช) โบกพระหัตถ์ปัดระเบิดไปให้ลงที่วัดเลียบเพื่อไม้ให้สะพานขาด แถมในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายแถบ ๆ วงเวียนใหญ่ลือกันอีกว่าเห็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชขี้ม้าลาดตระเวนอยู่ทุกคืน บ้างก็เล่าว่ายินยินเสียงม้าควบบ้าง นี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ยินคนโบร่ำโบราณเล่าสู่กันฟัง หลายต่อหลายปาก ทำให้ข้าพเจ้านึกภูมิใจอยู่ว่าต่อให้สมัยนี้เป็นโลกที่ถูกพัฒนาด้วยความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธ์คอยคุ้มครองบ้านเมืองเราให้สงบสุขเรื่อยมา นั้นคงเป็นวิญญาณความจงรักภักดีความรักในชาตี่เขาห่วงแหนที่มิอาจเสื่อมหายไปไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ถึงแม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นก็ยังน่านับถือและภูมิใจอย่างยิ่ง แตกต่างจากคนเป็นๆที่อยู่กันในสมัยนี้ แก่งแย่งชิงดีทำลายกันเองโดยไม่อายแม้กระทั่งคนเป็นๆด้วยกัน เล่ามาแค่นี้คงน่าจะทำให้คนที่ชอบทำลายข้าวของหวั่น ๆ บ้าง แต่คงยังไม่เชื่อเรื่องบุญกรรมเท่าไหร่สำหรับคนสมัยนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหากใครไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ขอแนะนำว่าอย่าไปลบหลู่ เพราะอาจจะเจอพลังอำนาจลึกลับสำแดงเดชออกมาก็ได้ ของแบบนี้หากไม่เจอด้วยตัวเองคงจะไม่เชื่อกันหรอก สุดท้ายใครก็ตามที่ได้ทำลายมรดกสำคัญของชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ให้จำไว้ว่าคุณได้ทำลายประวัติศาสตร์ชาติ และความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ของคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นมาของชาติบ้านเมืองรากฐานของชาติบ้านเมืองได้ หากเราทำลายไม่รู้จักรักษ์ที่มาของชนชาติเราแล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่าเราเป็นชาติและมาเป็นไทยให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าผู้ที่ทำลายไม่นานคงจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ในเร็ววัน ไม่เกินอึดใจหรอก . . . . .โรงเรียนเกลียดวิชา..โรงเรียนเกลียดวิชา.
พอดีได้มีโอกาส อ่านบทความใน hi5 ของน้องสาวคนหนึ่งที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันเขียนเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนพิเศษ ลองมานึก ๆ ดู เราเองก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ โดยกำเนิด จะมีเรื่องสนุกทำเหมือนเด็กต่างจังหวัดก็คงไม่เท่า ยิ่งเรียนในกรุงเทพฯ ลักษณะการแข่งขันเรื่องการเรียนนั้น สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่เห็นทีจะมีแต่กำเนิด ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกตัวเองมีอนาคตที่ดี ๆ กันทั้งนั้น ทันคน มีชีวิตที่ก้าวหน้า การเจียดเงินส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดี ๆ ทั้ง ๆ ที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยอดอยาก อย่างไรก็ตาม เรื่องแค่นี้แทบไม่ทำให้คนเป็นพ่อแม่รู้สึกลำบากอะไรเลยเมื่อมานั่งนึกถึงอนาคตที่ดีของลูก ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคนเขียนยังไม่แต่งงาน ( โสรดดดค่ะ) เพราะฉะนั้นเลยยังหาพ่อพันธุ์ทำลูกไม่ได้ ( เอิ๊กๆๆๆ อยู่ในช่วงคัดเลือกสายพันธุ์ ) แต่สมัยเป็นเด็กแทบจะบอกได้เต็มปากเลยว่าอยู่โรงเรียนและตามสถาบันกวดวิชามากกว่าอยู่บ้านตั้งแต่อยู่ประถมเสียอีก เริ่มจากสมัยประถม พอเริ่มขึ้น ป.4 ก็ถูกส่งไปเรียนพิเศษตั้งแต่บัดนั้น เพราะว่าเป็นคนค่อนข้างเรียนอ่อนมาก ๆ (จริงๆ แล้วตอนเด็กเกลียดโรงเรียนโครต ๆ ) เพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 ในโรงเรียนดี ๆ (โรงเรียนหญิงล้วนย่านฝั่งธนฯ ) ในสมัยในจะเข้าโรงเรียนมัถยมต้องสอบเข้าอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยจะอยากเข้าไปเรียนเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบสภาพห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของตึกแถวและที่สำคัญ มันไม่มีช่องแม้แต่จะระบายอากาศให้หายใจออกมาเลย ต่อให้เป็นห้องแอร์ก็เถอะ หายใจหายคอกันไม่เต็มปอด ห้องเล็กๆ ห้องนั้นบรรจุด้วยนักเรียนแทบจะเท่ากับ 1ห้องเรียนในโรงเรียนเลยที่เดียว 60 กว่าคน หรือว่าเยอะกว่าด้วยซ้ำ ถึงจะถูกส่งไปเรียนก็ตามที่แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเรียนอะไรเท่าไหร่ จนกระทั่งมาอยู่ ป.6 รัฐบาลได้เปลี่ยนจากการสอบเข้าทั้งหมดมาเป็น สอบเข้า 40% เด็กในเขตพื้นที่ใกล้โรงเรียน 40% และจับฉลากอีก 10% และยังมีพวกความสามารถพิเศษและอื่นๆ อีก 10% (ไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วนเท่าไหร่นะคะ ) เพื่อให้นักเรียนไปเรียนโรงเรียนใกล้บ้านกันมากขึ้นลดปัญหาการจารจรติดขัดในช่วงเช้า เลยมีส่วนร่วมเข้าไปจับฉลากเข้าเรียนกับเค้าด้วย ซึ่งก็จับได้โรงเรียนใกล้ๆบ้านเนียะแหล่ะไม่ได้เรียนโรงเรียนที่พ่อแม่คาดหวังจะได้เรียนนักหรอก สรุปแล้วไอ้ที่ลำบากตรากตรำเรียนพิเศษมาตลอด 3 ปี ไม่ได้มีผลอะไรเลยเพราะว่าเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบวัดความรู้แข่งขันกับชาวบ้านเค้า พอมาเรียนมัถยมก็ยังคงเรียนพิเศษเหมือนเดิม ย้ายที่เรียนไปเรื่อยๆ ชีวิตยังคงอยู่ในสถาบันกวดวิชาและโรงเรียนเสียส่วนใหญ่ จะได้เข้าบ้านก็ตะวันตกดินเท่านั้นแหล่ะพอตะวันโผล่ออกมาก็ต้องออกจากบ้านไปเรียนแล้ว เป็นแบบนี้จนมาถึง ม.ปลาย ก็รู้สึกว่าเหนื่อย ยิ่งมาเรียนสายสามัญโปรแกรมการเรียนเสริมเพื่อสอบเข้ามหาลัยยิ่งเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าใครเรียนสายสามัญมาจะรู้ว่าในกรุงเทพฯ มีสถาบันกวดวิชาอยู่ในห้างสรรพสินค้าให้เลือกเยอะแยะมากมายหลายแพ๊คเก็ตราวกับซื้อซิมโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน แน่นอนการเรียนสำหรับบางคนไม่ใช่ผักใช้ปลาหาซื้อไม่ได้ง่าย ๆ อย่างในสมัยก่อนอยากเรียนมวยไทย กว่าจะรับเป็นลูกศิยษ์เข้าไปร่ำไปเรียนกันได้นั้น คนเป็นลูกศิษย์นั้นต้องใช้ความวิริยะอุสาหะแสดงความอยากที่จะเรียนให้ผู้สอนได้เห็น ช่างยากลำบากเหลือแสนต่างกับปัจจุบันเพียงแค่เลือกครอสที่ต้องการจะเรียน แล้วจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารให้กับสถาบันนั้น ๆคนก็สามารถเข้าไปอยู่ในสถาบันนั้นได้โดยง่ายดาย พูดง่าย ๆ เพียงแค่มีเงินคุณก็เข้าไปนั่งเรียนแบบคนอื่นๆได้ บางสถาบันมีแพ็คเก็ตราวกับสถานเสริมความงาม หรือสินค้าที่ขายกันตามทีวี หากคุณเรียนแล้วไม่ประสบผลสำเร็จเรายินดีคืนเงินหรือเรียนใหม่ฟรีอีก 1 ครอส ซ้ำร้ายยังมีครอสทดลองเรียนอย่างกับเครื่องสำอางที่แจกกันหน้าห้างขนาดทดลองอีก นึกแล้วสถาบันเหล่านี้ไม่ได้อะไรการเสนอขายสินค้าชิ้นหนึ่ง ๆ เพื่อทำกำไรฟันรายได้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่บางคนต้องแบมือขอพ่อแม่เอาเงินมาจ่ายค่าเรียนพวกนี้ อีก นี้ยังไม่นับพวกเด็กเวรตะไลทั้งหลายที่ปากแบมือขอเงินไปเรียนเสริมเสาร์อาทิตย์ พอก้าวไปถึงโรงเรียนเบินหน้าหนีวิ่งไปตากแอร์ในห้างผลาญเงินพ่อแม่ไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย หรือถ้าเข้าไปเรียนก็ไม่ได้เรียนกับครูที่ในใบโฆษณาสอนจริงๆ ครูหน่ะสอนจริงแต่สอนในทีวี ตาย....เด็กไทยพ่อแม่นอกจากเลี้ยงลูกด้วยจอตู้แล้วยังมีครูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกเวรกรรม ในสมัยนั้นตัวเองได้เลือกเรียนภาษาอังกฤษ อย่างเดียวส่วนวิชาอื่นอ่านเองหมดยังมีพวกวิชาพิเศษพวกวาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ที่ต้องออกไปหาเรียนเช่นกัน ซึ่งวิชาพวกนี้ในสมัยนั้นไม่ค่อยจะมีเปิดสอนตามโรงเรียนกวดวิชาเสียเท่าไหร่ ต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปกรซึ่งจะมีรุ่นพี่เปิดติวน้อง ๆ ตามส่วนต่างๆของมหาลัย ความซวยของคนเกิดมาไม่ได้มีหน้าตาและรูปร่างเป็นเครื่องมือหากิน อย่างว่ารุ่นพี่ก็ยังเป็นนักศึกษายังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะอะไร มันก็สอนแต่รุ่นน้องที่หน้าตาดีๆ น่ารักฉอเลาะ โชคดีของคนมีบุญ( อีกครั้ง ) ที่เจอผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านมาช่วยสอนให้ โดยแทบจะเรียกว่าต่อให้จ่ายเงินไปเท่าไหร่เค้าก็ขาดทุนเพราะสอนล่วงเวลาจากเช้าจนบางครั้งเลยจนเลยเหยียบเย็นเลยก็มี (เพราะผู้สอนเป็นครูโดยอาชีพไม่ได้แค่มีอาชีพเป็นครู) พอมาถึงเวลาเอนท์ทรานเข้าจริงๆ ผลสอบออกมาเปรียบเทียบแล้วได้คะแนนสูงกว่าพวกที่แทบจะกินนอนในสถาบันกวดวิชาเสียอีก ซ้ำร้ายวิชาคณิตศาสตร์ที่เป็นอริกันมาแต่ชาติปางก่อน สอบที่โรงเรียนกี่เทอมก็ไม่เคยผ่านกลับได้คะแนนเยอะกว่าคนที่เรียกได้ว่าอัจฉริยะของโรงเรียนเป็นเท่าตัว นึกแล้วโชคดีที่ไหวตัวทันไม่เข้าไปอยู่ในสาระบบสถาบันกวดวิชาเต็มตัวแบบพวกนั้น พอเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระทำงาน หรือบางคนในกรุงเทพฯ แทบไม่มีใครเข้าไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นเลย อ้าว....หมายความว่ายังไงกันหล่ะ ไอ้พวกเข้าไปนั่งเรียน ๆ มันล้มหายตายจากไปไหนกันหมด ( คาดว่าตายระหว่างสงคราม ( เอนท์ทราน )) คงเป็นเพราะเรียนมากไปหรือเปล่าสมองเลยสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือว่าเข้าไปนั่งหลับ หรือสุดท้าย พลังงานหมดระหว่างสอบคัดเลือก ซึ่งโชคดีสำหรับพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นที่ไม่ต้องจ่ายเงินส่งลูกไปเดินห้าง แถมยังช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและงานบ้านอีกด้วย (พ่อแม่มีลูกแบบนี้ดีใจตายเลย ) ส่วนตัวยังรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่จมลงไปอยู่กับคนพวกนั้นด้วย พอเรียนมหาวิทยาลัยได้ 2 ปี ก็หางานพิเศษทำ เพราะว่าวิชาประติมากรรมต้องใช้ทุนสูงในการเรียน เลยหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วย จึงตัดสินใจเป็นครูสอนพิเศษที่โรงเรียนสอนศิลปะเด็กแห่งหนึ่งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า หลังจากเรียนรู้งานสอนไปได้ซักระยะเจ้าของก็ไว้ใจให้มาทำงานเกี่ยวกับการเงินคอยรับสมัครนักเรียนด้วย ช่วงแรก ๆ ที่เข้าไปสอนก็รู้สึกสนุกดีอยู่กับเด็ก ๆ ก็มีความสุขดี รู้สึกชอบที่บางทีได้กลับมาทำอะไรแบบเด็กอีกครั้ง แต่พอมาเรียนรู้งานรับสมัครนักเรียน แม่เจ้า!! แทบซ๊อค เด็กที่เข้ามาเรียนบางคนยังเขียนหนังสือไปเป็นเลย บางคนอายุยังเข้าโรงเรียนไม่ได้ด้วยซ้ำ กว่าจะมาถึงบางอ้อก็เข้าใจ พ่อแม่สมัยนี้บางคนหวังดีกับลูกหวังว่าจะให้ศิลปะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างสมองและจินตนาการของเค้าซึ่งอันนี้เป็นเรื่องดีที่ผู้ปกครองบางคนเล็งเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้ แต่ผู้ปกครองบางคนด้วยความที่ว่าโรงเรียนที่สอนอยู่ในห้าง บางคนส่งลูกมาเรียนแล้วลงไปทำสปา ช๊อปปิ้ง ทั้ง ๆ ที่เด็กบางคนไม่ได้อยากเรียนพอถึงเวลาก็มารับลูกกลับ ผู้ปกครองบางคนมือเต็มมาพร้อมกับข้าวของเต็มไม้เต็มมือ แถมบางคนยังไม่พอเอาแอมเวย์ มิสทีน กิฟฟารินมาขายครู อีก ( แหม่คุณไม่เท่าไหร่เลยนะหากินกับแรงงานเงินเดือนแค่หยิบมือ ) มานั่งคิดๆ ดูกลับน่าสงสารเด็กพวกนั้นมากกว่า เด็กเล็กขนาดนั้นน่าจะอยู่กับพ่อแม่มากกว่า อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้เค้ารับรู้ถึงความอบอุ่น ครอบครัวสมบรูณ์ และที่สำคัญเด็กเล็ก ๆยังแยกแยะเรื่องความรักที่พ่อแม่ที่มีให้แบบซับซ้อนไม่ได้ การที่พ่อแม่จะแสดงอะไรตรงๆ หรืออยู่กับลูกด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า การส่งเค้าไปอยู่กับคนอื่นซึ่งเป็นใครไม่รู้เราเหมือนแค่จ่ายเงินฝากเค้าไว้ซัก 2-3 ชั่วโมงให้เลี้ยงแทน ซึ่งคนที่สอนก็ร้อยพ่อพันแม่ไม่เหมือนกัน เจอครูดี ๆ ก็ดีไป แล้วถ้าลูกของคุณไปเจอครูแย่ๆ แล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้นกลับมาทำที่บ้านหล่ะจะเป็นอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเด็กเล็กๆบางคนเกลียดโรงเรียนด้วยซ้ำการส่งพวกเค้ามาอยู่ห่างไกลบ้าน ยิ่งทำให้เค้ารู้สึกเบื่อหน่ายการไปเรียนที่โรงเรียนในวิชาหลัก ๆมากขึ้น แทนที่จะเรียนรู้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในโรงเรียน แล้วเล่นพักผ่อนให้สุด ๆ ในวันเสาร์อาทิตย์ ต้องห่างบ้านห่างพ่อแม่อีกนึกแล้วเด็กพวกน่าสงสารจริง ๆ ไม่นานนักก็อดรนทนไม่ได้ออกจากงานสอนศิลปะเด็ก (เกิน) ไป มาทำงานอย่างอื่นเพราะในสมัยเด็กก็โดนกับตัวเองมาแล้วที่ต้องออกไปเรียนทุกวัน ซึ่งจริงเราอยากอยู่บ้านมากกว่าที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แล้วสาบานว่าจะไม่สอนเด็กที่เล็กเกินไปแบบนี้อีกเลย ลองมาคิด ๆ ดูจากประสบการณ์ที่เจอมากับสถาบันสอนพิเศษ กวดวิชาของข้าพเจ้าอาจไม่ราบรื่นนัก หรืออาจเป็นเพราะว่าส่วนตัวไม่ค่อยชอบระบบแบบนี้มากกว่า ในสมัยเด็กข้าพเจ้าเองก็เป็นเด็กที่ไม่ค่อยสนใจจะเรียนซักเท่าไหร่ มาถึงตอนนี้ยังนึกตลกตัวเองอยู่เลยที่ไขว่คว้าเรียนเอาเรียนเอาอย่างไม่คิดชีวิต คงเป็นเพราะอะไรที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน โรงเรียนธรรมดาอาจจะไม่น่าสนุกสำหรับข้าพเจ้าในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันความคิดความอ่านที่เติบโตขึ้นทำให้ความคิดเปลี่ยนไปหันมาสนใจเรื่องเรียนมากขึ้น สำหรับพ่อแม่ของเด็ก ๆที่ไม่ชอบเรียน ขอให้ลองให้เวลาเค้าซักระยะเพราะเด็กกับการเล่นซน ความไร้เดียงสาเป็นของคู่กัน พอโตขึ้นอะไรเปลี่ยนไปเค้าก็จะเค้าใจเองว่าทำไมต้องเรียน ทำไมต้องศึกษาหาความรู้ อย่ายัดเยียดให้เรียนตั้งแต่เล็กเหมือนสมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็กเพราะอาจจะทำให้เด็กเล็กๆ เบื่อการเรียนไปเลยก็ได้คะ
** ขอบคุณสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ท่านสามารถแนะนำติชมได้นะคะ สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุขความเจริญก้าวหน้าทุกๆท่านด้วยค่ะ**
13/05/2551
๐คุณนายในสายหมอก๐ โชคชะตาฟ้ากำหนด หรือมนุษย์ผู้เลือกชี้ชะตา
ช่วงวันว่าง ๆ 2 - 3 เดือนนี้ ข้าพเจ้าเองค่อนข้างจะทำตัวไร้สาระสุดขีด กะว่าพอเปิดเทอมแล้ว จะลงทุนลงแรงตั้งใจเรียนปริญญาโทให้สมกับที่รอคอยมานาน กิจกรรมต่างๆ จึงเน้นไปด้านความบันเทิงส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ เริ่มจากเช็คเรทติ้งในเวปบล็อกต่าง ๆ ทุกๆ วัน ทำตัวเป็นราชินีแผ่นผี ซื้อหนังแผ่น ทั้งถูกและไม่ถูกลิขสิทธ์มาดู จนกระทั่งตามตรวจดวงชะตาช่วงปีนี้จากหมอดูย่านกรุงเทพฯ อันที่จริงก็รู้สึกผิดที่วัน ๆ ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า แต่สิ่งที่รู้สึกผิดสุดๆ ก็คือการซื้อแผ่นผีมาดูเนียะแหล่ะ เพราะทำงานเกี่ยวกับพวกนี้ มามาก จะรู้ว่ากว่าจะได้หนังดีๆ มาดู แต่ละเรื่องผู้สร้างจะต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่กว่าได้ได้มา 1 เรื่องดีๆ มานำเสนอผู้ชม แต่ก็ไม่วายจะต้องทำเพราะว่า หนังดีๆ ส่วนใหญ่นั้นร้านขาย ดีวีดี ซีดี ทั่วไปนั้นไม่ค่อยจะมี จำใจต้องทำบาปเพื่อสนองตัณหาตัวเองไปหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน หนึ่งในหนังที่หยิบมาดูในช่วงนี้คือการ์ตูนซีรี่ย์เรื่อง xxx Holic จากค่าย Clamp (อันนี้ถูกลิขสิทธิ์ค่ะ- -. ) ซึ่งเดิมที่ได้ติดตามผลงานที่เป็นภาค มังงะมาอยู่พอสมควร สิ่งที่ติดใจในการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้อยู่ที่เนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่ ด้วยเนื้อหาเป็นเรื่องของ ความเชื่อ ความศรัทธา สิ่งลี้ลับ ตำนาน รวมไปถึงกุศโลบายที่ผู้ใหญ่ใช้สั่งสอนเด็กๆ อย่างเราๆ ในสมัยก่อน ที่บางทีเลื่อนหายไปจากความทรงจำและชีวิตประจำวันในโลกเทคโนโลยีไปแล้ว โดยที่มีแม่มดยูโกะและหนุ่มน้อยอายุ 19 ที่ชื่อ วาตานูกิ คิมิฮิโระ เป็นตัวดำเนินเรื่อง ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวส่วนหนึ่งได้มาจากการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้ ครั้งแรกที่วาตานูกิพบกับแม่มดยูโกะ ทั้ง 2 ได้ทำการแนะนำตัวเอง ( ซึ่งวาตานูกิไม่รู้ว่าเต็มใจแนะนำหรือเปล่า ) ทั้งชื่อและวันเกิด นั้นเป็นสิ่งที่บอกตัวตนและโชคชะตาของแต่ละบุคคล แม่มดยูโกะได้กล่าวไว้กับวาตานูกิแบบนั้น ในขณะที่วาตานูกิกลับไม่เชื่อจนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่แม่มดยูโกะพาวาตานูกิไปดูดวงแล้วพบกับหมอดู ทั้ง 2 คนที่มีลักษณะการดูดวงที่แตกต่างกัน ซึ่งมาตอนนี้แหล่ะที่ทำให้ข้าพเจ้าทดลองตระเวนไปหาหมอดูตรวจโชคชะตาทั่วกรุง อันที่จริงก็เป็นคนค่อนข้างเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแหล่ะ แต่พอมาลองคิดๆดู การดูดวงนั้นมีหลายแบบ หลายสำนักแตกต่างกันไป แบบแรกที่ข้าพเจ้าไปดูคือแบบเขมร หมอดูขอวันเดือนปีเกิด อย่างเดียว อย่างที่ 2 เป็นแขกสำนักนี้มีอะไรแปลกๆ นิดนึงตรงที่ว่ามีการคุยเรื่องสิ่งลี้ลับด้วย ส่วนแบบที่ 3 นั้นดูมา 2 ที่เข้าใจว่าเป็นแบบไทย ๆธรรมดา ทั้ง 4 ที่ที่ไปดูหมอดูดูตรงกันหมดก็เรื่องคู่ครอง คือจะได้สามีที่มีตำหนิ คือเคยมีครอบครัวมาแล้ว มีฐานะดี ( อันนี้ช๊อบชอบ ) อาจจะมีลูกติดมาด้วย เป็นชายลักษณะสูงขาว แต่ขอทีเหอะกว่าจะได้แต่งก็ราวๆ 30 นู้นแต่แหม่ คนที่คบกันปัจจุบันไม่มีลักษณะแบบนี้เลย เอาแหล่ะเราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าเราจะเจอชายปริศนารูปร่างสูงขาวแบบที่ว่านั้นหรือปล่าว ส่วนอีกอย่างหนึ่งนั้นคืออาชีพ มี 3 สำนักที่บอกตรงกันว่าต้องทำงานเกี่ยวกับดิน ศิลปะ หรือเป็นนักพูด ส่วนอีกสำนักหนึ่งบอกว่าต้องเป็นข้าราชการ สุดท้ายที่ขาดมิได้สำหรับมนุษย์โลกปัจจุบันสมัยนี้คือเรื่องเงินๆ ทองๆ มี 2 สำนักบอกว่าจะสบายตอนแก่ กะอีก 1 สำนักบอกจะสบายเพราะได้สามีเลี้ยง (โอ้ย...ในฝันเลย อิอิ ) อีกสำนักบอกพอมีพอใช้แต่หมดไปเพราะรักษาตัว ( เราไม่เชื่อสำนักนี้และ ) จากที่สังเกตดูๆ ไปแล้ว ทั้ง 4 ค่ายมีวิธีการดูที่เหมือนกันคือการนำเอาวันเดือนปีเกิด มาดูถึงแม้จะไม่เหมือนกันเลยก็ตามสำหรับผลที่ออกมา แต่การดำเนินวิธีการเหมือนๆ กันคิอการ ใช้ตัวเลข เลขวันเดือนปีเกิดของเรานี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยที่เดียวสำหรับชะตาชีวิตของแต่ละคน ลองมาคิดๆ ข้าพเจ้าเองก็พบเรื่องประหลาดเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ครั้งหนึ่งสมัยที่เรียนอยู่มัถยมปลายเพื่อนรักของข้าพเจ้า มีวันเดือนปีเกิดที่ตรงกับเพื่อน ชายในห้องอีกคนหนึ่ง ต่างกันแค่เพศ ชื่อ และเวลาที่เกิด ตอนเปิดเทอมเดือนตุลา เพื่อนของข้าพเจ้าโทรมาบอกว่าจะหยุดเรียนซัก อาทิตย์เพราะ ขาหักเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนลำบากทำให้ต้องนั่งเรียนแบบเปล่าเปลี่ยวเอกา อยู่ระยะหนึ่ง หลังจากเพื่อนรักของข้าพเจ้าได้กลับมาเรียนแล้วไม่ทันจะข้ามวัน เพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งในห้องที่เกอดวันเดียวปีเดียวปีเดียวกับเพื่อนรักของข้าพเจ้าก็เกิดบาดเจ็บที่เท้า เช่นกันทำให้ทั้งคู่เดินกอดคอกัน สร้างความเฮฮาให้กับเพื่อนในห้องมาก ( ไม่ได้มีสงสารเพื่อนกันเลย) คู่ขวัญคู่เป๋ นี้เกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันปีเดียวกัน ต่างกันก็แค่กลางวันกับกลางคืน เดือนเดียวกันนี้ทั้งคู่เจ็บขาทั้งคู่ นั้นจึงทำให้คิดว่า วันเกิดปีเกิดนั้นบอกอะไรตัวเราได้หลายอย่าง ลักษณะนิสัยเหมือนเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตของเราก็เป็นได้ เราลองมาดูตัวอย่างอีกคู่ ในกรณีฝาแฝดมหัศจรรย์ ที่ทั้งคู่มักจะทำอะไรเหมือน ๆ กันเสมอ แต่วันเดือนปีเกิดไม่ได้มีผลอะไรกับคู่นี้ อีกคนหนึ่งแขนหัก ในขณะที่อีกคนสบายดีทำให้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า คงจะไม่เกี่ยวกันมั้งระหว่างเคล คนละพ่อคนและแม่แต่เกิดวันเดียวกัน แต่อีกคู่ เกิดพ่อแม่เดียวกัน แต่มีอะไรหลายๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงถึงแม้ว่าคู่นี้จะทำอะไรเหมือนๆ กันก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ทั้งคู่ยังมีชีวิตที่แตกต่างทั้งการงาน และชีวิตอยู่ดี ส่วนอันนี้มาเจอกับตัวเองเด็กคนหนึ่งเกิดวันและเดือนที่เหมือนกับข้าพเจ้าแต่เด็กคนนี้อ่อนกว่าข้าพเจ้าอยู่หลายปี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสคลุกคลีกับเด็กที่มีเดือนเกิดและวันเดียวกันพอสมควร อะไรหลายๆ อย่างจากเด็กคนนี้เหมือนข้าพเจ้าในครั้งวัยเยาว์มากๆ ที่สำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าช๊อคไปเลยก็ตรงที่เด็กคนนี้มีไฝแต่ละตำแหน่ง เช่นที่มือขวา ตรงแก้มข้างซ้าย และตรงฝ่าเท้าเหมือนข้าพเจ้าเลย เป็นไปได้มั๊ยว่าวันเกิดนี้เป็นตัวกำหนดลักษณะของแต่ละบุคคลด้วย นั้นก็หมายความว่าชีวิตเราทั้งหมดที่ผ่านๆ มาฟ้าเป็นคนกำหนดว่าใครจะเป็นอย่างไรมีนิสัย บุคลิก ลักษณะท่าทาง ชะตาจะเป็นอย่างไรในอนาคตทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วงั้นหรือเปล่า แล้วไอ้คนที่ชอบพูดหน่ะว่าชะตามนุษย์เป็นผู้กำหนดชีวิตลิขิตด้วยตัวเองเค้าไม่เชื่อ หรือไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลยหรือ อย่างการที่ข้าพเจ้ามาเลือกเรียนศิลปะทุกๆวันนี้เราเป็นคนเลือกที่จะเรียนเองหรือฟ้ากำหนดมาให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว นี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยอยู่ วันที่ข้าพเจ้าสมัครสอบปริญญาโทข้าพเจ้าได้เช็ควันสอบวันสัมภาษณ์ว่าตรงกับอะไรหรือเปล่า ทีแรกที่เดียวตั้งใจว่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี แต่วันสอบสัมภาษณ์ไปตรงกับวันซ้อมรับปริญญา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสองจิต 2 ใจว่าจะไปเลือก สาขาทฤษฏีศิลป์ แทนซึ่งไม่มีวันสอบวันไหนตรงกับวันซ้อมรับปริญญา หรือจะเลือกไม่รับปริญญาเพื่อมาสอบเข้าปริญญาโท ด้วยความที่ข้าพเจ้าคิดไว้อยู่นาน ก็มีบางอย่างมาดลใจให้ข้าพเจ้าเลือกทฤษฏีศิลป์ เพราะกลัวว่าถ้าสอบไม่ติด เราจะแห้วทั้งรับปริญญาและเรียนต่อเลย สรุปง่ายๆ คือปอดแหกลงวิชาอื่นไป พอมาถึงวันซ้อมใหญ่กำหนดการณ์ก็โดนเลื่อนออกไป อ้าวเวร!!! ไม่น่าเลยน่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์แต่แรก นึกๆไปก็เสียดาย จนกระทั่งมาถึงวันประกาศผลสอบข้าพเจ้าก็สอบติดสาขาทฤษฏีศิลป์ แต่พอลองมาดูสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ข้าพเจ้าตั้งจะว่าจะลงไว้แต่ไม่ได้ลง กลับรับนักศึกษาเพียงหยิบมือจากจำนวนนักศึกษาที่ประกาศรับไว้ มานึกดูดีๆแล้วเราหนิมันโชคดีที่ไม่เลือกลงวิชาที่ตั้งใจเลือกไว้แต่แรก ไม่งั้นป่านนี้ก็คงไม่มีที่ซุกหัวเรียนลอยเคว้งคว้างเหมือนปีที่แล้ว สงสัยคงเป็นเพราะว่าฟ้าคงกำหนดให้เรามาเรียนเกี่ยวกับศิลปะทำงานเพื่อศิลปะอยู่แล้วแหล่ะ
แหม่. . . พอลองมานึก ๆดูสรุปแล้วชีวิตเราสงสัยชะตาฟ้าจะเป็นคนกำหนดเสียแล้ว นี้ยังไม่นับเรื่องชื่อ ที่ถูกตั้งมาแต่กำเนิดว่าชื่อเรานั้นบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้ขนาดไหน สุดท้ายต่อให้ฟ้าจะเป็นผู้กำหนดชะตาเรา หรือเราเป็นผู้กำหนดชะตาตามที่เราเองลิขิตไว้ก็ขอให้จำไว้เสมอว่าถ้าคนเราคิดดีทำดี อย่างน้อยหากเราไม่เชื่อว่า สิ่งลี้ลับมีจริง ก็ให้เผื่อไว้ว่าอย่างน้อยก็อาจจะมีคนแอบมองเราอยู่ เผื่อสักวันผลความดีของเราจะได้ถูกบอกกัน ปากต่อปากและเป็นที่ประจักษ์แต่ทุกคนไม่ช้าก็เร็ว เชื่อเค้าเต๊อะ. . .เอิ๊กๆๆ
~ชีวิต ติ๊ด ติ๊ด (tist Tist)~: เราจะทำงานก็ตอนมีไฟใครเห็นหัวเรื่องแล้วก็คงจะเฉย ๆ ไปตามกัน ก็แน่หล่ะสิ... คนหมดไปมันจะมีแรงทำงานได้ที่ไหนกัน ยิ่งคนทำงานศิลปะอย่างเรา ๆ งานแต่ละอย่างที่จะออกมาทั้งทีต้องทั้งบีบ ทั้งคั้น คัดสรรให้ได้มาในสิ่งที่วิเศษที่สุด และเป็นสิ่งที่คนอื่นยังคิดไม่ถึง ดังนั้นไฟซึ่งหมายถึงเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นพลังขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์จึงสำคัญสำหรับคนทำงานศิลปะอย่างเราเรา
แต่ทว่า...ไฟที่จะพูดถึงในที่นี้เป็นพลังขับดันที่สุดแสนจะแปลกประหลาดมหัศจรรย์จนน่าทึ่ง!! ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่ยังเรียนกันอยู่ หรือแม้กระทั่งบางคนทำงานกันไปแล้วไฟตัวนี้ยังคงเป็นแรงขับดันให้บางคน (บางคนเท่านั้นนะ) ทำงานจนสำเร็จลุล่วง แต่จะไปด้วยดีหรือไม่นั้นอีกเรื่องแล้วแต่ดวง ในสมัยเรียนนักศึกษาหลายคนหรือทุกคนน่าจะได้สัมผัสไฟประเภทนี้มาแล้ว ยามเมื่ออาจารย์สั่งงาน ยิ่งงานปฏิบัติอย่างพวกเราระยะเวลาในการทำงานยิ่งเยอะ เป็นเดือนหรือทั้งเทอมเลยก็มี ด้วยระยะเวลาอันยาวนานมักจะทำให้เรานิ่งนอนใจอยู่บ่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ คนที่ยังทำตัวเอื่อยเฉื่อย เปลื่อยๆ ไปวันๆ ก็ยังคงไม่รู้สึกอะไรอยู่เช่นที่เขาเหล่านั้นเป็นมา ครั้นเมื่อเวลากระชั้นชิดเข้าไปทุกวันๆ เราจะพบว่าคนเรื่อยเปลื่อยเหล่านั้นมีพลังแรงขับดันอย่างประหลาด 1 อาทิตย์ ก่อนส่งงาน คนพวกนั้นจะตาลีตาเหลือก กระฉับกระเฉงราวกับอัดยาชูกำลังไปหลายขวดก่อนทำงาน และคนพวกนี้จะทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยไม่สนใจคนรอบข้าง วิถีชีวิความเป็นอยู่ ไม่กิน ไม่นอน จนไปถึงการขับถ่ายคนพวกนี้จะลืมเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเหล่านั้นไปทันที ยิ่งบางพวกยิ่งน่าอัศจรรย์ใจแท้ 3 วัน 3 คืนตาสว่างราวกับกาแฟที่มันดื่มไปแก้วแรกก่อนทำงานไม่หมดฤทธิ์ (ช่างเป็นกาแฟที่มหัศจรรย์แท้ ) น้ำไม่อาบก็มี พวกนี้มักจะชอบเห็นวันส่งงานเป็นวันตัดสินชะตาชีวิตตัวเอง แต่. . .ถึงตัดสินไปกว่าพวกเขาเหล่านั้นจะรู้ตัวว่าโดนตัดสินชะตาอะไรไปแล้ว มักจะเพิ่งมารู้สึกตัวหลังจากนั้น 2-3 วันหลังผลชะตาชีวิตออกมา ดั่งตัวอย่าง เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งติดเกมส์ออนไลน์มาก จะเรียกว่าเป็นอินเตอร์เน็ตลิมส์ก็ได้ เดิมทีวิถีชีวิตปรกติของเขา ตื่นเช้าขึ้นมาไปเรียนตามปรกติแล้วก็เข้าร้านเกมส์เป็นกิจวัตรวิสัย 1 เดือนก่อน จะปิดเทอมวิชาเอกได้มีงานสรุปชิ้นใหญ่จะเรียกได้ว่าเป็น MAGA Project เลยก็ว่าได้ เพราะว่าส่วนใหญ่งานชิ้นสุดท้ายมักจะมายถึงการสอบความรู้ทั้งหมดเท่าที่เรียน ๆ มาตลอดเทอม หลังจากได้งานกันมาแล้ว พวกที่เรียกตัวเองว่าพวกขี้เกียจ มักจะรีบๆทำงานให้เสร็จ เพื่อเวลาที่เหลือจะได้พักผ่อนก็เริ่มงานในทันทีทันได้ แต่นายคนนี้ไม่ เค้ายังคงเข้าร้านเกมส์ตามปกติ จนเลเวลอัพไปหลายเลเวล 2อาทิตย์ผ่านไปนายคนนั้นก็เริ่มซื้อข้าวของอุปกรณ์มาวางๆไว้ในช๊อป แต่ก็ยังคงเรื่อยๆเอื่อยๆกับชีวิตอยู่ หลายครั้งที่เพื่อนๆเห็นเขาหยิบจับวัสดุขึ้นมาแต่ ก็ไม่เห็นจะเป็นรูปเป็นร่าง จนเกือบจะครบเดือน ในขณะที่เพื่อนกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงตกแต่งชิ้นงานให้สวยงาม ตาคนนี้แหล่ะ สร้างความอัศจรรย์ให้เพื่อนรวมรุ่น เขาเริ่มทำงานเป็นชิ้นเป็นอันบ้างแล้ว แต่ด้วยเวลาที่เหลือน้อยเต็มทีทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้อย่างประณีตได้ หลายครั้งเหมือนกันที่สิ่งที่เขาพยายามประติดประต่อล้มทลายลงมาแล้วก็ต้องเริ่มใหม่ด้วยอารมณ์หัวเสียอยู่เรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นคนๆนั้นสามารถโชว์ศักยภาพพิเศษ ที่ทำให้ทุกคนทึ่งไปตามๆกัน ในขณะที่พวกเรากินข้าว เขาทำงาน ในขณะที่พวกเราพักผ่อนเขาทำงาน ในขณะที่พวกเราเตะบอลเขาทำงาน ในขณะที่พวกเราเล่นไพ่เขาทำงาน หรือแม้แต่ในขณะที่พวกเราตั้งวงกินเหล้าเขาทำงาน “ เขาช่างเป็นคนที่มุ่งมั่นขยันทำงานเสียจริง” เพื่อน ๆ ในรุ่นชอบเหน็บแนมกันในวงขี้เมาบ่อย ๆ 1 อาทิตย์สุดท้ายเค้านั่งทำงานในสภาพหัวเสีย ย่ำแย่ ทรุดโทรมลง รวมไปถึงเน่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนคนอื่นๆที่งานกำลังจะเสร็จ หรือเสร็จแล้วกลับมีหน้าตาแจ่มใสขึ้น นายคนนี้หมกมุ่นอยู่แต่ในคอกทำงานของตัวเอง คาดว่าคงลืมเดือนลืมตะวันไปด้วยในวันส่งงาน เค้าก็ยังคงนั่งทำจนวินาทีสุดท้าย ทุกคนรอฟังคำพิพากษา งานชิ้นหยาบ ๆ งานหนึ่งวางลงตรงลานส่งงาน นายคนนั้นนั่งแยกตัวกับเพื่อน แต่ดูเหมือนเพื่อนๆจะนั่งแยกตัวจากเค้ามากกว่าเพราะความเน่าจนสุดแสนจะเกินทน และแล้วผลกรรมของการทำงานด้วยแรงขับดันอันประหลาดก็สัมฤทธิ์ เขาไม่ผ่านซึ่งดูเหมือนเขายังไม่รู้ตัวนายคนนั้นยังคงสภาวะโทรมกลับบ้านไปพักผ่อน 3 วัน 3คืนอย่างไร้ร่องรอย ในขณะที่เพื่อนๆ จัดปาร์ตี้กินเหล้าตามประสาคนศิลป์เฮฮาหลังงานเสร็จ ด้วยความรื่นเริง 3 วันต่อมา ( เมาแบบคนมีอันจะศิลป์ 3 วัน 3คืนหัวราน้ำ ) นายทรุดโทรมคนนั้นก็เดินกลับเข้ามาในคณะ เพื่อนๆ ทั้งหลายในวงต่างส่างเมาด้วยความงงงวยทั้นใด “ อ้าว.....ปิดเทอมแล้วพวกมึงยังไม่กลับบ้านกลับช่องกันอีกหรอ” นายทรุดโทรมถาม เพื่อนๆในวงเหล้าเงียบกริบ “ เดี๋ยวกูไปดูคะแนนก่อนนะเดี่ยวกูมา” นายคนนั้นพูดต่อแล้วเดินหายเข้าไปในคณะ เพื่อนๆในวงเหล้ามองตากัน อ้าวไอ้นี่.....มันยังไม่รู้ชะตากรรมมันอีกหรอ ในสมองคนในวงเหล้าคิด ( ความสามารถพิเศษเฉพาะสาขาเมาแล้วยังมีสติ) หลังจากนายทรุดโทรมเดินหายเข้าไปในตึก 5 นาทีก็เดินออกมาด้วยหน้าตาอันซีดเผือก “ เป็นไรอะมึง?” เพื่อนคนหนึ่งในวงเหล้าถาม นายทรุดโทรมเดินลงมานั่งด้วยท่าทีที่อ่อนแรง แล้วถอนหายใจยาว เฮือก..... “ อาจารย์ให้กู I” โห้....มันยังโชคดีที่อาจารย์เมตตาให้ติด I ไว้ยังมีโอกาสแก้ตัว แล้วเขา ก็ลุกขึ้นทันใด “ อ้าวแล้วนั้นมึงจะไปไหนอีก” เพื่อนในวงเหล้าถาม “ กูไปเล่นเกมส์บิ๊วอารมรณ์ในร้านเกมส์ก่อนไปเติมเชื้อไฟแล้วกูจะกลับมาทำงาน” แหน่ะไอ้นี้ยังมีหน้ามาบิ๊วอารมณ์อีกแหน่ะไม่สำนึกเลย ทันใดนั้นเองเสียงสวรรค์ดุจดั่งเสียงสั่งเป็นสั่งตายก็แทรกผ่านอากาศทุกหย่อมย่านจากด้านบนของตึกลงมา “ เออ... กูก็ว่าอย่างงั้นแหล่ะศิลปินอย่างมึงต้องทำงานก็ต่อเมื่อมีไฟเว้ย ยิ่งไฟลนก้นหน่ะยิ่งดีนักแล” เสียงนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจ นายคนนั้นทันใด เขาสะดุ้งเฮือก ชายวัยกลางคนผู้ชี้ชะตานักศึกษาผลุบหัวเข้าตึกไปทันใด ทำเอาขนาดวงเหล้าต้องเก็บข้าว ของอพยบราวกับหนีตายยังไงอย่างงั้น
นี้ลองคิดดูในชีวิตระหว่างเรียนคุณพลาดพลั้งแล้วยังมีโอกาสแก้ตัว หากเมื่อไหร่ทำงานไปแล้วผลออกมาจะเลวร้ายขนาดไหน คนทุกคนมีไฟ แต่จะรู้จักใช้ไฟเป็นแรงขับดันในการดำเนินชีวิตแบบไหน ใช้ไฟที่มีให้ถูกสถานการณ์ถูกเวลา จะช่วยให้ชีวิตนั้นง่ายขึ้น สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจากเรื่องด้านบนนั้นไม่ได้เป็นการเล่าเรื่องแต่เป็นการเตือนสติผู้ทำงานศิลปะรุ่นใหม่ทุกคน ให้เห็นว่าการใช้ไฟอย่างผิดวิธีทำให้ชีวิตพลิกไปขนาดไหน งานที่ตั้งใจบรรจงทำ กับงานที่สักแต่ว่าจะทำให้พอเสร็จๆด้วยความเร่งรีบตลอดเวลา ยิ่งงานที่ต้องใช้ฝีมืออย่างศิลปะมันเห็นออกมาโดยผลงานโดยแทบไม่ต้องใช้คำพูดอธิบายความตั้งใจของแต่ละคน ถึงเวลาแล้วยังที่คุณจะใช้ไฟใช้ถูกวิธี แล้วตอนนี้หล่ะคุณใช้ไฟแบบไหนทำงาน...?
** สุดท้ายขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ และขอบขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนมีความสุขความเจริญยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ....สาธุ**
แนะนำติชมได้ที่ chittanun@hotmail.com http://chittanun.hi5.com หรือเข้าไปอ่านบทความอื่นๆได้ที่ http://bambalala.spaces.live.com ~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 7 : ระบบนิเวนศ์ในห้องประติมากรรม ) การทำงานศิลปะโดยเฉพาะ สาขาประติมากรรมนั้น สำหรับพึ่งแล้วถูกบรรดาอาจารย์ในสาขาวิชาสอนมาว่าให้รักกันเข้าไว้ มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน เพราะว่าต่อให้งานนั้นเป็นงานของเราโดยแท้จริง งานที่ทำจากมือของเราจริงๆ คิดมาจากมันสมองของเราแต่เราก็ต้องอาศัยเพื่อน ๆ ช่วยเหลือในการทำงานบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ยกตัวอย่างเช่น พอเราทำงานเสร็จ จะยกงานไปแสดงหรือส่งงานยังไงก็ต้องอาศัยเพื่อนๆช่วยกันยกงานไปวางไว้อยู่ดี สิ่งนี้ทำให้คนที่เรียนปั้นมักอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ต่อให้มีหลานแก๊งค์แยกเป็นหลายกลุ่ม สุดท้ายพอถึงเวล่จะเซตงานหรือยกงานเก็บก็ต้องช่วยกันอยู่ดี ไม่เฉพาะเพื่อนๆกันในรุ่นเท่านั้น รุ่นน้องเองก็มีส่วนช่วยเหลือด้วย มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่พึ่งคิดว่า สาขาอื่นไม่น่าจะมี เพราะอย่าง จิตรกรรม หรือภาพพิมพ์ คน เพียงคนเดียวก็สามารถยกงานไปจัดตั้งได้ โดยไม่ต้องขอแรงคนอื่น อาจเป็นเพราะแบบนี้ทำให้ทุกวันนี้ เพื่อนที่เรียนปั้นยังรับรู้ข่าวสารซึ่งกันและกันอยู่ ถึงบางคนจะไม่ชอบหน้ากันก็ตาม แต่พวกเราก็ยังรับรู้สารทุกข์สุขดิบด้วยกันเสมอ
การทำงานรวมกันให้ห้องปั้นนั้นค่อนข้าแออัดยัดเยียดกันพอสมควร ไม่ได้มีเรา ปี 4 เพียงปีเดียวที่อยู่ในห้องนั้นยังมีน้องๆปี 3 ที่ทำงานร่วมกันอยู่ในนั้นด้วย ที่ลาดกระบัง ใครๆก็ว่าพื้นที่กว้างใหญ่กว้างโรงทำงานของสถาบันอื่นๆ แต่อาจจะด้วยจำนวนคนที่เข้ามาเรียนยังไงก็ยังมีพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับพวกเราอยู่ดี พึ่งทำงานปั้นหล่อค่อนข้างสกปรก เลยเนรเทศตัวเองออกไปทำงานอยู่ชายคาตึก มีเพียงหลังคาบังแดดอยู่ใกล้ท่อระบายน้ำกรดของห้องภาพพิมพ์ ฝาท่อเป็นแค่ตระแกรงเหล็กธรรมดา แถมบางช่วงต้องเอาไม้หรือแผ่นเหล็กวางทับไว้เพราะ สภาพตระแกรงเก่าแล้วผุพัง ครั้งหนึ่งพึ่งเคยเดินตกลงไปขาอยู่ในท่อ ระบมไปทั้งตัว ไปหลายวัน ไม่หลุดลงไปในท่อก็ลื่นล้มเพราะแผ่นเหล็กที่พี่ๆ รุ่นก่อนๆเอามาวางทับไว้พอโดนน้ำทำให้ลื่นมาก นับๆดูตั้งแต่พึ่งเรียนมา พึ่งมีอุบัติเตหูเพราะท่อน้ำกรดนี้ 3 รอบได้ แต่พึ่งยังโชคดีที่ไม่เป็นไรมาก (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่) จะเดินก้าวลงทีต้องคอยดู เผลอๆในท่อน้ำนั้นมีงูด้วย ท่อน้ำกรดนั้นยังสร้างความรำเค็ญกับพวกพ้องไม่พอ น้ำที่ขังไว้เป็นแหล่งอนุบาลยุงชั้นดี ด้วยความที่เจ้าลูกน้ำนั้นเติบโตในท่อระบายน้ำกรดกลายสานพันธุ์ทำให้เมื่อมันเกิดมันเป็นยุงที่โหดที่สุดในย่านนี้ เริ่มจากวิธีการกินเลือดของมัน ยุงปกติจะบินก่อกวนคุณไปซักพักก่อนที่มันจะหาเหมาะ ๆ ลงจอด แล้วค่อย ๆ ใช้ปากบรรจงเจาะเลือดบนผิวหนังของเรากว่าเราจะรู้ว่าโดนกัดมันก็จะดูดเลือดของเราและบินหนีไปแล้ว บ้างก็ตะกละดูดจนก้นแดงป่องจนโดนคบตบเลือดสาดกระจายตาย แต่ในกรณียุงบ่อน้ำกรดนั้นไม่ใช่ ด้วยน้ำกรดที่บ่มเลี้ยงมันแต่ยังเป็นลูกน้ำจนโตมาเป็นยุงทำให้ทวีความโหดร้ายและวิธีการกินเลือดอย่างหิวกระหาย ยุงที่นี้เล็งองศาจอดลงบนผิวหนังตั้งแต่ยังไม่เห็นรันเวย์ แถมสายตาของมันช่างดีกะระยะทันทีแค่ยังไม่ถึงตัวมันก็ใช้ปากแหลม ๆของมันเจาะผิวหนังดูดเลือดเราก่อนลงจอดบนผิวเราแล้ว นี้แหล่ะยุงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ยุงซึ่งถูกเลี้ยงเพาะบ่มอนุบาลมาด้วยน้ำกรด ไม่เพียงสัญชาตญาณนักล่าตัวน้อยที่แสนโหดร้าย มันยังพํฒนาภูมิคุ้มกันระบบต่อต้านยากันยุงทุกชนิด สมัยที่พึ่งมาอยู่แรกๆ พึ่งเอาธูปกล่นตระไค้หอมจุดไล่ยุง พอไล่ไปได้บ้างพอนานๆเข้ามันก็เริ่มทน พึ่งต้องมาเปลี่ยนเป็นยากันยุงแบบขดใช้ไปซักพักก็ไม่ได้ช่วยไล่ยุงที่ยกวงค์สาคณาญาติจากท่อกรดขึ้นมากัด ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น ก ย. 15 ทาได้แปบเดียวเท่านั้นมันก็กัดอีก สุดท้ายต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าแขนขายาว ๆ ไม่ให้มันกัดผ่านเนื้อเข้าไปได้ แต่ทว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งความหิวโหยของยุงบ่อกรดได้ มันพัฒนาสายพันธุ์ให้ลูกหลานไม่ถึงอาทิตย์ให้ปากของมันมีพลังสามารถทะลุทะลวงกัดผ่านเสื้อผ้า แม้แต่กางเกงยันส์ที่ว่าหนามันยังกัดผ่านไปได้เลย ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ยุงบ่อกรดก็ไม่ละความพยายามหาอาหาร นี้เป็นความทุกข์ทรมานแสนเข็ญระหว่างที่ทำงานในห้องปั้น แต่นี้ยังไม่น้อยไปกว่าสถานที่อันขับแคบเบียดเสียด ซึ่งใครๆก็ว่าห้องปฏิบัติงาน Thesis ของสาขาประติมากรรมลาดกระบังนั้นกว้างใหญ่มีพื้นที่ให้ทำงานเยอะกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ในตอนปี 3 ปีนั้นเป็นปีแรกที่ภาควิชาซื้อเต๊นท์มากางให้นักศึกษาปี 3 ทำงาน แต่ด้วยเต๊นท์ที่กางนั้นอยู่ด้านนอกตัวตึกพวกเรา ปี 3ในตอนนั้นต้องต่อไฟใช้กันเอง พอใช้ไฟกันมากๆ ไฟก็ขาดดับไปทั้งเต๊นท์ทำงานไม่ได้ จะเลี่ยงมาทำงานตอนกลางวันก็ติดเรียน บางทีต้องจุดเทียนทำงานก็มี ยังไงก็ต้องทำเพราะว่าต้องส่งงานตามกำหนด พอมาปี 4 ค่อยดีหน่อยอยู่ชายคาตึกมีแสงไฟจากด้านในตึกพอส่องให้เห็นเวลาทำงานบ้างแต่ก็ยังสว่างไม่พอต้องต่อไฟขึ้นมาใหม่อีก พึ่งโชคดีได้มาทำงานอยู่เกือบริมสุด ข้างๆเป็นเล็กที่เรียนจิตรกรรมแต่ทำงาน 3 มิติ เลยต้องหอบงานลงมาทำข้างๆห้องปั้นด้วย เล็กทำงานเป็นบ้านทำทำจากผ้าเป็นบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ เวลาทำงานดึกๆ บางครั้งพึ่งก็เข้าไปนอนในบ้านของเล็กด้วย ยิ่งช่วงหน้าหนาว บ้านน้อยของเล็กช่วยพึ่งคลายความหนาวได้มาก ต้องขอบคุณเล็กอีกครั้งที่สร้างบ้านหลังน้อยให้พึ่งได้ซบพักให้อุ่นกายในฤดูหนาว แถมบางครั้งยังมีเจ้าเหมียวมานอนซบแนบแอบอิงให้ความอบอุ่นเราอีก แก๊งค์แมวเหมียวในห้องปั้นนี้พึ่งค่อนข้างผูกพันธ์กับพวกมันพอสมควร ก็พึ่งเป็นคนดูแลให้ข้าวให้น้ำมันมาตลอด ที่รักที่สุดก็มีกะทินี้แหล่ะลูกสาวสุดที่รักมันชอบมานอนเฝ้าพึ่งกะอาร์ทเวลาที่เราทำงาน เวลาไปกินข้าวกะทิก็จะเดินตามไปด้วยเหมือนหมาเลย แต่พอหลังๆมันเริ่มพัฒนาเดินตามกลับหอด้วยทีแรกก็ไม่อยากให้มันตามกลับหอไปด้วยเพราะเวลานั่งรถมาตอนเช้าอุ้มมันมาลำบาก แต่ก็อดสงสารมันไม่ได้เจ้ากะทิเดินตามจะกลับบ้านด้วยตลอด พอเวลามันเห็นพึ่งหรืออาร์ทเก็บของมันจะเตรียมตัวออกเดินทางด้วยเหมือนมันรู้เวลา เคยแกล้งมันพูดกะอาร์ทว่าจะกลับบ้านแล้วเดินออกไปมันก็วิ่งตามทำให้พึ่งรู้ได้ว่า มันรู้มากจริงๆ กะทิเชื่องมากแต่ก็ไม่ขี้อ้อนเป็นแมวที่ฉลาดเวลาเอามันมานอนที่หอพึ่งจะปูผ้าให้มันนอน แล้วมันก็จะนอนบนผ้าที่พึ่งปูให้ไม่ขึ้นมาบนที่นอนเลยอีกอย่างที่พึ่งสังเกต เวลาที่พึ่งอาบน้ำแต่งตัวมันจะกระโดดขึ้นมานั่งข้างส่องกระจกด้วย ยิ่งดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด สิ่งหนึ่งที่ทำให้พึ่งรักกะทิมากๆ คือก่อนมันจะเข้าห้องที่หอพึ่งมันจะทำความสะอาดเท้าของมันก่อนเข้าห้อง ผิดกะคนเลยคนบ้างคนเข้าห้องแล้วยังไม่ยอมล้างเท้าเลยจริงๆ กะทิชอบแต่งตัวมากแฟนของกะทิชื่อหว่าว เป็นแมวขาโหดที่อาจารย์ศิรินิตย์ช่วยชีวิตไว้ ตอนมันมาแรกๆอาจายร์อุ้มมาเจ้าหง่าวอยู่ในสภาพช้ำเลือดช้ำหนองเหมือนโดนหมารุมกัด ตรงกลางหลังมีแผลที่มีน้ำหนองไหลตลอดเวลาใหญ่มาก พี่ๆต้องพาหง่าวไปหาหมอดูดหนองออกคอยให้ยาแล้วก็ป้อนข้าวที่แรกนึกว่ามันจะตายแล้วแต่หง่าวก็รอดมาได้ หลังจากแผลหายดีมันก็ใช้ชีวิตอยู่ในตึกมาตลอดเที่ยวเล่นรอบๆตึกจนได้แผลมาบ้าง บ้างทีมาโชกเลือดเลยแต่พอรักษาตัวหายก็ไปเที่ยวต่อ มีอยู่ครั้งความแสบซ่าของมันไปทำอิท่าไม่มาไม่รู้โดนคนงานก่อสร้างเอามีดฟันขาเข้าให้ ลำบากรุ่นน้องในห้องปั้นพามันไปเย็บแผลหาหมออีก แต่ด้วยความที่หง่าวช่างพูดช่างเจรจาเลยทำให้มันเป็นที่รักของคนในห้องปั้นไปด้วย พอพูดถึงเจ้าหง่าวต้องต่อด้วยเจ้าหมาน้าเครียดอย่างไข่ตุ๋น หมาตัวเมียที่รุ่นพี่ป.โทเอามาเลี้ยงเพราะว่ามันตัวเล็กสุดในคอกแถมยังเป็นพยาธิอีกตุ๋นเป็นหมาค่อนข้างตละกละชอบแย่งอาหารแมวกินบ่อยๆ แต่มันไม่เคยแย่งเจ้าหง่าวเลย ตุ๋นจะกลัวหง่าวมากทั้งที่ตุ๋นตัวใหญ่กว่ามันจะยอมให้หง่าวเข้ามากินก่อน แต่กับแมวหรือหมาตัวอื่นๆ มันก็ยังคงแย่งเค้าอยู่ดี ในตึกมีหมาตัวหนึ่งผอมโซมาก เด็กๆในตึกเรียกมันว่าหมาผอม หมาผอมค่อนข้างเป็นหมาขี้ระแวงกลัวแต่ขี้ตื่นมากๆ พึ่งให้อาหารหมาผอมบ่อยๆ จนตุ๋นอิจฉา ทุกครั้งที่พึ่งให้อาหารหมาผอมตุ๋นจะวิ่งไล่หมาผอมให้ออกไปไกลๆแล้วเข้ามากินของที่พึ่งให้หมาผอมเองทั้งๆที่พึ่งก็ เทข้าวอีกกองให้ตุ๋นด้วยมันกินตัวเดียวหมดทั้ง 2 กอง อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนทั้งห้องปั้นต่างพากันขำและโจยท์จรรกันมาจนถึงทุกวันนี้ เวาลาที่พึ่งไปนั่งอยู่ที่ไหนหง่าวก็จะตามมานั่งข้างๆด้วย วันหนึ่งพึ่งกับน้องๆกำลังนั่งเล่นไพ่(การพนันเป็นสิ่งมะดีนะจ๊ะ)อยู่ เจ้าหง่าวก๋มานอนอยู่ข้างๆ ไข่ตุ๋นเข้ามาหลบร้อนใต้โต๊ะวงไพ่ ยังไม่ทันที่ไข่ตุ๋นจะเอนตัวนอนลงไปหง่าวก็ลุกขึ้นมากระโดดเกาะหลังแล้วตบหัวไข่ตุ๋นหนีกระเจิง เสียชาติหมาไปเลยหน่ะไข่ตุ๋นกลัวแมว เพื่อนๆและน้องๆต่างพากันขำใหญ่ แต่ไม่ว่าจะสัตว์อะไรต่างสายพันธุ์กันแค่ไหน พอนึกถึงภาพรวมแล้วก็อยู่ร่วมกันไปด้วยดีถึงแม้จะมีขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงสุดท้ายก็ต้องอยู่รวมกันได้อย่างไม่มีอะไรต้องสะดุด ผิดกับคนทั้งๆที่มีภาษาคุยกันรู้เรื่องแท้ๆ ยังทะเลาะแบ่งแยกขั้วกันเลย
การที่อาจารย์พยายามย้ำเตือนว่า อยู่ด้วยกันเรามีกันแค่นี้ต้องรักกันช่วยเหลือกันให้มาก ๆ แต่ทำไมพึ่งถึงเอาเรื่องสิงห์สาราสัตว์ขึ้นมาพูดอยากให้เพื่อนๆ ผู้ที่ติดตามบทความของพึ่งติดตามชมในตอนต่อไปนะค่ะ สำหรับตอนนี้อยากให้เพื่อน ๆ ผ่อนคลายกันสักหน่อยแล้วเดี่ยวพึ่งจะเข้าประเด็นในตอนต่อไปนะค่ะ สวัสดีค่ะ
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป ) ~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 6 :การค้นพบตัวเองด้วยน้ำตา ) หลังจากผ่านช่วงการเรียนทัศนธาตุจนหมดในตอนนั้นพึ่งรู้สึกเสียเวลามากมายที่อาจารย์สอนเรื่ององค์ประกอบศิลป์ใหม่ในปี 3 มาจนถึงปัจจุบันพึ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งทำให้รู้ว่าการเรียนทัศนธาตุเบื้องต้นนั้นแสนจะสำคัญขนาดไหน เพราะถ้าขาดความรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์ประกอบศิลป์ไปจะทำให้เราขาดความเข้าใจเกี่ยวกับงานศิลปะแถบจะทุกแขนงเลย ถึงแม้ว่าศิลปะที่พึ่งเรียนจะออกมาเป็นรูปธรรมก็ตามทัศนธาตุยังให้ผลไปถึงศิลปะแนวนามธรรมอย่างดนตรีด้วย จะมาเข้าใจก็ตอนโตเนียะแหล่ะ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่านะที่เราตั้งใจเรียนแต่ทีแรกเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้ามแต่ใช้ไปจนตายจนชีวิตหาไม่เลยทีเดียว หลังจากนั้นพึ่งก็ได้เริ่มบทเรียนที่เรียกว่ายากไปอีกขั้น บางคนอาจจะบอกว่าง่ายแสนง่าย แต่สำหรับบางคนเรียนให้ไปจนหมดลมหายใจตายก็ยังหาไม่เจอนั้นคือรูปแบบเฉพาะความเป็นตัวตนของตัวเอง ( Individual ) ซึ่งใครก็ตามที่ผ่านช่วงนี้ไปได้ จะรู้เลยว่าคุ้มมากมายแค่ให้กับการเสียเวลา เสียน้ำตา เสียกำลังใจ เสียอารมณ์
ในคราวแรกสุดหลังจากที่อาจารย์ให้โจทย์มาวันนั้นพึ่งเริ่มจากความชอบของตัวเอง พึ่งชอบตุ๊กตาผู้หญิงนะ พวกตุ๊กการ์ตูนญี่ปุ่น ตุ๊กตาประจำชาติ โมเดล แบบจำลองต่างๆ ลองมานึก ๆ ดู ทุกวันนี้เราหนิต้องเป็นโลลิคอนแน่เลย 555+ แต่ถึงพึ่งชอบก็ไม่มีปัญญาซื้อเพราะตุ๊กตาพวกนี้แพงมาก ซื้อมาก็ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหนอีก จำได้ว่าตอนวันเกิดครบ 18 ปี พี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ซื้อตุ๊กตา 7 นางฟ้าของจีนให้เป็นของขวัญวันเกิด นางฟ้าที่พึ่งได้มาเป็นนางฟ้าที่ยืนถือหนังสืออยู่ ตัวเล็กมากความสูงแค่คืบมือพึ่งเอง (มือพึ่งเล็กหน่ะ) รายละเอียดนี้สุดๆ เนียบกริ๊บถูกใจมากเลยเก็บรักษาตุ๊กตานางฟ้าไว้เป็นอย่างดี พึ่งวางไว้บนหัวนอน เอามาเชยชมอยู่ทุกวัน เห็นแล้วอยากทำได้แบบนั้นบ้าง พี่ชายบอกว่าตุ๊กตานี้ราคาแพงมาก ก็สมควรอยู่หรอกสวยขนาดนี้ แถมคนทำปั้นเองกับมือด้วย (เป็นงาน hand makeจากประเทศจีนเลยแหล่ะ ) พึ่งเลยค่อนข้างทะนุถนอมมันเป็นพิเศษ วันหนึ่งด้วยสัญชาตญาณความซุ่มซ่ามของพึ่ง ระหว่างที่ทำความสะอาดห้องอยู่พึ่งก็หยิบจัยยักย้ายของไปมาเพื่อทำความสะอาดหัวเตียง และแล้วตุ๊กตานางฟ้าน้อย ก็ตกลงกับพื้น เฮือก... ของฝากจากประเทศจีน ของขวัญวันเกิดจากพี่ชายของฉัน แม่เจ้า!!! หลอนเลยทำอะไรไม่ถูกพึ่งเลยเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเก็บไว้ (ตอนนี้มันเป็นผงไปแล้วอะ) เสียดายจริงๆ พึ่งชอบตุ๊กตาตัวนั้นมาก ๆ จะปั้นใหม่ตอนนั้นฝีมือก็ไม่ถึง ก็เลยได้แต่นั่งเศร้า จากความที่พึ่งชอบเหล่าตุ๊กตาแล้วก็อยากทำ นางฟ้าน้อยของขวัญวันเกิดเป็นอย่างเดิมก็เลยทำให้พึ่งมาปั้นผู้หญิงในรูปร่างต่าง ๆ ในช่วงปี 3 เทอม 2 งานของพึ่งเลยมีแต่รูปผู้หญิงต่างๆ หลายท่ากันไป พอต่อมาปี 4 เทอมแรก ปีนี้ต้องจริงจังกว่าเดิม ต้องมีเนื้อเรื่องแล้ว แล้วเรื่องที่จะเอามาทำต้องต่อยอดไปจนถึง Thesis ได้ด้วย งานนี้หัวระเบิดเลย พึ่งเริ่มจากเด็ผู้หญิงกํบดอกไม้อีก อยากจะแสดงความแตกต่างของผู้หญิงที่มีความหลากหลาย แต่ว่าโดนสกัดดาวรุ่ง เมื่ออาจารย์บอกว่ามันทำไปแล้วรับรองได้ไม่ถึงดวงดาวแน่นนอน แถมยังเจออาจารย์อีกคนบอกให้เลิกปั้นผู้หญิงอีก อ้าว... ม่ปั้นผู้หญิงแล้วจะปั้นอะไรอะ ทุกวันนี้ก็ยังนึกไม่ออกค่ะ ยังนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ถ้าเราไม่ปั้นผู้หญิงแล้วเราจะเอาอาไรไปหากินหล่ะเนียะ พอ 2 - 3 อาทิตย์ต่อมาก็พยายามหลีไปปั้นไอ้ที่ไม่ใช่ผู้หญิงเลย เอารูปต้นไม้ดอกไม้มาทำ แต่ก็ยิ่งเน่าลง เน่าลงทุกอาทิตย์ที่สงสเก็ต แถมโดนว่าสารพัดเครียดจนร้องไห้เลย มีอยู่ครั้งที่ทนไม่ได้ พอส่งงานเสร็จเดินออกจากห้องไปแอบร้องไห้เลย อาจาร์ย มงคล เห็นความย่ำแย่ลงของสเก็ตทุกวัน ๆ
แถมยังหาเนื้อไม่ได้น้ำท้องน้ำกว้าง ๆ แก..เลยบอกไปประกาศยกเลิกให้กลับมาปั้นผู้หญิงอีก ทีนี้ก็เหลือเนื้อเรื่องพึ่งเองก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่ทำให้สะเทือนใจและประทับใจมาก ๆ ด้วย อย่างที่พึ่งบอกไปแล้วว่าบางคนค้นหามาตลอดชีวิตก็หาไม่เจอมันยากจริง ๆ นะ หลังจากที่พึ่งร้องไห้สุดปัญญาจิงวันนั้นพึ่งก็โทรหาครูนพบอกครูนพไปว่าพึ่งลงเรียนเอกปั้น ได้คุยกับครูนพนิดหน่อย (จำไม่ได้แล้วคะว่าคุยอะไร จำได้ว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่โทรหา ) จำได้แค่ว่าไว่พึ่งมีอะไรจะโทรปรึกษาครูนะคะ ครูนพก็บอกว่ายินดี หลังจากนั้นพึ่งก็ไม่ได้โทรไปหาครูอีกเลย แต่ดีใจมากที่ได้คุยกับครูรู้สึกเหมือนยาชูกำลังมากมาย ทำให้พึ่งได้กำลังใจขึ้นบ้าง ( ครูนพหนิเหมือน M 150 เลย อิอิ ) ระหว่างอาทิตย์นั้นที่พึ่งทำสเก๊ตส่ง เล็กกะเปรียวก็เอาเอกสารบางอย่างมาให้ดู เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหา Individual ของตนเอง พอพึ่งอ่านก็เริ่มทำตามให้เอกสารที่เล็กให้มา อย่างแรกเค้าให้พึ่งหาลักษณะนิสัยของตัวเองก่อน พึ่งเป็นคนช่างฝันนะ ชอบฝันกลางวัน หลาย ๆ คนเรียกว่าพวกสร้างวิมานบนอากาศ ใคร ๆ ก็ว่าไม่ดีนะ แต่พึ่งชอบมันเป็นความสุขของพึ่งที่ฝันอะไรดี ๆ พึ่งเป็นคนที่พยายามจะมองโลกในแง่ดีเสมอด้วย ต่อมาก็ให้หาสิ่งที่อยู่กับเรารอบ ๆ ตัวเราเป็นกิจวัตร ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าเนียะแหล่ะ ในนั้นเค้าให้หาอะไรหลายๆอย่างบางทีเราอาจมองข้ามไปนะจริงในเป็นเรื่องง่าย ๆ เส้นผมบังภูเขาพอเรามาอ่านดูก็ทำให้เราแทบนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเราเป็นแบบนี้เอง พึ่งลองเขียนแผนภูมิ หรือแม้กระทั่งแคนโตส (แคนโตส คือวลีสั้นๆเป็นคำที่แสดงถึงสิ่งที่เรานึกคิดในตอนนั้น เช่น สายลม / แสงแดด / ต้นไม้ / แม่น้ำ....ไปเรื่อย ๆ ) สิ่งเหล่านี้ทำให้พึ่งรับรู้สิ่งที่เรียกว่าเป็นตัวตนของตัวเองซึ่งบางทีพึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ต้องขอบคุณเปรียวกับเล็กนะที่เอาเอกสารนั้นมากให้ นิสัยบางอย่างของพึ่งที่เป็นข้อเสียบางอย่างเช่น ชอบหนีปัญหา ท้อง่าย เบื่อง่าย ไม่ชอบความยุ่งยาก กลายมาเป้นจุดแข็งในงานของพึ่งในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งที่พึ่งเคยรู้สึกว่าอยากจะหนีอุปสรรคทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้าไปให้พ้น ๆ แต่ด้วยความช่างคิดช่างฝันชอบสร้างวิมานในอากาศนั้นแหล่ะทำให้พึ่งมีวันนี้ได้ พึ่งนั่งนึกฝันว่าถ้าผ่านอุปสรรคตรงนั้นไปได้จะเป็นยังไง ความรู้สึกมันจะดีกว่าตอนที่หนีอุปสรรค แล้วมีความรู้สึกข้างๆคาๆ เหมือนเป็นกรรมตามติดตัวเรามาไม่มีวันหาย ไปไหนก็คอยพะวงตะหงิด ๆ อยู่เสมอ ไอ้วิมานในอากาศเนียะแหล่ะทำให้พึ่งที่เคยหนีความยากลำบากมาเผชิญกับมันดู และแล้วความสำเร็จก็เกิดขึ้น มันทำให้พึ่งรู้สึกสบายตัวสบายใจขึ้นเยอะ มีความสุขมากที่ผ่านมันไปได้ พึ่งเลยหยิบตรงนี้มาทำงาน ทีแรกที่พึ่งทำไปส่งอาจารย์กลับรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ว่า . . . ยังไงก็ต้องส่งอยู่ดี ครั้งแรกเลยที่ส่งสเก๊ตผ่านโดยไม่มีข้อติติงอะไร งานชิ้นนั้นผ่านฉลุยผิดคาด โห้สุดๆ . . . มันก็จริงอย่างที่เราคิดไม่มีผิดเพี้ยนถ้าเรามัวแต่หนี มันก็ยังทำให้เราอึดอัดใจอยู่อย่างนั้น คราวนี้สบายตัวเลย พอมีเนื้อเรื่องเป็นไกด์ให้เราแล้วก็สบาย ทุกวันนี้พึ่งมาคิดๆ ดู อาจารย์ของพึ่งหนิสุดยอดทุกคน ทุกคนเหมือนรู้บุคลิกภาพเรา เหมือนคอยศึกษาทำความรู้จักกับเราอยู่ตลอดเวลา อาจารย์ศิรินิตย์กับอาจารย์มงคล ชอบชวนปิ้งย่างกันบ่อย ๆ ทานข้าว นั่งคุยกันจนไปถึงชวนเล่นไพ่ ( อันนี้ไม่ดีนะจ๊ะ 5555+) ทำให้ได้ใกล้ชิดอาจารย์ นั้นคงเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่แกค่อยศึกษาตัวเราว่าควรจะทำงานแบบไหน แล้วตัวเราจะเป็นอย่างไร ถือว่าเป็นอาจารย์ที่สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะ แกทั้งบีบทั้งคั้นเราจนได้มาขนาดนี้เก่งเหมือนกัน T-T ส่วนตัวพึ่งนั้นพอหลังจากได้แนวทางเนื้อเรื่องการทำงานแล้ว มานั่งนึก ๆ ดู ดีใจทั้งน้ำตาเลยค่ะที่ตัวเองเป็นแบบนี้ เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองเป็นโรคจิตอ่อน ๆ หรือปล่าวทำไมชอบฝันเฟื้องซ้ำไปซ้ำมา เราเข้าข้างตัวเองไปมั๊ย จริงๆความฝันของพึ่งหน่ะถึงแม้ว่ามันไม่มีวันเป็นจริง แค่ว่ามันกลับสร้างความสุขให้พึ่งได้นะ ไม่ต้องออกไปจาความสุขจากข้างนอกเลย เหมือนอย่างที่พระพุทธศาสนาสอนว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ คิดดีเราก็ได้ดี มันจริง ๆ เลยนะได้ผลเห็นทันตาใช้ได้ทั้งชีวิตจริงและในงานศิลปะเลย เนียะและทำให้พึ่งรู้อีกว่าศิลปะไม่ได้สอนให้แค่คนทำงานสวย ๆ งาม ๆเป็นเท่านั้น ยังช่วยขัดเกลาคนที่เป็นศิลปินไปด้วยอีก คนบางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวเองนะว่ากำลังโดนศิลปะขัดเกลา บ่มนิสัยตนเองอยู่ ไม่เคยเสียใจเลยจริงๆนะที่มาเรียนศิลปะ เลือกวิชาชีพนี้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน อีกอย่างอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่ไม่ไปเบียดเบียนใครด้วย ไม่ต้องรบราฆ่าฟันเอาชีวิต ไม่เบียดเบียนความเป็นอยู่ของคนอื่น ทำแล้วสร้างความสุขให้กับตนเองแล้วถ้าสร้างความสุขให้กับึนอื่นได้ยังได้บุญอีกด้วย เผลอๆ ยังเป็ยวิทยาทานอีก ทุกวันนี้ยังดีใจที่ได้เกิดมาเลือกเรียนศิลปะไม่เสียใจเลยที่มาเลือกเรียนวิชานี้ ส่วนทุกวันนี้ก็ยังทำงานเกี่ยวกับเร่องความสุขในรูปแบบต่างๆอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนตอน Thesis ก็ตาม แต่ก็ได้อะไรมาเยอะเหมือนกัน ซึ่งบางคนที่เรียนมาเท่าพึ่งคิดว่าคงยังไม่ได้อะไรขนาดนี้
ระหว่างช่วงทำงาน thesis ก็มีเรื่องมากมายเหมือนกันนี้แค่เรื่องการหา Indavidual ของตัวเองยังขนาดนี้เลยระหว่างที่ทำงานก็มีเรื่องราวมากมายให้ชวนติดตามนะค่ะ
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป น ะ ค่ ะ )
~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 5 : คนขาดจจรยาบรรณ) เริ่มต้น ปี 3 ด้วยความเร้าใจ พึ่งตื่นเต้นมากมายเพราะปีนี้พึ่งได้มาเรียนวิชาเอกประติมากรรมอย่างเต็มตัวแล้ว วิชาเรียนน้อยลงเพราะว่าได้เรียนแบบอัดแน่นไปเมื่อตั้งแต่ปี 2 ไปเกือบหมดแล้วสำหรับวิชาทางทฤษฎี ในเทอมนี้เป็นการค้นหาตัวตน และขุดรากลึกตามลักษณะนิสัยมาเสียมากกว่า ส่วนใหญ่เป็นการทดลองเรียนรู้อะไรใหม่ ปฏิบัติในสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ดูแล้วเหมือนจะสนุกจริง แต่ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ก็เพราะว่าต้องค้นคว้าอะไรใหม่ ๆ นี้แหล่ะทำให้ต้องปวดกบาลกันไปเป็นแถว ๆ เพราะความโชคร้าย (หรือบ้างทีอาจจะโชคดีมั๊ง) ที่มาเกิดเป็นอนุชนรุ่นหลัง ๆ ไอ้สิ่งที่เค้าค้นคว้าและทำไปมันก็แทบจะไม่มีแล้ว แล้วเราจะทำอะไรใหม้มันแปลกใหม่ไปกว่าเค้าเราจะทำยังไงเนียะสิ ลำบาก ก็เค้าทำกันไปหมดแล้ว หรือมันก็อาจจะมีแต่แบบว่ามันไม่ใช่วันของเรา ไม่ใช่ดวงของเราที่จะเจอ คิดแล้วเศร้าดีหุหุ
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าวิชาปีนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบปฏิบัติ แต่ไอ้ปฏิบัติเนียะแหละที่ลำบากเพราะว่าเราต้องเอาทฤษฎีจากที่เราเรียนเมื่อปีที่แล้วมาปรับใช้ เริ่มจากวิชาเอกเลย ประติมากรรม เริ่มแรกอาจารย์ก็เริ่มให้ทำงาน 3 มิติชิ้นเล็ก ๆ 2- 3 ชิ้นขึ้นไปมาส่งทุกอาทิตย์โดยมีหัวข้อของทัศนธาตุกำหนดมาให้ เช่น เส้น รูปทรง สี พื้นผิวเป็นต้น น่าสนุก แต่มันลำบากตรงที่มันไม่ใช่งาน 2 มิติแล้วและที่สำคัญ ต้องมองได้รอบด้าน ตามแบบฉบับประติมากรรม นั้นแหล่ะที่เพิ่มความยากให้กับพวกเราที่มาเรียนปั้น เพราะต้องเข้าใจเรื่องรูปทรง พื้นที่ จังหวะรอบ ๆ ด้านของงานเป็นอย่างดี ด้วยงานชิ้นเล็ก ๆ และทำจำนวนชิ้นมากยิ่งต้องทำให้ต้องปราณีตกับชิ้นงานมากขึ้น จะติดจะต่ออะไรก็ลำบากต้องใช้สมาธิและความใจเย็นสุดๆ กว่าจะได้ออกมาแต่ละชิ้น บางทีแทบหยุดหายใจไปเลยก็มีบ้างเหมือนกัน แบบนี้แหล่ะที่เค้าเรียกว่าวิจิตรศิลป์ค่อย ๆ บรรจงทำอย่างปราณีต แรก ๆ พึ่งก็หาเศษขยะหรือของที่ไม่ใช้แล้วมาทำผลก็คืองานที่ออกมาก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำด้วยความสุดจะทนเลยต้องลงทุนซื้อของใหม่มาทำงานเพื่อให้งานดูแล้วไม่เป็นเศษขยะพอส่งแล้วก็จะไม่ต้องเอามาทิ้งๆขว้าง ๆ เสียดายเหมือนกัน ด้วยวัสดุนั้นราคาแสนจะแพงพึ่งเลยต้องหารกับเพื่อน ๆ พึ่งทำงานอยู่ที่บ้านเช่าของอาร์ทเพราะว่าที่หอพึ่งไม่มีพื้นที่ให้ทำงาน วัสดุสิ่งของต่างๆที่ต่างคนต่างหากันมาก็หยิบยืมกันเฉพาะกลุ่มเพื่อน 2- 3 คนที่เช่าบ้านอยู่บ้านหลังเดียวกับอาร์ตมาใช้บ้างหารๆกันไปลดค่าใช้จ่ายอยู่เหมือนกันแต่ทว่าความจัญไรสุด ๆ เกินจะหาคำพูดทั้งโลกมาบรรยาย สัตว์เดนรัจฉานตนหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ในบ้านเช่าของอาร์ทด้วย แต่แล้วสาเหตุที่พึ่งต้องมาขียนตอนนี้ก็เกิดขึ้น คนที่พึ่งไม่อยากจะเรียกมันว่าคนเลย มันเป็นคนที่ร่วมชั้นเดียวในสาขาวิชาเอก ที่มีรูปร่างบุคลิกที่ดูเหมือนหญิง แต่จริง ๆ แล้วเป็นชาย (อาจเป็นโรค G Six P.D.คือโรคที่มีทั้งชายและหญิงในเพศเดียวกัน) ใครๆที่เห็นมันทีแรกก็นึกว่าเป็นทอม เราจะขอเรียกสัตว์เดรัจฉานตนนี้ว่า อีทอม แล้วกัน อีทอมได้เข้ามาอยู่ชายคาบ้านเช้าเดียวกับอาร์ตและนอนห้องเดียวกับอาร์ตมาร่วมเดือนแล้ว ทุกครั้งที่ทำงานวิชาเอกส่งมันจะไม่เคยช่วยเหลือเรื่องค่าวัสดุอุปกรณ์กับเพื่อน ๆ เลย ซึ่งแตกต่างจากพึ่งเองที่ไม่ได้อยู่ในบ้านแต่อาศัยพื้นทีทำงาน ทุก ๆ ครั้งเวลาที่เริ่มงานอีทอมจะ หยิบจกสิ่งของต่างๆจากเพื่อนโดยที่ไม่มีการขอก่อน พอมาถึงเวลาส่งงานเพื่อนๆ ก็จะจำได้ว่าอีนี้แหล่ะเอาของเราไปทำเป็นงานมันซึ่งเพื่อนๆ ในบ้านก็ยังคงเฉย ๆ ต่างคนต่างก็รู้ไว้ว่าเป็นฝีมือมัน และทุกๆครั้งที่ทำงาน ทุกคนก็จะกลับมาทำความสะอาดพื้นที่ๆทำงานทุกครั้งตัวพึ่งเองนั้นไม่ได้อยู่บ้านหลังนั้นก็มาทำด้วย แต่ความไร้น้ำใจและเห็นแก่ตัว อีทอมมักจะชิ้งหนี สะพายเป้หนีกลับบ้านทุกครั้งจนทุกคนในบ้านเริ่มจับได้ ความเห็นแก่ตัวหลายอย่างของอีทอมเริ่มปรากฏ และแล้ววันหนึ่งพึ่งก็ไปนั่งเล่นอยู่บ้านอาร์ทในขณะที่พึ่งกับอาร์ทนั่งเล่นกันอยู่นอกบ้าน อีทอมก็อาสาทำความสะอาดห้องนอนอาร์ทให้ อาร์ทเห็นควรว่าทุกครั้งที่มันมาอยู่มันไม่เคยทำความสะอาดบ้านเลย จึงตอบตกลงโดยที่ไม่คิดอะไร ขณะที่พึ่งนั่งเล่นกับอาร์ทจนเริ่มเบื่อ เรา 2 คนก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอกแล้วก็กลับเข้ามาในบ้าน อาร์ทแว๊บเข้าไปดูในห้องนอน สุดแสนจะสะอาดหมดจด อาร์ทยิ้มๆ แล้วบอกกับพึ่งว่าให้มันทำก็ดีเหมือนกัน แต่แล้ว อีทอมก็เดินออกไปนอกบ้าน ส่วนอาร์ตนั้นเอาเศษสตางค์ ที่ออกไปหาอะไรกินที่เหลือมาหยอดไว้ในลิ้นชัก พอเปิดดูใจแทบสลาย เศษสตางค์หายเกลี้ยงไม่เหลือซักบาทอาร์ทเลยอดสงสัยไม่ได้ คนที่ไม่เคยทำงานบ้านจะมาทำให้ มีจุดประสงค์อะไร อาร์ทเลยให้พึ่งปิดบ้าน และห้องล๊อกห้องไม่ให้ใครเข้ามาแล้วช่วยกันหาภายในห้องก็หาทั้งห้องยังไงก็ไม่มี เหลือแค่กระเป๋ของอีทอมอย่างเดียวแล้วที่ไม่ได้ค้นและแล้วอาร์ทก็ตัดสินใจลื้อกระเป๋ามาดู เพื่อนทุกคนที่อยู่ในบ้านเริ่มสงสัยที่อาร์ทห้ามให้ใครเข้าออก ซักพักทุกคนในบ้านก็ได้ยินเสียงเศษสตางค์ ร่วงกราวลงกับพื้นกระเบื้องเซรามิค กราวใหญ่ ๆ ทุกคนเลยเดินมาดูหน้าห้องเอาร์ท " ไอ้เวร!! หลอกกูมาทำความสะอาดห้องมีแผน แม่งโขมยเงินกู" อาร์ทโวยเสียงดังลั่นบ้านแล้วเปิดประตูออกมา บอกกับเพื่อนร่วมชายคาว่า อีทอมหนิเริ่มให้อยู่ไม่ได้แล้ว โขมยของลักเล็กโขมยน้อย เพื่อนๆในบ้านเลยตกลงกันว่าจะล๊อคห้องกันให้ดีและไม่ให้มันเข้าไปยุ่มย่ามในห้องของใครอีก หลังจากนั้นอาร์ทก็เอาของมีค่ามาฝากไว้ที่หอพึ่ง และห้องคนอื่นๆโดยที่อีทอมไม่รู้ตัว แต่ทุกคนในบ้านก็ยังทำเฉย ๆ อยู่ ต่อมาไม่นาน วันหนี่งพึ่งไม่สบายหนักมา นอนอยู่ที่บ้านอาร์ทเพราะว่าต้องทำงานด้วยจนรุ่งเช้าอาการพึ่งแย่มาก ลุกแทบไม่ไหวในขณะที่อาร์ทเองก็ไปไหนไม่ได้เพราะกลัวว่าพึ่วจะทรุดหนักลงไปอีก ( เวลาพึ่งไม่สบายจะเป็นหนักมากบางทีถึงวื้ดแล้วก็เป็นลมไปเลยก็มี ) และต้องทำงานส่งให้ทันเวลา วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีเพียงอีทอมเท่านั้นอาร์ทจะให้พึ่งกินยาก็กินไม่ได้เพราะว่าท้องพึ่งยังว่างเลยเดินเข้าไปเรียกอิทอมวานให้ออกไปซื้อข้าวให้หน่อย แต่มันก็ยังเฉยๆ บอกว่ารอแปบเดี๋ยวออกไปซื้อให้ จนนานพอดูอาร์ทเลยเข้าไปเรียกมันอีก อาร์ทเดินออกมาบอกว่ามันนั่งดูเวปโป๊อยู่ โห้... เพื่อนมันจะตายขอให้ไปซื้อข้าวเพื่อนเพื่อนจะกินยามันมีน่ามานั่งดูเวปโป๊ และแล้วสวรรค์ก็ส่งเทพบุตรสุดเซอร์มาเจ๊กเมี่ยงของเรานั่นเอง เมี่ยงออกไปทำงานข้างนอกเหนื่อยเพิ่งกลับมาพอดี เห็นสภาพพึ่งสุดแสนจะทนเลยออกไปซื้อข้าวมาให้เองทันที ดูสิคน 2 คนแตกต่างกันลิบลับคนหนึ่งออกไปทำงานเพิ่งกลับมาแทนที่จะพักผ่อนเพื่อตัวเอง เห็นคนกำลังจะแย่ยังมีน้ำใจออกไปให้ กลับอีกคนไม่ได้ทำอะไรอยู่สบาย ๆ มีหน้ามาดูเวปโป๊อีก ไร้น้ำใจสุด ๆ แต่สุดท้ายวันนั้นพึ่งก็ทนพิษไข้ไม่ไหวอาร์ทเลยต้องโทรเรียกให้แม่พึ่งมารับพาไปหาหมอด่วน ส่วนงานต้องฝากอาร์ทกับเมี่ยงเอาไปส่งให้ พึ่งเลยมาคิดตอนมีอยู่ความอีทอมมันแค่หิวเราออกไปซื้อของให้มันกินที่เราไม่สบายแค่ต้องการข้าวรองท้องเพื่อจะกินยาแค่นั้นมันทำให้ไม่ได้ดูสิคนเรา นึกแล้วเข็ดหลาบจำไปจนตายเลย เวลาผ่านมาพึ่งหายดีออกมาเรียนต่อได้ วันหนึ่ง กลางเทอมอาจารย์ให้ทำงานส่วนตัวเป็นครั้งแรก พึ่งมาอาศัยบานอาร์ทนั่งทำงานอีกแล้ว คราวนี้พึ่งมานั่งสเก๊ตงาน อีทอมมานั่งคุยว่ามันนึกสเก๊ตไม่ออก แล้วมันก็หญิบสมุดสเก๊ตของพึ่งมาเปิดดูซักพักมันก็ ขี่ จักรยานเข้าไปที่ตึกเรียน ด้วยความที่พึ่งไม่ได้เอะใจเลยไม่ได้สนใจสิ่งที่มันทำเมื่อครู่ รุ่งเช้าถึงวันส่งสเก๊ต อาจารย์ตรวจสเก๊ตรายคน ผ่านของพึ่งไปจนกระทั่งถึงอีทอม ทุกคนเริ่มซุบซิบ ๆ กันใหญ่จนอาจารย์เริ่มรู้สึกว่าคนในห้องเสียสมาธิเลยปล่อยให้ไปพัก 15 นาที ครั้นพอพึ่งออกจากห้องมา ก็มานั่งกับอาร์ทอยู่ที่ระเบียง อีส เพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในชั้นเดียวกันก็เดินมา " พึ่งสเก็ตอีทอมใคร ๆ ก็พูดกันว่าเหมือนสเก๊ตพึ่งเลย " ฉึก!!...อ้าว หนิเราไม่ทันสังเกตุ จนอาร์ทเริ่มตะหงิด ๆ อยู่พัก " อ่อ...นึกออกแล้วเมื่อวานอีทอมมาขอดูสมุดสเก๊ตพึ่งแล้วมันอกกจากบ้านไป " โห้! ท่านลงทุนโครตๆ ลงทุนขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน เพื่อแอบมาทำสเก๊ตที่ไปลอกเค้ามาเนียะนะ คนเรา เพื่อน ๆ ทุกคนต่างลงความเห็นตรงกันว่าให้บอกอาจารย์ แต่พึ่งกลับมีความคิดว่า ไหน ๆ สเก็ตมันก็ไม่ได้ผ่าน ก็เลยขอให้เพื่อน ๆ ปล่อย ๆ มันไป หลังจากที่ส่งสเก็ตกันครบ ทุกคนก็ลงมาทานข้าว เพื่อน ๆ ยังคงซุบซิบคุยกันเรื่องอีทอมลอกสเก๊ตของพึ่ง ในขณะที่พึ่งนั่งร่วมวงอยู่ด้วย ตัวมันเองคงเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมไม่มีใครยุ่งกับมัน แล้วสายตาคนในบ้านเช่าก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย จาคดีโขมยเงิน อีทอมมาจากห้อง A คนหลายคนรวมทั้งเพื่อนสาขาอื่นๆคุยกันว่า แม้แต่ Drawing อีทอมก็ทำสู้พึ่งซึ่งอยู่ห้อง B ไม่ได้ ครั้งหนึ่งสมัยเรียนสีน้ำอีทอมเคยอิจฉาเสาร์มาก ๆ มาที่ตึกแต่เช้าเพื่อมาทำลายงานสีน้ำของเสาร์ แต่ทว่ามีรุ่นพี่ไปเห็นเข้าเลยจับได้ ตอนปี 2 เหมือนว่าอิฉาเพื่อนเช่นกันในวิชาภาพพิมพ์ เอาคัตเตอร์ไปกรีดงานเพื่อนคนหนึ่งในห้องA จนไม่มีงานส่ง พอมารู้อีกทีว่าเป็นอีทอม ใครหลายคนต่างก็พากันแบนอีทอมกันไปถ้วนหน้า มาคราวนี้แม้แต่สเก็ตงานส่วนตัวยังลอกเค้า คน ๆ นี้ช่างไม่สมควรเรียนศิลปะจริง ๆ ขาดจรรยบรรณ ขาดการให้เกรียติตัวงานและตัวศิลปินที่ทำงานด้วยกัน จ้องแต่จะทำลายคนอื่นที่ดีกว่าตน โกงและเอาเปรียบผู้อื่นทุก ๆ รูปแบบ จนสุดท้ายแม้แต่สมองและความคิดก็ไม่มียังลอกผลงานคนอื่นเค้ามาส่งหน้าด้าน ๆ พึ่งเลยอยากบอกคนที่อยู่ในวงการว่าใครก็ตามที่เจอคนแบบนี้ อย่าได้สนับสนุนให้อยู่ในวงการของเราเลย คนแบบนี้ต่ำช้านัก เอาเข้ามาก็เป็นปลาเน่าที่ส่งกลินคาวให้กับปลาดี ๆ ในวงการศิลปะหมด เรื่องราวความชั่วของอีทอมนั้นยังคงมีต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเทียบกับคนที่เกลียดพึ่งสมัย ตอนปี 1 ปี 2 แล้ว ยังไม่สู้ อีทอมนี้ได้เลย เลวน้อยกว่าอีทอมนี้มากมาย อย่างน้อยพวกเค้าก็ได้แค่ก่อกวนจิตใจพึ่งไปวันๆเท่านั้น ไม่เคยเอาเปรียบหรือทำให้ใครเดือดร้อนเลย
ถ้าปลาเน่า ๆ ตัวหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในสังคมศิลปะจริงๆ คงจะยุ่งหน้าดู อย่างนักการเมือง ข้าราชการ บุคคลในเครื่องแบบที่ทำสิ่งที่ทุจริต พอเรื่องมันแดงออกมาข่าวกระจายออกไป สังคมก็จะมองกลุ่มคนทั้งกลุ่มเหล่านี้เป็นคนไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตำรวจตะเวนชายเดนคนหนึ่งที่ยัดยาเสพติดให้กับผู้บริสุทธิ์ แล้วใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพให้เค้ารับผิดเพื่อสร้างผลงาน วันหนึ่งเหมือเรื่องแดงออกมาประชาชนไม่ได้เพียงและรังเกียจ ตำรวจตะเวนชายแดนนั้น เพียวกลุ่มเดียว แต่เหมารวมผู้ที่ทำอาชีพตำรวจทุกคน ซึ่งรวมไปถึงตำรวจที่ดีและมีจรรยาบรรณในการทำงานด้วย ทำให้ตำรวจดี ๆ ไร้กำลังใจหมดแรงทำงาน หรือ การที่มีคนในวงการภาพยนตร์บางคนนำเอาหนังออกมาปั๊มขายอย่างผิดกฏหมายในราคาถูก อยู่แล้ว...คนก็ต้องซื้อของถูกเป็นธรรมดา ถึงแม้จะเถื่อนผิดกฏหมายก็ตามเพราะด้วยราคา ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์จริง ๆ ขาดรายได้และไม่มีกำลังจะสร้างภาพยนตร์ ดี ๆ มีคุณภาพให้คนได้ชม จะสังเกตุดูได้ เดี่ยวนี้หนังไทยหาดี ๆได้ยาก ทำไมทำแต่หนังผี หนังตลกไร้สาระก็เพราะเช่นนี้แหล่ะคนทำหมดกำลังใจจะลงทุนสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้คนชม แล้วจะมาบ่นทำไมว่าหนังไทยน่าเบื่อ ไม่ดี ไม่มีสาระ ประชาชนทำไมไม่รวมใจกันซื้อของถูกกฏหมายให้เค้าได้เงินทุนไปสร้างพัฒนาของดี ๆ มาให้เราได้ดูกันอีก เหมือนกันหากเราทำอาชีพใด ๆ ก็ตามแล้วมีคนเอารัดเอาเปรียบในความยากลำบากของเราเราก็ท้อแท้เป็นธรรมดา หมดกำลังใจเหมือนกันจริงมั๊ย ? แล้วคนที่ลอกแม้กระทั้งจินตนาการของพึ่งไปส่งอาจาร์ยหล่ะ คนที่ทำลายงานคนอื่นแค่เพราะเพียงอิจฉา คนที่ไม่ให้เกรียติในวิชาชีพที่ตนเองเรียนมา ยังสมควรหรือเปล่าว่าจะเรียกว่าเป็นศิลปินในอนาคต สมควรหรือปล่าว ที่จะยังคงศึกษาศิลปะต่อไป หรือไม่ว่าจะวิชาชีพไหนก็ตามในทุก สาขา คนพวกนี้ถ้าเจอควรจะตัดไฟแต่ต้นลมอย่าให้มันได้ผุดได้เกิด เจริญรุ่งเรืองอีกเลย. . . เพื่อชื่อเสียงของคนส่วนใหญ่อย่าให้ปลาเน่า ตัวหนึ่งต้องส่งกลิ่นให้แม่น้ำเน่าเหม็นไปทั้งสายเลย...
ดูเหมือนว่าตอนนี้พึ่งจะซีเรียสมากเลยนะ แต่ก็อยากให้คนที่อ่านได้ข้อคิดของผลลัพธ์ของการทำสิ่งที่เลวร้าย ผลกรรมของอีทอมนั้นยังไม่ปรากฏ แต่อีกในแร็ววันเท่านั้นแหล่ะซึ่งพึ่งจะเอามาเล่าต่อไปในตอนต่อๆ ไปนะค่ะ สำหรับวันนี้ขอจบตอนนี้ไปก่อนสวัสดี จ้า
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป ) ~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ภาค 4 : ปี 2 หรรษาหรือปล่าว ? ตอนที่ 2 ) จากความเดิมตอนที่แล้วที่ชีวิตของพึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่พอมองย้อนมาดูแล้วมันกลับพลิกแพลงไปรวดเร็วมาก จากที่เคยอดอาลัยตายอยากแบบสุด ๆ ตอนนี้พึ่งเองก็มีกำลังใจที่จะสู้กับสิ่งรอบ ๆ ด้านในลาดกระบัง สังคมในภาควิชาวิจิตรศิลป์มีหลากหลาย ทั้งคนที่ดีแสนดีคอยให้กำลังใจเราดูและเรา ปกป้องเรา และคนที่แสนจะเลวร้ายในสายตาพึ่งตอนนั้น คนขี้อิจฉา ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า จนไปถึงคนที่เอาเปรียบคนอื่น ดูแล้วก็คงไม่มีใครอยากเจอคนไม่ดีนักหรอก แต่ว่า...มันก็เหมือนเป็นวิชาหนึ่งในระหว่างท่เรียนอยู่ที่นี้ ที่ต้องพบปะผู้คนมาหน้าหลายตาร้อยพ่อพันแม่ มาอยู่รวม ๆ กัน เราจะปรับตัวทำตัวยังไงให้อยู่กับคนมากหน้าหลายตาได้เท่านั้นเอง
ไม่นานนักหลังจากที่พึ่งได้มีโอกาสรวมแสดงงาน 10 ปีวิจิตรศิลป์ เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ชีวิตของพึ่งและสายตารอบข้างได้เปลี่ยนไป บางคนเริ่มเข้าใจในตัวเราแล้วจากที่เคยมองพึ่งเป็นคนไม่ดีมุมมองของเค้าก็เปลี่ยนไป แต่บางคนสิจากที่เคยเกลียดอิจฉาก็ยิ่งเกลียดหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งนานดอกเบี้ยของความรัเกียจก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ (ดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยนะ) ทั้งที่อดสงสัยไม่ได้ว่าจะอิจฉาพึ่งเพราะว่าเก่งกว่าไปทำไมก็ในเมื่อเค้าไม่ปรับตัวพยายามทำตัวให้ดีขึ้น บางคนก็ว่าการที่พึ่งได้รับคัดเลือกไปแสดงงานรอบนั้นเพราะฟลุคเสียมากว่า แต่แล้วโอกาสที่พึ่งจะแสดงศักยภาพความแน่ว่า "ฉันไม่ได้ฟลุกนะเฟ้ย " ของพึ่งก็ก็มาถึง เย็นวันหนึ่งขณะที่พึ่งกำลังขนดินลงบ่อเก็บดิน อาจารย์ ศิรินิตย์ ก็ได้เรียกนักศึกษาที่เรียนวิชาเอก ประติมากรรมมาคุย อาจารย์เอาแผ่นโปสเตอร์ มาโชว์ให้ดูแล้กล่าวถึงรายละเอียด เป็นการประกวดประติมากรรมติดตั้งอาคารของตลาดหลักทรัพย์ อาจารย์ศิรินิตย์ แกมบังคับให้นักศึกษาทุกคนทำส่ง เดิมทีพึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไร กะว่าแค่ทำส่งให้มันมีงานเท่านั้นแต่ว่า. . . มันไม่ได้เป็นอย่างที่พึ่งคิดไว้แต่ทีแรก ก่อนวันส่งงาน 3 วัน สุดท้ายอาร์ทชวนพึ่งเข้ามาทำงานส่งประกวด โดยมีเพื่อน ๆ ทั้ง ห้อง A และ ห้อง B มานั่งทำงานในห้องปั้นดิน พึ่งหน่ะต้องยอมรับเลยว่าตอนนั้นโง่มากทำอะไรไม่เป็น ลักเรียนเค้าตลอดพึ่งตอนนั้นสมองก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นรู้แต่ว่าจะปั้นส่ง พอปั้นเสร็จก็ขอให้อาร์ทสอนถอดพิมพ์ให้แต่ว่า ก็ถอดไม่สำเร็จแถมตอนนั้นยังจำได้ว่าทะเลาะกับอาร์ทแรงมากด้วย ถอดแล้วใจว่าจะไม่ทำ แต่สุดท้ายก็กลับมาทำใหม่ พอปั้นชิ้นที่ 2 แล้วถอดพิมพ์ใหม่ พิมพ์ชิ้นนี้เป็นพิมพ์ชิ้นแรกของพึ่ง แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้ทำเองเต็มที่อยู่ดี เหมือนเป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่า อาร์ทคอยสอนแล้วก็ถอดพิมพ์ รวมไปถึงหล่องานให้ ส่วนพึ่งได้แต่เอางานมาตกแต่งทำสีเท่านั้นเอง ดูเหมือนเด็กหัดเดินเต๊าะแตะ ทำอะไรไม่เป็นเลยตอนนั้น ( ก็ทำไม่เป็นจริง ๆ -*- ) ทำสีอยู่จนรุ่งเช้าก็เอางานไปส่งถึงที่ตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นก็บอกแล้วว่าไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลอะไรเลย ง่วงก็ง่วงเพราะไม่ได้นอนมา 2 คืน เพราะก็รู้ ๆ อยู่ว่าคนที่เค้าเก่ง ๆ กว่าเราก็มีเยอะ ส่ง ๆ ไปแบบนั้นแหล่ะ (ดูสิมันน่ามะ...นี้ถ้าตอนนี้อาจารย์รู้ว่าเราคิดแบบนี้คงโดนด่าไปแล้วแหล่ะ ) ในที่สุดความหดหู่ก็เข้ามาในสมองเราอีกครั้ง เห้อ. . . แย่จริงอาการแบบนี้ไม่ชอบเลย ทำไมเราถึงเป็นเอาบ่อย ๆ นะ แต่วันนั้นก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียวก่อนจะกลับ พึ่งเจอครูนพไปส่งงานด้วย ได้เจอไอดอล ( Idol ) แถมยังเป็นครูที่ตอนนี้พึ่งรู้สึกว่าประทับใจสุด ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีใจที่ครูนพยังดูแข็งแรงดี สบายดีแค่นั้นพึ่งก็หายหดหู่แล้ว หลายเดือนต่อมา ( ไม่แน่ใจว่านานเท่าไหร่ ) ทางตลาดหลักทรัพย์ได้มี อีเมล์เชิญพึ่งไปร่วมงานประกาศผลรางวัลประติมากรรมติดตั้งอาคาร แต่เหมือนว่าวันนั้นพึ่งจะติดงานก็เลยไม่ได้ไป ทำงานอยู่ที่ตึก (จำได้ว่าวันนั้นวันเกิดไอ้ลี่แหล่ะ ) เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นในขณะที่มือของพึ่งเปื้อนเดิน เสียงแหลมๆของเพื่อนๆคนหนึ่งโทรมา " เฮ้ย...!! พึ่งแกทำใจดี ๆไว้นะ " อ้าวเฮ้ย!! แล้วทำไมฉันต้องทำใจดีๆด้วยหล่ะ เกิดอะไรขึ้น ? ใครเป็นอะไรเนียะ พึ่งคิดในใจ " งานแก..หน่ะได้รางวัลสนับสนุนนะเว้ย ยินดีด้วย !! " ในขณะที่เพื่อนโทรมาแสดงความยินดีพึ่งยังคงงงอยู่ งาน...งานไหนวะได้รางวัล ตรูเคยส่งงานประกวดกับเค้าด้วยหรอ เลยเอ่ยถามเพื่อนไปว่า..." งานไหนหรอ " ( มึนจริงนะเนียะ ) เพื่อนสะอึกไปพัก (ในใจมันคงคิดว่าอีนี้บ้าชัวร์ ส่งงานประกวดอะไรไปนี้มันไม่ได้รู้เรื่องกับเค้าเลยหรอ นี้มันส่งงานมันเองไปประกวดปล่าวเนียะ -*- ) เลยอธิบายให้ฟังกว่าจะถึงบางอ้อ แถมความรู้สึกช้าอีกแทนที่จะดีใจตอนนั้นเลยกลับวางหู จนเพื่อนกับอาจารย์กลับมาถึงที่ตึกมาแสดงความยินดี แล้วเอาสูจิบัตรมาใก้ดูถึงได้รู้ว่าเราได้รางวัลจริง ๆ (เห้อ...อีนี้) ถึงเป็นแค่รางวัลสนับสนุนไม่ใช่ที่ 1 พึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยก็พอทำให้เรามีกำลังใจอีกเฮือกสู้กับข้าศึกที่อยู่ข้างหน้า ข่าวที่พึ่งได้รางวัลก็แพร่ไปทั่วตึก มีทั้งคนที่มาแสดงความยินดี และแสดงความหมั่นไส้ ในจำนวนที่พอ ๆ กัน พอมีโอกาสถึงเวลาว่างพึ่งก็ไปเอาเงินรางวัล และเจียรเงินรางวัลไปส่วนหนึ่งมาเลี้ยงอาร์ทที่คอยช่วยเหลือพึ่งตอนทำงาน ในช่วงเวลานั้นพึ่งไม่มีอะไรอีกแล้วในสมองนอกจากความดีใจ รุ่นพี่ที่เรียนสาขาประติมากรรม ต่างก็ชวนพึ่งเข้ามาเรียนสาขานี้ ได้หลายแรงสนับสนุน พี่ ๆ ต่างก็บอกว่าอยากให้มีผู้หญิงเข้ามาเรียนบ้างจะได้เพิ่มสีสันอะไรใหม่ ๆ ให้สาขาประติมากรรม (เห็นตรูเป็นตัวอะไร T-T ฟร่ะเนียะ ) ไม่นานต่อมาพึ่งก็สร้างตำนานให้กับตัวเองอีกครั้ง ( ฮุวะฮ้าฮาๆๆ ) อาจารย์ศิรินิตย์ต้องการให้เราเรียนรู้การจัดงานแสดงศิลปะ รวมทั้งให้เด็กเอ๊าะ ๆ รุ่นใหม่มาแสดงงาน โดยกานทำงานประติมากรรมขนาดเล็กในวัสดุที่เป็นสำริดออกมา ช่วงนั้นพี่ฝนเจ้าของละลานตาก็กำลังจะจัดงาน Living In Art พอดี ก็เลยได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ฝนด้วย พึ่งปั้นนางเงือกเป็นงานของพึ่งไปแสดง ในวันที่แสดงงานนั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งได้เห็นพี่ฝนรู้สึกว่าพี่ฝนนี้ดูเป็นผู้หญิงที่เก่งและคล่องตัวมาก ๆ แอบประทับใจเล็ก ๆ อยู่เหมือนกัน ซึ่งงานนี้พี่ฝนเป็นคนจัดการงานศิลปะทุกชิ้น ให้อยู่ในความดูแลของละลานตา ตอนนั้นตื้นเต้นมากเพราะเป็นงานแสดงประติมากรรมครั้งแรก ที่สำคัญมีการขายงายด้วยพึ่งก็อยากรู้เหมือนกันนะว่างานเราจะขายออกหรือปล่าว พอมีคนมาดูก็ลุ้นให้เค้าติดต่อกับพี่ฝนให้ซื้องานในวันเปิดแต่วันนั้นทั้งวันก็ไม่มีใครซื้องาน จนรุ่งขึ้นอาร์ทโทรมาบอกว่างานของพึ่งมีคนซื้อไปแล้ว โอ้ว!!...จอร์จ ดีใจมากมายไม่ขาดทุนแล้ว ฮาฮา ไม่เสียเที่ยวเลยที่ปั้นเจ้าเงือกน้อยขึ้นมา แต่ว่าแค่ขายงานได้ไม่ใช่จุดประสงค์ของพึ่ง ที่พึ่งดีใจเพราะไม่ใช่ว่าพึ่งได้เงินจากการขายงาน แต่ที่ดีใจก็เพราะว่ามีคนชอบงานของพึ่งต่างหาก แค่นี้แหล่ะใครก็ตามเป็นศิลปินรุ่นใหม่ ๆ คงจะเป็นเหมือนกับพึ่งเช่นกัน อย่างน้อยก็มีคนบางคนสนใจงานเรา มันทำให้เด็กอย่างพึ่งชุ่มชื่นใจเป็นที่สุด ( เราว่ามันเป็นส่วนหนึ่งนะที่ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่มีกำลังใจทำงานต่อไป เรารับรู้ได้เลย ความดีใจแบบนี้ )
ในช่วงนั้นเป็นปี 2 เทอมปลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบสุด ๆ เพราะว่าต้องตัดสินใจแล้วว่าปี 3 จะเลือกเรียนวิชาเอกอะไร นานเกือบปีที่พึ่งพยายามค้นหาตัวเองว่าชอบแบบไหนระหว่างประติมากรรมกับจิตรกรรม หลายอย่างทำให้พึ่งสับสน แต่ด้วยแรงเชียร์บวกกับคะแนนและผลงานจิตรกรรมของพึ่งมาแรงสู้ประติมากรรมไม่ได้ก็เลยทำให้พึ่งต้องมาเลือกเรียนปั้น เคยคิดเหมือนกันนะว่าทำไมเราถึงมาเลือกเรียนวิชานี้เป็นวิชาเอก เราได้อิทธิพลมากจากใคร เราจะเรียนไหวมั๊ย ประติมากรรมเป็นสาขาวิชาที่หนักสุด ๆ เพราะว่าต้องมีความเข้าใจเรื่ององค์ประกอบศิลป์รอบด้านแล้ว ยังต้องใช้กำลังใจ แรงบันดาลใจและแรงพญาช้างสารในการทำงาน สรุปง่าย ๆ คือ สู้ บู๊ อึด เอามันให้ได้ทุกอย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งอาจเดี้ยงได้ หลาย ๆ คนบอก รุ่นพี่หลาย ๆ คนต้องกลับลงมาเลือกวิชาเอกใหม่เพราะว่าความอดทนไม่พอ พึ่งได้ยินมาแบบนี้นะ หนาว ๆ อยู่เหมือนกันเลือกแล้วเลือกอีกจนวินาทีสุดท้ายตอนลงทะเบียน ปี 3 เลย ในที่สุดพึ่งก็ลงเรียนวิชาประติมากรรมเป็นวิชาเอก ทำไมหน่ะหรอ หึหึ ก่อนอื่นต้องบอกถึงนิสัยอีกอย่างของพึ่งก่อนว่าเป็นคนชอบเรียนรู้ อยากจะรู้อะไรก็ต้องรู้ให้ได้ ( มะใช่ออกแนวเสือกนะ ) เรื่องมันก็มีอยู่ว่าเพื่อนห้อง A คนหนึ่งทำงานปั้นได้สวยมากเลยแหล่ะ อาจารย์ก็เลยให้เค้าหล่องานเก็บไว้ พอดีพึ่งมีโอกาสได้เป็นเห็นเข้า พึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาจะหล่องานชิ้นหนึ่งทำยังไงก็เลยไปถาม แต่กลับได้คำตอบมาว่า "เป็นห้อง B อ่อน ๆ จะรู้ไปทำไม" อะโห้... เลิกคุยเลยค่ะ เดินหนีเลย กรูไม่ถามมึงก็ได้วะ ( พอมานึกย้อน ๆไปอีกที กลายเป็นว่าเราเกลียดคำว่า อ่อนที่สุด ต่างหาก (น่าจะขอบคุณมันนะที่ทำให้พึ่งมีทุกวันนี้แต่แรงหมั่นไส้พอดีมันเยอะกว่า 555+) ) ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของพึ่งอยากรู้อะไรก็ต้องรู้ก็เลยมาลงเรียนปั้น จริงๆแล้วแบบว่าหมั่นไส้มันมากกว่า ต้องการจะเอาชนะแล้วก็พิสูจน์ให้มันเห็นด้วยว่าเราไม่ได้อ่อนอย่างที่มันคิด ก็เลยลงเรียนปั้นมันเลยเรียนรุ่นเดียวกับมันเนียะแหล่ะ แต่ผลลัพธ์ออกมาน่าสะใจ ไอ้เวรตะไลนั้นจบหลังพึ่ง แถมระหว่างเรียนก็ประสบอุบัติเหตุเกือบตาย (ไม่น่ารอดมาได้เลยนะแกปากแบบนี้ ) เนียะแหล่ะกรรมของมัน ต่อมาแรงบันดาลใจที่ 2 ก็คือแรงเชียร์ ของรุ่นพี่ที่เชียร์ให้สาวน้อยอย่างพึ่งเข้ามาเรียนประติมากรรม พี่ๆ บอกว่าพึ่งอึด อีนู๋เรียนได้อยู่แล้ว ส่วนสุดท้ายอันนี้ต้องบอกว่ามาคิดได้ที่หลังจริง ๆ คนที่พึ่งคลุกคลีแล้วก็รู้จักที่ผ่าน ๆ ทำงานเกี่ยวกับประติมากรรมทั้งนั้นเลย ยิ่งทั้งครูนพ และอาจารย์ศิรินิตย์ แล้วตอนนั้นก็มีโอกาสได้สนิทและก็ดูงานของอาจารย์มงคล (ชอบผลงานอาจารย์มากมาย) ด้วยก็เลยมาเรียนปั้นด้วยเหตุนี้แหล่ะพึ่งถึงมาเรียนปั้น
นี้แค่เลือกวิชายังไม่ได้เริ่มเรียนนะเนียะยังเหนื่อยเลย แล้วตอนเรียนจะขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปของพึ่งได้นะคะ ขอบคุณทุกท่านค่ะที่ติดตามเรื่องของพึ่งมาจนถึงตอนที่ 4 ดีใจมากมาย มีคนอ่านด้วย ตั้งใจว่าจะเขียนให้จบถึงตอนรู้ผลปริญญาโทเลย โปรดติดตามตอนต่อไปของพึ่งได้นะคะ ขอบคุณค่ะ
(โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป จ้ า )
~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ภาค 3 : ปี 2 หรรษาหรือปล่าว ? ตอนที่ 1 ) ในขณะที่พึ่งกำลังเรียนอยู่ปี 2 ที่พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ผ่านมาแล้ว ที่ลาดกระบัง 1 ปี หลายๆ อย่างในความคิดของพึ่งก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเคยตั้งมั่นว่าจะสอบใหม่ที่ศิลปากร ก็ล้มเลิก ตัดใจมาตั้งใจเรียนเสียที่นี้ให้จบ ๆ ไป พึ่งค่อนข้างจะเหนื่อยกว่าคนอื่นเค้า เพราะต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา ปีนี้พึ่งเองก็เลือกวิชาเอกแล้ว มันเร็วมากนะสำหรับคนที่เรียนสายสามัญมาแล้วต้องมาเลือกวิชาเอก ปีนี้เลือกวิชาเอก 2 ตัวค่ะ เพื่อว่าจะได้ตัดสินใจว่า ปี 3 จะเลือกเอกอะไรเพียงตัวเดียว ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆคนบอกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อมาก แต่พึ่งว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะเลือกว่าชีวิตตัวเองจะเป็นแบบไหนในขั้นแรกเท่านั้น จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรมาก เลือกในสิ่งที่เราชอบแต่ว่า หลายคนมันก็ 2 จิตสองใจจริงมั๊ย
ในปี นี้เองที่การเรียนของพึ่งเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเรียนเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวปฏิบัติ ในปี 1 แต่ปี 2 เป็นเรื่องของการนำพื้นฐานด้านฝีมือมาใช้ร่วมกับทฤษฎี ใครก็ตามที่ได้อ่าน และคิดว่าจะเรียน ๆ เล่นๆ แบบปี 1 พึ่งก็ต้องขอเตือนไว้ก่อนเลย ในฐานะที่พึ่งเองก็ผ่านมาแล้วเลยจะมาขอเล่าให้ฟังเพื่อเป็นบทเรียนให้กับรุ่นน้อง ๆ หรือคนที่กำลังจะเข้ามาเรียน ในปี 2 นี้ ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ ที่ลาดกระบัง จะให้เราเลือกวิชาเอก 2 วิชา จาก 3 ซึ่งก็มี จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ (อยากให้ลาดกระบังมีทฤษฎีศิลป์ ศิลปะไทย วีดิโออาร์ต นะ จะได้หลากหลายมากขึ้นและเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน) ตัวพึ่งเองนั้นเลือกวิชา จิตรกรรม กับ ประติมากรรมไว้ อันแรก จิตรกรรม สาเหตุที่เลือกเพราะเป็นวิชาที่ค่อนข้างจะพื้นฐานเลย เพราะว่ามันก็เริ่มจาก Drawing ซึ่งมันก็ต้องเริ่มต้นจากการขีด ๆ เขียน ๆ โดยปกติแล้วไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องขีด ๆ เขียน ๆ ไว้ก่อนซึ่งเป็นเรื่องง่ายและเป็นวิชาที่พึ่งคิดว่าสามารถให้หากินได้ไปจนตาย ที่สำคัญ ต้นทุนในการเรียน ยังถือว่าถูกกว่าทุกสาขา เพราะว่าลงทุนซื้อสีเพียงครั้งเดียวใช้ได้ไปทุกงาน แต่เดี๋ยวก่อน !!! ข้อสุดท้ายนี้พึ่งคิดผิดมหันต์ เดี๋ยวมาว่ากันอีกที ว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อมาเป็นวิชาประติมากรรม อันที่ที่เลือกเพราะว่าชอบมากตั้งแต่ปี 1 แล้ว รู้สึกว่ายิ่งปั้นยิ่งสนุก แถมยังได้เห็นตัวเองพัฒนาขึ้นทุกๆครั้ง ที่เริ่มปั้น คราวนี้ที่ตัดสินใจเลือกนั้นเพราะชอบมาก ถึงจะปั้นอะไรได้ไม่สวยก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เห็นงานตัวเองหลังจากทำเสร็จ พึ่งเองรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ คิดอยู่เสมอ เราทำได้ไงเนียะ สุดยอดดด *0* ทุกครั้งมันมีแต่ความประทับใจนะ (มันน่าจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ ไอ้ความประทับใจแบบนี้พึ่งชอบมาก ๆ เลย) ก็เลยเลือกเรียน ส่วนสุดท้ายภาพพิมพ์ อันนี้ไม่ไหวจริงๆ พึ่งไม่ใช่คนเนียบเรียบร้อยและไม่ค่อยมีความอดทน นั้นเป็นประการเเรกที่พึ่งไม่ได้เลือกวิชาภาพพิมพ์เป็นวิชาเอก อย่างที่ 2 คือต้นทุน ถ้าเมื่อใดตั้งใจจะเลือกเป็นวิชาเอกแล้ว เรื่องอุปกรณ์ก็ต้องพร้อม วิชาภาพพิมพ์ในความคิดพึ่ง รู้สึกว่าอุปกรณ์วัสดุ กระดาษที่เสียไปในระหว่างพิมพ์ (ใช้หลายแผ่นเหมือนกันนะเวลา Proof (ทดลองพิมพ์) งาน) อื่น ๆ อีกจิปาถะสารพัดค่อนข้างเยอะ และแพงซึ่งไม่เหมาะกับคนใช้ของให้พอเอาแต่มันส์มือ บีบให้มั่นขย้ำให้ตายอย่างพึ่ง หรือง่าย ๆ ก็คือ ไม่ทนมือทนตรีนนั้นเอง แถมหากคิดจะเอาเป็นอาชีพจริงๆ แท่นพิมพ์ ระดับมือโปร ราคามะช่ายน้อยเลย หลักแสนค่ะ รับประกันได้จบไปไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินหากินไม่ได้แน่นอน นอกจากอยู่ในโรงพิมพ์ (อันนี้เป็นความคิดของพึ่งในสมัยจะเลือกวิชาเอกเองนะ) ส่วนวิชาอื่นๆ นั้นก็เป็นเหมือนปกติ เพียงแต่เริ่มมีเรื่องของทฤษฎีมากขึ้น วิธีการเรียนของปีนี้ทำให้พึ่งเองต้องปรับตัวให้เข้ากับบทเรียนมาก ๆ เราเก่งที่ฝีมืออย่างเดียวไม่ได้ต้องขยันศึกษาหาข้อมูลอื่นๆด้วย แต่ทว่า การหาข้อมูลนั้นจำเป็นต้องสั่งสมและใช้เวลาพอสมควร แต่...ปี 2 หลายคนที่เลือกวิชาเอกและวิชาเลือกได้ตรงก็จะมีวันหยุด แต่... พึ่งไปเลือกยังไงเนียะ เรียน 7 วันแลย เวร!! ไม่มีวันหยุด ความซวยของพึ่งไม่ได้มีเพียงสัปดาห์หนึ่งเรียนถึง 7 วัน มันมีคดีเก่าจากตอนที่ปีที่แล้ว แถมไม่มีเวลาพักผ่อนทำให้พึ่งสบายหยุดเรียนบ่อยมาก อย่างที่บอกไว้ ปี 2 ทฤษฎีจำเป็นต้องออกไปดูงานข้างนอกเสริม หาความรู้เพิ่มเติม แค่เรียนก็แย่และยังจะต้องหาเวลาจัดการตัวเองอีกพูดง่าย ๆ ปีนี้พึ่งไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเองเลยทำให้ป่วยง่ายไม่สบายบ่อยมาก ๆ ขาดเรียนระเบิดเทิดเทิง (เหมือนสนุกเลยนะแก...ขาดเรียน -*-) และแล้วก็...เริ่มเทอมหนึ่งอย่างสนุกสนานพึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในภาควิชามากกว่าหอ ส่วนบ้าน ปีนั้นไม่มีโอกาสได้กลับเลย แรก ๆ ยอมรับว่ามีไฟมากมาย เริ่มจากจิตกรรม ปีนี้เรียนสีน้ำมันแล้วค่อนข้างสนุก พึ่งเห่อมากซื้อสีสวย ๆ ที่ชอบ มาเป็นคอลเลคชั่นส่วนตัวมากมาย พร้อมพู่กัน และเฟรมจัดใส่กระเป๋าไปเรียน ด้วยความเป็นสีน้ำมันการล้างพู่กันในแต่ละครั้งก็จำเป็นต้องใช้พวกสารละลายน้ำมันเหมือนกัน คือน้ำมันสนไอ้นี้ค่อนข้างจะเกะกะพอควร เดิมที่ก็แบกทั้งเฟรมมั้งกล่องสี กระเตงมาเรียนแทบเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว ยังต้องหิ้วขวด 45 ดีกรีที่บรรจุน้ำมันสนมาอีก ใช้ไปแรกๆต้นชั่วโมงไม่เท่าไหร่ พอเริ่มทำงานไปนาน ๆ ดมน้ำมันสนไปเรื่อย ๆ แค่ช่วงสาย ๆ ก็เริ่มปวดหัว มึน น้ำมันสนกลิ่นแรงมาก ๆ มันเป็นสารเคมีประเภทหอมละเหย (มันจะหอมเหมือนคุณรู้สึกชินชากับมัน ใช้ไปนาน ๆ เข้าอาจจะช่วยเสริมสร้างจิตนาการทางสมองและทำลายสมองในเวลาเดียวกัน (กรณีที่ติดแล้ว)) พอหมดวันก็หิ้วกระเตง เฟรมและอุปกรณ์ และขวด 45 ดีกรี เดินโซเซกลับหอเหมือนลำยอง เป็นแบบนี้อยู่ เดือนว่า จนเพื่อนห้อง A คงสมเพชลูกกะตา ด้วยความสงสารเลยสงเคราะห์ เดินมาบอกว่าให้เปลี่ยนจากใช้น้ำมันสนล้างพู่กันมาเป็นผงซักฟอกจะดีกว่านะนู๋น้อย ก่อนที่พึ่งจะเดินเมาน้ำมันสนเดินหน้าคว่ำไปเสียก่อน นอกจากจะช่วยรักษาให้ขนแปรงนุ่มแล้วยังยืดอายุการใช้งานให้กับพู่กัน ที่สำคัญยังรักษาสุขภาพของเราด้วย หลังจากนั้นพึ่งก็มาใช้ผงซักฟอกเนียะแหล่ะล้างพู่กันตลอดมา ดีนะที่มันบอกไม่งั้นได้เดินเมากลับหอไปตลอดชาติหรือไม่ก็คงดมจนติดงอมแงมไปแล้วแน่ หุหุ นานวันเข้าสีที่ใช้ก็เริ่มหมด เงินทั้งหมดก็เริ่มหายเพราะนอกจากค่าเฟรมที่ต้องสั่งเฟรมไม้ทุกๆอาทิตย์แล้ว ยังมีผ้าใบ และสีอีก สีน้ำมันหลอดหนึ่งราคา 60 -80 กว่าบาท ค่อนข้างแพง นั้นแค่ยีห้อที่ไม่มีเกรดดีอะไรหนักหนา ถ้าเป็นของระดับอาร์ตริส ราคา หลอดละ 100 - 200 ก็มี ถึงเวลาสีหมด ก็ต้องไปซื้อ เพราะไม่งั้นจะทำงานต่อก็ไม่ได้ ตังค์ก็เริ่มหด อยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ อดมื้อกินมื้อ ผอมไปเลยนะ หุ่นดีขึ้นทันตา ต่อมาก็มาถึงวิชาสุดเลิฟอย่างประติมากรรมบ้าง อย่างที่รู้ ๆ วิชาที่แสนจะน่าเรียน ไม่จำเป็นต้องใช้สริง ไม่ต้องใส่เอฟเฟค พกความมั่นใจและร่างกายให้เกินร้อยมาก็พอ ที่สำคัญ วิชานี้ทำในชั่วโมง ไม่มีการบ้านให้เกาะแกะตามกวนใจ หุหุ ช่างเป็นวิชาที่แสนดีจริง ๆ ปีนี้ไม่ได้ปั้นชิ้นเล็กแบบ ปี 1 แล้ว ต้องปั้นคนทั้งตัว ขนาดเท่าจริงบ้าง เล็กกว่าเท่าหนึ่งบ้าง จุดสนใจของผู้ที่ลงเรียนวิชานี้คือ...ปั้นนู๊ด(NUDE) ...อ้า...ใครก็ตามที่ได้ฟังเป็นหูตาผึ่งและเบิ่งโตเป็นธรรมดาของชาติพันธุ์มนุษย์ผู้ยังละกิเลสทางโลกไม่ได้ทั่วไป แต่...เมื่อท่านเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นแล้วท่านจะรู้เองว่าไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด เมื่อเริ่มแรกที่เข้าไปเรียนพึ่งต้องทำความรู้จักกับหุ่นกล้ามเนื้อก่อนซึ่งสำคัญมาก หากท่านผู้ใดเรียนช่างศิลป์มาแล้วก็จะสบาย แต่ว่าพึ่งมาจากสายสามัญ การที่จะต้องมานั่งจำกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย กระดูก อวัยวะนั้นชื่ออะไรอยู่ตรงไหนเลยเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กสายสามัญ โชคดีของพึ่งที่ครูนพ ( ผู้ชี้ทางสว่างให้พึ่งในภาคแรก ) ที่สมัยติวกะครู ครูนพบังคับให้ท่องจำ พึ่งเลยค่อนข้างสบายกว่าเด็กสายสามัญคนอื่นๆ ที่พอมีพื้นอยู่แล้ว แต่ก็ยังสู้พวกช่างศิลป์ไม่ได้ เพราะพึ่งรู้เฉพาะหลัก ๆ เท่านั้น ก็อีกแหล่ะ...เหมือนเคย ๆ วิชานี้มันก็ต้องควบคู่กับ วิชา Drawing ด้วย ในเทอมแรกวิชา Drawing กายวิภาคล้วนๆ แบบ ปั้นเลย ไม่เสียแรงแฮะที่เลิกวิชานี้เป็นวิชาเอก ได้ความรู้อะไรหลายอย่างเพิ่มขึ้นด้วย ร่างกายของคนนั้นช่างมหัศจรรย์ จริงๆ ว่ามั๊ย (ใครนะสร้างมา เก่งเป็นบ้า) ส่วนคะแนนก็เหมือนเคย ๆ พึ่งยังคงเป็นอันดับต้น ๆ ของห้องอยู่ ยิ่งปั้นยิ่งสนุก เหนื่อยก็ตอนขนดินเพื่อมาขึ้นรูป กับตอนเก็บดินเนียะแหล่ะ (ยิ่งตอนขนดินหลังจากเอาดินลงไปเก็บเนียะยิ่งเหนื่อยเพราะว่าใช้พลังงานมหาศาลหลังจากตอนปั้นไปหมดแล้ว เฮือก...) แต่พอมาเห็นผลงานที่ตัวเองทีไรถึงกับอึ๊งกิมกี่ แทบไม่เชื่อว่าผู้หญิงตัวเตี้ย ๆ อย่างเราจะทำได้ (ปีนป่ายแท่นปั้นทุกท่วงท่าเพื่อให้ได้มากซึ่งงานชิ้นงามๆ แต่หลังเปลี่ยนมาเอาเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มาต่อขาแทน -*- ) ประทับใจสุด ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา และนับวันนับวันยิ่งทวีความประทับใจมากขึ้นทำให้พึ่งชักหลงรักวิชานี้ ซะแล้วสิ ( อินเลิฟซะแล้ว เฮ้อ...) มาถึงท้ายเทอมสิ่งที่ทุกคนตั้งตารอคอยก็มาถึงคือการปั้น NUDE แน่นอนหุ่นเป็นผู้หญิง อ้า... ผู้ชายหลายๆคนก็คงตาโต อยากดูเป็นธรรมดา (อย่างว่าแหล่ะ พวกแกไม่มีอย่างพวกฉันหนิ จริง ๆไม่ได้อยากดูหรอกแต่พวกแกอย่างมีแบบผู้หญิงช้ายม้า~*) พอถึงเวลากลับไม่สนุกอย่างที่คิด เหล่าบรรดาเสือโหยทั้งหลายที่ตั้งตาว่าจะได้ดู หุ่นที่เปลือยกายทั้งตัวก็ถึงกับเครียดประกอบกับแสดงความงั่งกันเลยที่เดียว โอเค หุ่นที่เค้ามานั่งเป็นหญิงสาวสวยหน้าตาดีหุ่นใช้ได้ แต่... ให้เวลาปั้นวันเดียว และเหมือนเป็นการสอบความรู้ทั้งเทอมที่เรียนมา ปกติเราเองก็ปั้นแต่หุ่นใส่เสื้อผ้า ปั้นตรงไหนไม่ได้ ก็ใช้วิชามารเสื้อผ้า ปกปิดเอา แต่ทีนี้มันไม่ใช่อย่างงั้น พอเปลือยทั้งตัวก็ต้องปั้นในถูกสัดส่วน ตามหลักกายวิภาคและตามร่างกายของหุ่น ทุกคนเลยต้องควักความรู้ที่สั่งสมมานั่งจับต้นชนปลาย เครียดกัน หัวระเบิดเลย บางคนทนไม่ไหวต้องออกไปดูดบุหรี่ หลายรอบ วันนั้นเหล่าบรรดาสิงอมควันอัดกันเข้าไปหลายตัว ทุกคนพูดเหมือนกันหมด มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย เครียด .... เครียดมาก ๆ แต่พึ่งไม่ดูดบุหรี่ ได้แต่เคี้ยวยางหมากแก้เครียดไปพลาง ๆ ระหว่างที่ทำงาน หมดไปหลายเม็ดเลยวันนั้น แต่ท้ายที่สุด A ก็ไม่พ้นเงื้อมมือพึ่ง แต่ว่าพอออกมาดูไกล ๆ แล้วเหมือนตุ๊กตายางชะมัด บังเอิญปั้นหน้านางแบบญี่ปุ่นไปหน่อย ในที่สุด...ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีในวิชานี้ ต่อมาเป็นประวัติศาสตร์ศิลป์ วิชานี้พึ่งก็ได้บุญเก่าที่ครูนพสอนมาให้แต่ครั้งก่อนอีกเช่นกัน บวกกับพึ่งเองเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเลยค่อนข้างสบาย มีอยู่ครั้งตอนสอบสไลด์ อาจารย์จะสุ่มภาพสไลด์ มาให้เราตอบว่าไปยุคไหน ศิลปะของที่ไหน มีเอกลักษณ์ และมีชื่อว่าอะไร ตอนนั้นเหมือนเล่นเกมแฟนพันธุ์แท้มาก ความซวยของพึ่งที่ดันไปหยิบสไลด์ที่อาจารย์ ไม่เคยเอามาให้ดู แต่ก็ยังพอจำลักษณะได้ เลยตอบถูกซะงั้น จริง ๆ แล้วก็เดาเอานะ แต่ถูกซะหนิเพื่อน ๆ ที่เรียนร่วมห้อง A ที่เรียนในคลาสเดียวกับพึ่งต่างฮือฮากันใหญ่ว่าตอบได้ไง (ยืดเลยตอนนั้น แหะ ๆ) แต่ห้องพึ่งเองสิกลับกลายเป็นโดนอิจฉาซะงั้น อย่างว่าแหล่ะ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ จะไปเอาอะไรมาก คนเราขยันไม่เท่ากันจะมาว่าอะไรเราไม่ได้ วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์เลย คว้า A สบาย ๆ เพรียว ๆ ไปอีกวิชา เท่าที่เล่ามาเหมือนชีวิตในปี 2 ของพึ่งค่อนข้างจะสนุก แต่ทว่า ยังมีวิชาที่ทำให้พึ่งหดหู่อย่างองค์ประกอบศิลป์ วิชานี้ยอมรับเลยว่าท่าดีทีเหลวไม่เป็นน้ำเป็นท่า เนื่องจากทำงานโดยการกำหนดหัวข้อ ใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์มาสร้างเรื่องราว ซึ่งไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทำงานเป็นแพทเทิล ไม่มีเรื่องราว ความยากอยู่ที่ต้องสร้างเรื่องให้กับภาพ - -* (พวกสร้างภาพ) อันนั้นไม่ใช่ปัญญหาสำหรับพึ่ง แต่ปัญหาอยู่ที่หัวข้อที่กำหนดให้มันดันซ้ำกัน หัวข้อเดียวหลายๆอาทิตย์ บางทีทำให้คิดอะไรไม่ออก เพราะว่าโชว์ศักยภาพให้ในอาทิตย์แรกๆ ไปหมดแล้ว พอมาอาทิตย์หลัง ๆ เลยหมดมุก แป๊กง่ะ คนเราเจออะไรซ้ำ ๆ กันย่อมเบื่อเป็นธรรมดา แถมยังทำให้เราแป๊กบ่อย ๆ อีกตั้งหาก อย่างว่าทำอะไรซ้ำ ๆ กันมันก็เลยไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ อีกประการด้วยเหตุที่ว่าพึ่งเรียน 7 วัน ใน 1 สัปดาห์ ทำให้ วิชานี้พึ่งไม่ค่อยมีเวลาได้ทำเต็มที่เท่าไหร่ กว่าจะกลับมาถึงหอก็เย็น เหนื่อยต้องมานั่งทำการบ้านอีก ทำให้นอนไม่เป็นเวลาสุขภาพแย่เลย โทรมมากช่วงนั้น ส่วนคะแนนก็ผีเข้าผีออก บางทีก็ A บ้าง หนักสุด ร่วงไป เป็น D เลยก็มี คะแนนเฉลี่ยเลยออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่ที่ B จัดว่าค่อนข้างแย่เลยนะนั้น หดหู่มากเลยวิชานี้ ไม่เหมือน ปี 1 เลย เฮ้อ....
จากการที่พึ่งเรียน 7 วันทำให้พึ่งไม่มีโอกาสได้พักผ่อนเหมือนชาวบ้านเค้า ช่วงนั้นพึ่งโทรมมากตอนนั้นไม่มีโอกาสได้แต่งตัวสวย ๆ เลยดูไม่ดี ถึงแต่งไปก็ไม่สวยอยู่ดีเพราะว่าทำงานเลอะเทอะตลอด แต่งไปเสื้อผ้าดีๆเราก็เสียหมด หมดราคา จากเสื้อตัวละ 500 กลายเป็นตัวละ 89 ได้ แถมสุขภาพแย่เจ็บออด ๆ แอด ๆ ตลอดเวลา เป็นเหตุทำให้พึ่งต้องหยุดเรียนบ่อย ๆ เหมือนไม่ค่อยได้เต็มที่กับมันเลย เวลาไปเรียนก็จะอยู่ในสภาพโทรม ๆ เลยเป็นอุทาหรณ์ให้อนุชนรุ่นหลังให้รู้ไว้ว่าเวลาจะเลือกลงวิชาอะไร อย่าได้เลือกตามความชอบอย่างเดียว ดู เวลาพักผ่อนด้วย ไม่เช่นนั้นจะเน่าเป็นศพมาเรียนเหอะๆๆๆ ยังไม่จบแค่นั้นสำหรับ ปี 2 ยังมีต่อนะ เอาไว้จะมาเล่าต่อในตอนต่อไปแล้วกัน สำหรับวันนี้ สวัสดีจ้า
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป )
~Oo๐. วันรับปริญญาที่แสนทรมานแต่ทว่า...? .๐oO~แครกกกกก....แครกกกกก....วันนี้เป็นอีกวันที่พึ่งเดินลากขาและเท้าเล็ก ๆ ของตัวเองเดินกลับบ้าน อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ ที่พึ่งต้องใส่รองเท้าส้นสูง เพื่อให้เคยชินกับการเดินในวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่พึ่งจะได้ใส่มันวันรับปริญญา ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาพึ่งแทบจะโยนรองเท้าส้นสูงทิ้งหลายรอบ ทั้งเจ็บ ทั้งปวด บวกกับความรำคาญ ใส่รองเท้าบ้านี้แล้วเดินไม่ถนัดเอาเสียเลย หลายครั้งที่พึ่งแอบถอดเดินเท้าเปล่าบ้างจนเท้าดำไปหมด เอาหน่ะดีกว่าทนใส่รองเท้านี้เจ็บจริง ๆ ความเจ็บปวดของเท้าพึ่งก็ยังไม่สู้ความเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งรอคนอื่นรับปริญญาบัตรจนกว่าจะมาถึงตัวเองและหลังจากตัวเองไปอีก บัณฑิตใหม่เยอะมากเลยปี่นี้พึ่งรับอยู่ช่วงกลาง ๆ พอดีตอนซ้อมนี้มันช่างน่าเบื่อจริง ๆ รอแล้วรออกีหลับไปหลายรอบ เดินลุกไปห้องน้ำบ้างโทรศัพท์คุยกับเพื่อนจนไปถึงแลกที่กับเพื่อน วิ่งไปคุยกันคนโน้นคนนี้ ก็เท่านั้นไม่หายเซง อยากให้รีบซ้อมเสร็จ ๆ แล้วออกไป ประจวบเหมาะกับความหิวโหย พึ่งตื่นมาซ้อมที่ไบเทคบางนาแต่เช้าราวๆ มาถึงก็ราวๆ 6 โมงเช้าเลยทานข้าวตอนเจ็ดโมง ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ พอ 10 โมงกว่าๆ ก็เข้าไปซ้อมในห้องพิธี หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทานอะไรต่อเลยจน 6 โมงเย็นน้ำก็ไม่ได้กิน หิวโหยมากเหอะๆๆ ( เรื่องกินเรื่องใหญ่มักๆสำหรับพึ่งนะ ) พอลงมาจากห้องซ้อม พึ่งรีบถอดรองเท้าเดินลงมาที่ศูนย์อาหาร จักการโซ่ยข้าวกล่องที่แม่ซื้อมารอไว้ให้หมดเกลี้ยงเลย หิวมากพแสร็จก็กลับบ้านนอน แผ่ไปบนพื้นไม้ของบ้านช่างสบายเสียจริงหุหุ และแล้วความทรมานก็หายไป 2 วันที่อยู่บ้านพึ่งพยายามฝึกซ้อมนึกถึงตอนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระเทพฯ ว่าถ้าเราได้ไปอยู่ต่อหน้าท่านแล้วเราจะประหม่ามั๊ย ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า พึ่งชื่นชมในตัวสมเด็จพระเทพฯมาก มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ชอบมาก ๆ เวลาที่ท่านเสด็จไปต่างประเทศแล้วเอาเรื่องราวมาเขียนเป็นหนังสือ มีภาพอ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวกับพระองค์ด้วย ดูท่านเป็นคนที่เรียบง่ายดูสบาย ๆ และใจดีในสายตาของเรามาตลอด พึ่งรักและเคารพท่านมากเลยนะ คิดอยู่ตลอดเลยว่าเราเนียะมีบุญมากมายที่ได้ไปยืนรับปริญญาบัตรกับพระหัตถ์ของท่านเองแบบใกล้ๆ ถึงแม้ว่าเป็นช่วงเสี้ยววินาทีก็ตาม ถึงอย่างงั้นก็เหอะพึ่งก็รู่สึกตื่นเต้น ทั้งกลัวว่าพออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ท่านเราทำตกใจทำผิดทำถูก กลัวมากๆเลยแหล่ะ พอมาถึงวันที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พึ่งตื่นแต่ ตี 3 เพื่อมาอาบน้ำแต่งตัวขึ้นรถไปแต่เช้ามาถึงที่ไบเทค บางนาก็ประมาณ 6 โมงเช้าตอนนั้นมีแต่พวกบางมด( พึ่งรับวันเดียวกับพวกพระจอมเกล้าฯบางมด แต่เป็นรอบบ่าย ) พอมาถึงก็ลงมาถ่ายรูปตามซุ้กับแม่ ป๊า กูเล็ก น้าเล็กและก็แพรอยู่พักจนคนเริ่มเยอะก็เลยหลบไปหาอะไรกินในศูนย์อาหาร คนเยอะมาก ๆ แน่นกว่าวันซ้อมใหญ่อีกพระว่า 2 พระจอมบวกกับบรรดาเหล่าญาติโยมของเหล่าบัณฑิตมาแสดงความยินดีกัน เยอะมาก พึ่งไม่ชอบคนเยอะ ๆ เจอแบบนี้เข้าเลยรู้สึกอึดอัด แน่นหน้ามืดไปหมดจนต้องพึ่งยาดม สูดไปหายปืด อาร์ทกับครอบครัวก็เดินมาหา เรา 2 คอรบครัวนั่งด้วยกันวันนี้แม่ของอาร์ทแต่งตัวสวยดูผิดหูผิดตาจากที่เคยเห็นมากๆ นั่งคุยกันได้ซักพักก็ต้องขึ้นไปรายงานตัวแล้ว พึ่งฝากข้าวของเดินไปกับอาร์ท ถือถุงขนมกับน้ำเข้าไปในห้องบรรจุบัณฑิตเพื่อรอพวกบางมดเดินออกมาแล้วก็เข้าไปนั่งต่อ ระหว่างที่รอพึ่งกินขนมนั่งคุยกับเพื่อนๆ จนหนมหมด ( รู้สึกว่าจะกินทั้งวันเลยนะแกนังพึ่ง) ได้เวลา 10 ครึ่งพึ่งก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ โอ้ว....ต้องขอบอกไปเลยสำหรับสาวๆหรือคนที่กำลังจะเป็นบัณฑิตของพระจอมเกล้าทั้งหลาย ห้องน้ำทั้งในห้องโหลดบัณฑิตและห้องพระราชพิธี น้อยมากๆ ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการ เลยขอแนะนำว่าให้เตรียมตัวเรื่องปากท้องให้ดีเสียก่อนวันจริงไม่ฉนั้นท่านจะทรมานมากมายแสนสาหัสเชียว โดยเฉพาะห้องน้ำหญิง ต่อแถวกันยาวเหยียดมาก เนื่องจากผู้หญิงค่อนข้างจะพิถีพิถันกับเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวและภาระกิจส่วนตัวหลายคนเหมือนกัน ที่ต้องอาศัยบุญบารมีเพื่อนชายพาเข้าห้องน้ำชายบ้าง บ้างก็เข้าห้องน้ำคนพิการบ้าง แต่ยังไงแถวก็ยังยาวอยู่ดี กว่าพึ่งจะได้เข้าก็คุยกับคนที่ไม่รู้จักที่ต่อแถวมาด้วยกันจนสนิทกันไปหมดแล้ว (เนียะแหล่ะมิตรภาพหน้าห้องน้ำ ) กว่าจะได้เข้ารอตั้ง 15 นาที พอพึ่งออกมาจากห้องน้ำก็มาอยู่ในแถว เจ้าอาร์ทนี้สิตัวดี 10.45 เข้าไปแล้วดันมาปวดหนัก เค้ามีกำหนดโหลดบัณฑิต 11 โมง อาร์ทไปเข้าห้องน้ำนานมาก พึ่งเป็นห่วง จะตามเข้าไปก็กะไรอยู่ ง่ะจะให้สาวน้อยน่ารักอย่างเราตามเข้าไปในห้องน้ำชายหรอ มะมีทาง เจ้าเมี่ยงเพื่อนเลิฟเลยเข้าไปตามหลายรอบแต่ก็ยังไม่ออกจนเค้าเริ่มเดินแถวเข้าเครื่องสแกน และตรวจอาวุธ ถึงจะเข้ามาในแถวได้ พลอยให้คนเค้าเป็นห่วง จริงๆเลยเจ้าลิงหนิ พอเข้าไปนั่งที่ห้องพระราชพิธีได้ไม่เท่าไหร่ ด้วยอาการของคนไฮเปอร์ นิ่งเป็นหลับขยับเป็นแดรก(555+)ของพึ่งก็เข้าสิง มันไม่มีอะไรทำเลยนั่งสัปงก รอให้ถึงเวลาพิธี รอนานประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเพลงสรรเสริญ พระบารมีก็ดังขึ้น สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ก็เสด็จเข้ามาในงาน นั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งได้เห็นท่านเต็ม ๆ ตาจำได้ว่าตอนเด็กตอนไปเที่ยวกับแม่เคยเห็นท่านนั่งอยู่ในรถตอนสเด็จไปไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้เห็นพระองค์ท่านชัดมากๆ ครั้งแรกที่ได้เห็นพระองค์ท่านพึ่งรู้สึกดีใจมาก ๆ ในใจพึ่งเหมือนมีอะไรบางอย่างเอ่อล้นทะลักออกมาเลย น่าจะเป็นความปลื้มปิติดีใจมากๆที่ได้เห็นพระองค์ท่านเสียมากกว่า พอได้นั่งก็หลับทันที อ้าว.... ง่วงมากมาย ตื่นแต่ตี 3 มาถ่ายรูปเดินไปเดินมาก็เหนื่อยมากมายของีบซักหน่อย ระหว่างรอนั้นเก่งก็พยายามชวนพึ่งคุย แต่ยังไงพึ่งก็หลับ 555+ คุยจนลิงหลับเนียะสุดๆเอิ๊กๆๆ พอใกล้ๆถึงพึ่งก็ตื่น จนมาถึงแถวตัวเอง ตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ อิอิ ก็เรากำลังจะไปอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของท่านแล้วหนิดีใจมากๆ และแล้วก็ถึงเวลา พอถึงเวลาจริงๆพึ่งกลับไม่กล้ามองพระพักตร์ท่านเลย กลัวมากๆ กลัวว่าเมื่อมองขึ้นไปเห็นพระองค์ท่านจะเกิดอาการประหม่า พึ่งแอบเงยหน้ามองพระพระองค์ท่านิดๆ ท่านหลับ 0.0!!? แล้วก็ถึงคราวที่พึ่งเข้าไปรับปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของท่าน พึ่งก้าวถอยหลังผิด รีบ ๆเดินลงจากเวที แล้วเข้าที่นั่ง พอมีนั่งเห็นภาพที่พระองค์ท่านหลับ แต่มือยังคงส่งใบปริญญาให้กับบัณฑิต ดูแล้วกลับสงสารท่านมากว่าตอนได้รับใบปริญญาบัตรจากท่านเสียอีก ท่านที่งทำงานหนักมากไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน แถมยังต้องส่งใยปริญญาบัตรให้กับบัณฑิต แค่เฉพาะวันนี้ก็ 8000 คนแล้ว ท่านคงเหนื่อยและเมื่อยมากๆ เลย ยิ่งด้วยช่วงนี้เป็นช่วงที่มีพิธีศพของพระพี่นางฯ ดูเหมือนว่าท่านจะยิ่งทรงงานหนักเป็นหลายเท่าเลยทีเดียว พึ่งเห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่าพระบรมวงค์ศานุวงค์ทุกท่าน ท่านทรงอุตส่าห์สละเวลาพักผ่อนหรอทรงงานอื่นๆของท่านมาเพื่อนพระราชทานปริญญาบัตรกับพวกเรา พระองค์ท่านทุกๆพระองค์ช่างมีเมตตาเหลือเกิน มันกลายเป็นความตื้นตันใจมากๆเลยนะตอนนั้นรู้ว่าท่านเหนื่อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พึ่งเคยฝันนะว่าซักวันหนึ่งอยากจะเข้าไปทำงานอยู่ใกล้ๆ ในหลวง หรือสมเด็จพระเทพฯ เราก็รู้อยู่แก่ใจพระองค์ท่านคงไม่ต้องการอะไรมากเท่ากับการเป็นคนดีและคอยช่วยเหลือสังคมเท่าที่ประชาชนของท่านจะทำได้ เนียะแหล่ะหลังจากพึ่งได้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ไปแล้ว เอาแหล่ะต่อไปนี้พึ่งจะทำหน้าที่ของพึ่งให้ดีที่สุดเลย นับเป็นความประทับใจมากที่สุดเลยวันหนึ่งที่พึ่งได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ ใกล้ๆและเป็นเวลานานถึง 3 ชั่วโมง สมแล้วกับความยากลำบากที่พึ่งพยายามมาตลอด 4 ปี และ 1 อาทิตย์สำหรับการทนใส่ส้นสูงที่ไม่ถนัดเอาซะเลย เพื่อสิ่งนี้ความปลื้มปิติยินดีที่ได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ ความทรมาน ตลอดที่ซ้อม 1อาทิตย์ หายไปเลยแหล่ะเมื่อมาเห็นท่านต้องคอยรับส่งใบปริญญาบัตรให้เหล่าบัณฑิตแล้ว ความเมื่อยล้าของเรากับท่านมันเทียบกันไม่ได้เลย พึ่งอยากจะบอกคนไทยทุกคนนะว่าเราโชคดีมากๆที่มีในหลวง มีพระบรมวงค์ศานุวงค์ที่เป็นห่วงเป็นใยรักประชาชนมากขนาดนี้ พึ่งว่าคนทั้งโลกคนอิฉาคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ มีแผ่นดิน มีบ้านที่น่าอยู่แบบนี้ อยากให้คนที่กำลังจะทำชั่วโกงกินทำให้บ้านเมืองและคนอื่นๆได้รับความเดือดร้อนได้มาเห็นความมีน้ำพระทัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกพระองค์มีให้ประชาชนนั้นมากมายมาหศาลขนาดไหน แค่บัณฑิตซึ่งใคร ๆ ก็เป็นได้ ทุกพระองค์ท่านก็มาพระราชทานใบปริญญาบัตรให้เหล่าบัญฑิตทั้งหลายด้วยตัวพระองค์เอง ทั้งเหมือนเป็นกำลังใจให้บัณฑิตทุกคนให้ทำดีตลอดไป และสร้างความปิติยินดีให้กับผู้ที่จบการศึกษาสิ่งเล็ก ๆ น้อยแค่นี้ ใครบ้างนะจะคิดบ้างว่าที่ทุกพระองค์ท่าทำก็เพื่อประชาชนอย่างพวกเรา ในขณะที่พึ่งเล่าเรื่องอยู่นี้พึ่งยังคงจำภาพความประทับใจที่ได้อยู่ใกล้พระพักตร์แม้เพียงเสี้ยวนาทีไม่ลืมเลย ทุกครั้งที่ได้เห็นในหลวงและพระบรมวงศ์ศานุวงค์ทำอะไรเพื่อนประชาชนจะรู้สึกดิใจมากๆ ถึงแม้จะไม่ได้รับโดยตรงก็ตามก็รู้สึกดีใจมากๆเลยค่ะ *สำหรับบทความนี้พึ่งต้องขออภัยนะคะ หากว่าใจคำราชาศัพท์ที่ผิด และอาจไม่เหมาะสม เพราะว่าไม่ถนัดเรื่อการใช้ภาษาจริงๆจ้า *
~. กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆวันนี้ .~(ภาค 2) พึ่งเข้ามาเรียน ปี 1 ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้เดือนกว่าแล้ว พึ่งค่อนข้างล่องลอยอยู่พอสมควร เนื่องจากอาการผิดหวังซ้ำซากทั้งสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากรไม่ได้ แถมสอบเข้าวิจิตรศิลป์ลาดกระบังไม่ติดอีก(ภาคปกติ) พึ่งได้มาเรียนภาคสมทบที่ลาดกระบังซึ่งเป็นภาคที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเพราะว่าคนที่เข้ามาก็คือคนที่สอบไม่ติดที่ไหนเลยก็เลยมาอยู่ที่นี้ มีทั้งสายสามัญและช่างศิลป์ โดยจะเรียนเหมือนภาคปกติหมดทุกอย่าง แยกเป็น 2 ห้องคือห้อง A นั้นก็คือภาคปกติคนที่เรียนจะจะเป็นพวกที่สอบเอนท์ทรานติด ส่วนห้องที่พึ่งเรียนก็คือภาคสมทบเรียกว่าห้อง B อย่างที่รู้ๆคนที่พ่อแม่มีสตางค์เห็นว่าลูกเรียนไม่ติดก็เลยส่งมาอยู่นี้อย่างน้อยก็ยังเป็นมหาลัยของรัฐบาล ทั้งคนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็ไมใด้ตั้งใจจะเรียนจริงๆเลย พึ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เหมือนกัน ทำอะไรดูแย่ลำบากท้อแท้ ทั้งเรื่องเพื่อนในห้องและเรื่องเรียน พึ่งมีความรู้สึกแย่ๆแบบนี้มาเดือนกว่า ๆ อาการนี้ใครเป็นมันก็คงจะเข้าใจนะทรมานสุดๆ เรียนกับคนที่เค้าไม่ได้ตั้งใจเรียนเลยเนียะ อาจารย์ที่ไหนใครเค้าก็ไม่อยากจะสอน มาเรียนก็แค่มาเป็นพิธี เหมือนมาซื้อใบปริญญาเสียมากว่า พวกห้อง A หลายคนเองก็ค่อนข้างจะดูถูกห้อง B อย่างพึ่งเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียน คนที่เค้าใจจริงจะเกลียดพวกนี้มากๆ พึ่งเองก็เหมือนกันเกลียดพวกไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียน เรียนๆเล่นๆจนทำให้พึ่งต้องพลอยตกอับไปด้วย ตอนนั้นพึ่งเข้าใจแบบนี้คิดและมองโลกแย่ ๆ ไปอยู่นานเหมือนกัน พึ่งไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิง จะคบเฉพาะเพื่อนที่เรียนและตั้งใจจะเรียนจริง ๆ เท่านั้น มีโจ้ ม่อน ยอด ซัน ที่พอมาเริ่มรู้จักได้คุยกันมีความคิดที่จะตั้งใจเรียนเหมือนกันก็เลยเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งในเวลาเรียนตลอด วิชา Drawing พวกเราจะแข่งกัน A แรก ๆ ก็มีแค่ Drawing เนียะแหล่ะที่แข่งกันได้ พอทำให้รู้สึกชุ่มชื้นใจบ้างนิดหน่อยที่ยังมีคนคิดเหมือน ๆ เรา ส่วนพวกที่มาจากช่างศิลป์ค่อนข้างจะไม่ค่อยชอบพวกเด็กสายสามัญอย่างพึ่งพอสมควร แต่ก็ต้องทนๆไป
พึ่งโชคดีที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับหัวหน้าห้อง แค่ในช่วงปีแรกของพึ่งก็ดูยุ่ง ๆ อยู่เหมือนกันโชคดีนะที่ได้เจอคนดี ๆ คอยช่วยเหลือพึ่งตลอด พึ่งเนียะยังคิดเลยว่าค่อนข้างจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเวลาเดือดร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็จะมีคนคอยช่วยเหลือดุแลอยู่ตลอด โชคดีมากๆ อย่างว่าแหล่ะคนคนพาล คนพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผลสุภาษิตโบราณเก่า ๆ เนียะใช้ได้ไปทุกรุ่นทุกสมัยเลยนะว่ามั๊ยหล่ะ แต่ว่าอยากจะเป็นคนเก่งเนียะสิต้องแลกด้วยความทุกข์หลายๆอย่าง ทุกข์ที่ไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ห้องเดียวกัน แถมยังต้องคอยทำคะแนนให้ดีไม่ให้ตก ถ้าตกลงไปหรือย่ำแย่ก็จะโดนพวกขี้อิจฉาซ้ำเติม หลายครั้งนะที่พึ่งทำเป็นหูทวนลมแต่ก็ต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวบ้างก็อย่างเงียะแหล่ะ อยากจะได้อะไรมันก็ต้องแลกหรือเสียอะไรไปบ้างไม่มีใครได้ดีไปเสียทุกอย่าง แค่นี้พึ่งก็ถือว่าตัวเองโชคดีสุดๆแล้วจิงมะล้า
...( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป น ะ ค่ ะ ).... ~. กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆวันนี้ .~ วันนี้วันที่ 14 กุมพา ใครก็รอคอยนะวันวาเลนไทน์ใครๆก็คอย ว่าจะมีใครมั๊ยมาให้ดอกไม้หรือช๊อคโกแลคเรา พึ่งเองก็รอคอยนะรอคอยการกลับมาของเจ้าลิงอ้วนหลังจากที่เจ้าลิงอ้วนไปทำงานที่กระบี่ 1 เดือนวันนี้ลงอ้วนจะกลับมาเพื่อเตรียมตัวรับปริญญา เค้าก็เหมือนกัน คิดถึงลิงอ้วนใจจะขาดแล้วหน่ะอยากให้ลิงอ้วนมาหาเค้าตอนนี้ยิ่งดีเลย
ก่อนหน้าวันที่ 14 นี้ ในวันที่ 12 กุมภา เที่ยงคืนการเริ่มวันใหม่อย่างหฤหรรษ์ (มันระทึกจริงๆ) ฉันลุกขึ้นมานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นาฬิกาเปลี่ยนวันและเวลาใหม่เพื่อมาดูผลสอบ ป.โท ที่ศิลปากร มันยังไม่ได้ลงให้เลยเห้อ....อย่างว่าราชการที่ไหนมันจะทำงานเอาตอนดึกๆ เหอะๆๆๆ หลังจากนั้นพึ่งก็ปิดคอม นอนรอผล หลับๆ ตื่นๆ กระสับกระส่ายคล้ายจะเป็นลม พลางคิดว่าถ้ารู้ว่าเราไม่ติดเราจะร้องไห้มั๊ย แล้วถ้าติดหล่ะจะเป็นยังไง. . . ทำไมพึ่งต้องมาตื่นเต้นอะไรขนาดนี้ด้วย อืม....จริงๆตื่นเต้นมากก็เลยจะขอว่าความไปเมื่อครั้งอดีต (เมื่อตอนที่นู๋ยังเด็ก) พอเกิดมาก็ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจเล่นดินเล่นทรายเลอะเทอะ โดนแม่ตีตอนกลับมาบ้านตลอด วันไหนไม่ได้ทำเสื้อผ้าเลอะนี้แสดงว่าพึ่งไม่สบายแม่ว่างั้น วีรกรรมหน่ะหรอ ติสสุดๆเคยเอาลิปสติกของแม่แท่งละเป็นร้อย (ซื้อจาต่างประเทศด้วยมั๊ง) มาเขียนกระจก ด้วยความซุกซนแบบไร้สาระ โดนตีเยยเล่นไม่เข้าเรื่อง 555+ ซื้อดินน้ำมันมาปั้นเล่น (หายหมด เล่นยังไงก็ไม่รู้) ชอบซื้อดินสอสี แอบเขียนรูปในหนังสือเรียนระบายสีให้ในหนังสือเรียนด้วยหนังสือมันเป็นขาวดำหนิหน่าน่าเบื่อออก 5555+ (แต่ละอย่างเน๊อะแก...) พอโตขึ้นมาก็เริ่มรู้ว่ามีอาชีพเป็นศิลปินอยู่ ชอบนะ...อยากเป็น ดูมาจากหนัง ละครก็ไปจำมาพวกนี้ทำตัวบ้าบอดี แปลกไม่เหมือนคนอื่นก็อยากเป็น(อยากเป็นของแปลก) ก็เลยมาหัดวาดรูปเอาจริงๆจังตลอด เริ่มจากวาดการ์ตูนที่ชอบ สมัยประถมมีเพื่อนเลิฟอยู่ 3 คน ชอบการ์ตูนกันมากๆ เราเล่นวาดการ์ตูนกันบ่อยๆ อ่านการ์ตูนซื้อการ์ตูนมาดูกัน ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นแค่ความชอบ แต่พอมาเรียนถึงมัถยมต้น ก็รู้สึกว่าติดสุดๆ การ์ตูนกะพึ่งขาดกันไม่ค่อยได้ เจอร้านหนังสือการ์ตูนที่ไรเป็นต้องแวะส่วนเจ้าเพื่อน 3 คนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่นะเรียนเกี่ยวกับศิลปะเหมือนกันหมดเลยแต่คนละสาขาแถมยังเรียนที่เดียวกันด้วยตอนมหาลัย (โห้!!อย่างกะละครน้ำเน่าเพื่อนที่สาปสูญไปนานเจอกันตอนโต) ตอนมาเรียนม.ต้นเนียะแหล่ะมีช่วงหนึ่งที่มีอาการเบี่ยงเบนอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ พอดีตอนนั้นมีอยู่เทอมสอบเลขได้เกรด 4 ดีใจโครตๆแต่ทว่ามันไม่ได้เข้ากับเราเลยไอ้เรื่องคำนวน หลังจากนั้นเกรดวิชาเลขก็ตกๆๆ ไปทุกเทอมจนม.ปลาย เกรดมันมีจาก 4-0 คิดดู ลดไปทุกเทอม พอมา ม.4 ปลายๆ หลังจากนั้นตกมันทุกเทอมเลย 5555+ หมดไฟนะยิ่งเรียนยิ่งแย่ ช่วงนั้นเบลอๆตัวเองไปพักหนึ่งอยู่เหมือนกันไม่รู้จะไปทางไหน หันหัวไปทิศทางใด แม่ส่งให้ไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ตลอด แต่ก็เหอะอย่างว่าเรียนไปก็ไม่เข้าหัวคนมันโง่โดยสันดาน มีวันหนึ่งหนีเรียนไปเที่ยวแถวดิโอลด์สยาม เยื้องๆมันก็เป็นเพาะช่างอะแหล่ะ ไปเห็นนักเรียนเพาะช่างเค้าเขียนรูปกันอยู่ เออ...ก็นึกขึ้นได้นี้เราลืมตัวเองไปได้ยังไงวะเนียะ เราชอบวาดรูปหนิหน่าเลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ งืมๆ อยู่ดีๆก็เหมือนได้พลังคอสมอส (พลังวิญญาณของเซนต์ เซย์ย่าเข้าสิง) ยิ่งอยากเรียน อยากเรียน อยากทำแบบนั้นบ้าง พอกลับบ้านไปก็ไปขอแม่เรียนวาดรูป.... แม่เองเงียบไปพักหนึ่งอยู่เหมือนกัน ในระหว่างนั้นก็ไปซื้อกระดาษสมุดกะดินสอห่วยๆมานั่งวาดเล่นไปอยู่นานเหมือนกัน และแล้ววันหนึ่งแม่ก็มาเห็น แม่ก็เงียบๆแล้วก็ถามว่าชอบหรอ พึ่งก็พยักหน้า คนสมัยก่อนๆไม่ค่อยจะแนะนำให้ลูกเรียนศิลปะเพราะเข้าใจว่าเรียนไปก็ไส้แห้งค่ะจน แต่งตัวสกปรกรุงรัง ขี้เหล้าเมายา และอีกภาพหนึ่งตามที่ผู้ใหญ่บางคนเข้าใจพวกเด็กอาชีวะพวกช่างกลที่ชอบตีกัน พวกผู้ใหญ่บางคนชอบเอาไปเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกันกับเด็กช่างศิลป์ คือดูยังไงมันก็ไม่ดีในสายตาของพวกเค้าเลย พึ่งก็รู้นะว่าแม่เป็นห่วง แต่พึ่งเป็นแบบนี้ชอบแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แม่ก็คงรู้อยู่แก่ใจคงห้ามไม่ได้แล้ว แม่ก็เลยขอให้เรียนสายสามัญต่อ(ม.ปลาย) ให้ไปหาเรียนวาดรูปจากข้างนอกถ้าอยากเรียนให้เข้าไปเรียนให้มหาวิทยาลัย พอเริ่มเข้าม.4 พึ่งมาเรียนสาย คณิต-อังกฤษ สิ่งแรกที่แม่กะปะป๊าขอมาตลอดไม่ว่าลูกจะไม่ชอบเรียนเรื่อวิชาการขนาดไหนขอเว้นวิชาอังกฤษไว้สักวิชามันจำเป็นมากๆ ทีแรกพึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเรียนๆเล่นๆไปเรื่อยๆ พอวัน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเรียนวาดรูป เริ่มจากเรียนที่สถาบันกวดวิชาทั่วไปก่อน ที่แรกที่สมุดไท พี่คนที่สอนชื่อพี่โชค สอนดีมากๆ ใจเย็นสุดๆสอนให้เรา Drawing ได้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็แค่ระดับพื้นฐาน Drawing สิ่งของทั่วไปได้ แต่พอเริ่มวาดคนก็เน่าๆ ในหลักสูตรที่ไปเรียนก็เน้นแต่พวกสิ่งของ (ของพวกมัณฑณศิลป์) พอจบครอสก็ไปเรียนที่อื่นต่อ ที่อื่นนีก็มีเพื่อนแนะนำให้เข้าไปติวกับเพื่อนๆในมหาลัยศิลปากร ช่วงนั้นเหมือนนรกจริงๆ เสียเวลามาก พวกที่เปิดติวส่วนมากเป็นพวกหน้าม้อ (ขอด่าเลยและกัน) จีบและสอนเฉพาะน้องที่น่าตาน่ารักสวยๆ ส่วนเรามานดำตัวล้ำเตี้ย (เหอะๆๆๆๆแย่จริงก็แม่ให้มาแค่เนียะ ) ไม่มีใครสนใจเป็นไปตามยถากรรมอยู่ช่วงหนึ่งเลยตอนนั้น โชคดีที่ ที่โรงเรียนมีอาจารย์สอนศิลปะเข้ามาใหม่เป็นผู้หญิง สาวๆ แก..น่ารักมากชื่ออาจารย์เล็ก เย็นๆจะไปนั่งคุยกะแกเอางานเอา Drawing เข้าไปให้แกดูอยู่เรื่อยๆพอทำให้ชุ่มชื่นใจอยู่บ้างแหล่ะ ในระหว่างนั้นวิชาสามัญก็มีวิชาคู่รักคู่แค้นอย่างเลขเนียะแหล่ะที่เละเทะไม่เป็นท่า นอกจากพึ่งจะทำไม่ค่อยได้แล้วมันยากนะ ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ ฟังอาจารย์ไปเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา วิชาเลขไม่นั่งหลับก็อ่านการ์ตูน แอบกินขนม วาดการ์ตูน (ถ้าอาจารย์รู้นู๋คงตาย555+) แต่ก็เหมือนเป็นเวลาพักผ่อนของพึ่งเลยที่เดียวเพราะว่า ทุกวิชาพึ่งเองก็ตั้งใจเรียน กลับบ้านก็มาอ่านหนังสือ หัด วาดรูปไม่ได้เหลวไหลเลย จนมาวันหนึ่ง แม่เหมือนไปพบใครคนหนึ่งเข้า แม่บอกว่าให้ลองไปคุยดูก็เลยเอางานที่เคยๆ ทำมาไปด้วย วันนั้นเหมือนสวรรค์ฟ้าโปรดส่งผู้ใหญ่ใจดีมาอุปถัมป์นู๋ ครูเลิศ เปนครูสอนวาดรูปที่พึ่งเคารพมากๆคนหนึ่ง ครั้งแรกที่ไปคุยรู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน เพราะตอนนั้นเคว้งคว้างมากๆเพราะดันไปเจอสภาพแย่ๆในกระบวนการติวให้มหาลัยศิลปากร(ต้องขออภัยอีกรอบตอนนั้นบังเอิญไปเจอคนไม่ดีมาจริงๆ) ก็เลยรู่สึกแย่มากๆ ครูเลิศบอกว่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมภาพพิมพ์หน่ะ ต้องสอบวาดรูปคน โอ๊ย!!ตาย...ตายค่ะตาย พึ่งเคยวาดแค่ครั้งเดียวในชีวิต แล้วก็ไม่เป็นคนด้วย แล้วนี้ก็ใกล้จะสอบแล้ว(ตอนนั้นม.6แล้วด้วย) ก็รู้ๆกันอยู้ของพวกนี้ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างมาซะเมื่อไหร่กัน อาศัยการฝึกฝนความเข้าใจและใช้เวลามากด้วย ครูเลิศอาสาว่าจะช่วยเต็มที่ นั้นมันก็ไม่เหลือเวลาอะไรอีกแล้วพึ่งเองก็เคว้งคว้างอยู่ นั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งตกลงตัดสินใจด้วยความเบลอ "ความเบลอมากค่ะ" และแล้วพึ่งเองก็ตัดสินใจว่าจะลองเชื่อใจครูเลิศดู วันแรกที่เข้ามาเรียนครูเลิศพาเข้ามาให้ห้อง มีผู้ชายหนุ่มๆ อายุ 25+ (ตอนนี้น่าจะแก่แล้ว(แต่ตอนนั้นหล่อนะ -..-)) กะนักเรียนอีก 2 คนนั่งอยู่ ครูเลิศแนะนำให้รู้จัก ว่านั้นคือครูนพและแล้วครูเลิศที่พึ่งตัดสินใจมาเรียนวาดรูปด้วยความเบลอ ก็ยกพึ่งให้ครูนพจัดการ อ้าว!!.... ไหนครูจะเป็นคนอาสาสอนพึ่งเองหนิหน่า ไหงเปงงี้อะครู ด้วยความที่ยังใหม่และวันแรกเลยเออๆ อ่อๆ ตามน้ำไปค่ะ ครูนพขอดูงานเก่าๆพึ่ง แล้วแก..ก็หายไปพักหนึ่งพร้อมกับชีทที่ซีล๊อกมาเป็นปึก 0.0~~!! อะไรหว่า เ รียนวาดรูปนะเอาไรมาให้อ่านเนียะเป็นปึกเลย ครูนพบอกว่าถ้าจะเก่งต้องจำพวกนี้ให้ได้ พึ่งลองเปิดๆดู โอ๊ย!!แม่เจ้า ศัพท์อะไรเนียะ มันเป็นชื่อเรียกอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายภาษาอังกฤษค่ะ แล้วทำไมต้องจำเนียะคิดในใจ เ อาแหล่ะช่างมานเถอะจำก็จำ ไ ม่มีเวลาแล้ว เริ่มบทเรียนการวาดรูปคนมาเรื่อย จนมาได้ 1 เดือนกว่าๆ เด็กอีก 2 คนที่นั่งเรียนด้วยก็หายไปที่ละคน อ้าว...หายมันหายไปไหนวะเนียะ ทำไมเหลือฉันคนเดียวหล่ะ ครูเค้าสอนไม่ดีหรอ พึ่งค่อนข้างจะเงียบๆ ไม่ค่อยคุยนะ เพิ่งมาคุยเก่งเอาก็ตอนอยู่มหาลัยเนียะแหล่ะ เรียนด้วยความเงียบกับครูนพมาตลอด พึ่งก็พยายามจะทำความเข้าใจ แต่รู้สึกมันยากจัง คิดว่าครูนพเองก็คงจะด้วยในใจคงคิด เด็กนี้มันเข้าใจอะไรยากจัง (-*-) วันดีคืนดีแกก็ ควักบัตรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้นมา แล้วพูดว่า. . . " นี้พึ่ง...ดูดีๆนะเดี๋ยวจะหาว่าเราเป็นใครอยู่ดีๆมาสอนพึ่ง เรากำลังเรียน ปริญญาโทศิลปากร อยู่คณะจิตรกรรมฯ " พึ่งจ้องอยู่ เหมือนกันแต่จุดสนใจในบัตรแกมี 2 อย่าง อย่างแรกสาขาที่แกเรียน ครูนพเรียนเอกประติมากรรม อะโห้!! ตัวเล็กนิดเดียวเรียนปั้นคนอะไรเก่งจัง อย่างที่ 2 รูปถ่ายแกกับตัวจริงต่างกันมากในรูปเหมือนมหาโจรยังไงอย่างงั้น (ยังคงรักษาสภาพศิลปิน 5555+) แล้วแกก็เก็บบัตร แล้วก็สอนต่ออยู่กันไปด้วยความเงียบสักระยะ 2 สัปดาห์ต่อมา ศิลปากรก็ประกาศมาว่าจะออกสอบอะไรบ้าง พึ่งก็เอามาให้ครูนพดู ครูนพเองก็ไปหาตำรามาให้พึ่งอ่านเยอะแยะเต็มไปหมด มีอยู่เล่มเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ โอ๊ย!!เล่มบะเร่อ จะอ่านหมดมะวะเนียะ ครูนพยืมมาจากห้องสมุดของมหาลัยค่ะ พึ่งเอาไปหมกไว้ 2 อาทิตย์ แหะ ๆ จนครูนพก็คงจะโดนปรับค่าหนังสือโดยแกไม่บ่นเลยสักนิด (ใจดีจัง) ระหว่างนั้นนครูเลิศก็แวะมาดูพึ่งและให้กำลังใจเป็นระยะๆ พึ่งได้รับกำลังใจจากทั้งครูเลิศและภรรยารวมทั้งคุณครูที่สอนที่นั้นด้วย พึ่งมีโอกาสได้คุยและเริ่มรู้จักทั้งครูเลิศกับครูนพมากขึ้น พึ่งเริ่มถามสิ่งที่พึ่งไม่รู้กับครูนพบ้าง แล้วก็เริ่มคุยกันบ้างเล็กน้อย บ้างครั้งก็เรียนยาวค่ะ เลยเวลาไป บ้างครั้ง 2 ชั่วโมง เกินลิมิต 555+ สุดคุ้มลองมาคิด ๆ ดู คุณครูทั้งหมดที่มาสอนพึ่งมาดูแลพึ่งก็ใจดีเหมือนกันทำให้พึ่งรู้สึกอุ่นใจขึ้นได้บ้าง อบอุ่นดี (ตอนนั้นอยากจะบอกมากเลยนะคะ แต่..ไม่รู้จะพูดยังไง) บางทีครูนพก็เล่าเรื่องชีวิตในศิลปากรให้ฟังอยู่บ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้อยากเรียนนะ เลยยิ่งพยายามเข้าไปใหญ่พอถึงวันสอบพึ่งก็ไปสอบ แต่ผลออกมาไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ มันแย่มาก พึ่งทำ Drawing ได้แค่ 30 คะแนนเอง วันนั้นพอได้ผลออกมาก็เอามาให้ครูนพกะครูเลิศดู ทุกคนเงียบ... แกคงนึกในใจ ไอ้ที่สอนมาแก...เอาไปไหนหมดวะเนียะ แต่คำหนึ่งที่ทุกคนพูดทำให้พึ่งรู้สึกตื้นตันใจมาก คือ.. "ไม่เป็นไรเริ่มใหม่กันนะ พึ่งมีเวลาน้อย ไม่เป็นไรค่อยๆฝึกไป" ครูเลิศเป็นคนพูด ครูนพด้วย พึ่งรู้สึกว่าตัวเองยิ่งต้องพยายามอีกเท่าตัวพึ่งพลาดคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรไปแล้ว ใจแป้วไปเลยอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะแพ้ เพราะว่ายังเหลือเอนท์ทรานอีก (ศิลปากรสอบแยกจากเอนท์ทราน) ตลอดเวลาที่เหลือระยะเวลาที่ผ่านมา ครูนพทั้งสอน Drawing องค์ประกอบศิลป์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และอื่นๆมากมาย (คุ้มยิ่งกว่าซื้อของโลตัส ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล์ในห้าง - -) จนกระทั่งไปสอบ พึ่งตั้งใจไว้ว่าเลือกพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง กับ เชียงใหม่ไว้ แต่ก็เหมือนเดิม พึ่งรู้สึกตัวเองทันที่ว่าพึ่งทำไม่ได้ เก่งสู้พวกสายอาชีวะไม่ได้เลย พึ่งท้ออยู่เหมือนกัน พึ่งเอามาเล่าให้ครูเลิศฟัง แต่ก็ได้รับกำลังใจจากครูเลิศเสมอ จนมาสอบภาคสมทบที่ลาดกระบัง พึ่งมาได้ภาคสมทบที่นี้ (คือเรียนแบบพวกปกติแต่ว่าจ่ายแพงกว่า) ทีแรกก็ดีใจอยู่หรอกแต่ก็รู้สึกว่าเซ็งๆอยู่เหมือนกันที่ต้องมาเรียนแบบที่คนไม่เก่งเค้ามาเรียนกัน ตลอดเวลาพึ่งได้รับกำลังใจจากครูทั้ง 2 ท่านอยู่เสมอซึ่งพึ่งเองก็ดีใจสุดๆเหมือนกัน ที่ได้เจอทั้งครูเลิศและครูนพ (ที่แสนจะใจดี T-T ) หมดฤดูหาที่เรียนแล้ว พึ่ง. . . ยังคงต้องสู้ต่อในที่เรียนใหม่ที่เรียนซึ่งพึ่งเองไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันเลย ความรู้สึกสิ้นหวังไร้กำลังใจทั้งๆที่ตัวเองก็มีที่เรียนแล้วกลับเข้ามาหา แต่ว่าเรื่องและชีวิตมันก็ยังต้องดำเนินต่อไป เราไม่ได้แพ้แค่นี้ ยังต้องเจออะไรอีกมาก ได้แต่หวังว่าอะไรๆจะดีขึ้น
เอาแหล่ะ ติดตามภาคต่อไปของกว่าจะมาเป็นนู๋พึ่งต่อดีกว่าเน๊อะ . . .
(.. โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป .. )
~.ตรุษจีน น้ำตา และการจากไปของเจ้าแมวน้อย ~ ตามจริง วันปีใหม่แบบนี้เค้าถือกันไม่ให้เล่าเรื่องอันเป็นอัปมงคล แต่ว่า... มันก็ทนไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องแบบนี้ เพราะว่ามันให้ข้อคิดกับเราได้เหมือนกัน วันนี้ตอนสายๆอาผู้ไปทำงานแล้วไหว้เจ้าทิ้งไว้โดยปล่อยให้เราหลานสาวน่าตาน่ารักน่าเลิฟ อยู่ดูธุปเทียนให้และเผากระดาษไหว้เจ้า ระหว่างที่เผากระดาษไหว้เจ้าอยู่หน้าบ้าน รถสีขาวคันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าบ้านอาผู้หญิงไปอย่างรวดเร็ว ใจเราคิดอืมๆขับในซอยหนิไม่ได้ลดความเร็วเอาเลย ไม่กลัวตายกันจริงๆพวกนี้จะรีบไปไหน แม่เดินออกมาจากบ้านก็ร้องด้วยความตกใจ "ตายแล้ว!! แมวบ้านใครเนียะโดนรถทับ" ฉันหันไปเห็น ภาพเจ้าแมวสีสทาวตัวน้อยสวมปลอกคอดิ้นทุรนทุรายพลานๆอยู่สักพัก มันก็สิ้นลทบนกองเลือดอย่างน่าเวทนา พลันรู้สึกช๊อคๆอยู่เหมือนกัน น่าสงสารแต่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว มันนอนแน่นิ่งไปแล้วเจ้าแมวน้อย นังพวงแมวบ้านฉันเดินออกมาดูพร้อมกับยรรดาแมวลูกแก๊งค์อีก สองสามตัว แม่พูดกับแมวที่ออกมาดูศพเจ้าแมวน้อยที่อยู่หน้าบ้านว่า อย่าเที่ยววิ่งออกไปหล่ะ ดูรถดูราด้วย แล้วแม่ก็เดินไปบ้านแม่ต้อย(บ้านตรงข้ามบ้านนี้เค้าเลี้ยงพึ่งมาแต่เด็กๆ) ให้มาดูว่าเป็นแมวในบ้านนี้หรือปล่าว แม่ต้อยและน้าติ๋มออกมาดู แม่ต้อยบอกว่าเป็นแมวคนที่อยู่หลังบ้าน น้าติ๋มเลยเข้าไปเรียก คนที่อยู่บ้านทางข้างหลังแม่ต้อยออกมาดู ซักพักใหญ่ๆ แม่และเด็กขี่จักรยานคันสีชมพู ออกมาดูแมวน้อยที่น่าสงสาร ทันทีที่2แม่ลูกเห็นเจ้าแมวน้อยที่น่าสงสารนอนจมกองเลือดนั้น เด็กน้อยก็ร้องไห้โยเยขึ้นมาทันที ฉันเองที่กำลังเผากระดาษไหว้เจ้าอยู่บ้านอาผู้หญิงถึงกับน้ำตาร่วง แม่เด็ก โน้มตัวลงกอดลูกสาวที่ร้องไห้ เธอเองก็ร้องไห้เช่นกันความรู้สึกนี้มันทำให้ทั้งตื้นตัน เสียใจสะเทือนใจฉันมาก ในใจได้แต่แผ่เมตตาให้เจ้าแมวน้อย ฉันเห็นความทุกข์ทรมารตอนมันดิ้นพลาน ก่อนที่มันจะหมดลมหายใจ ดูแล้วสะเทือนใจมาก ยิ่งมาเจอ 2 แม่ลูกที่ยืนร้องไห้ที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่รักเปรียบเสมือนกับคนในบ้านยิ่งรู้สึก เศร้าใหญ่ มันฉันแอบไปนั่งร้องไห้ระหว่างเผากระดาษไหว้เจ้าอยู่ในมุมบ้านของอาผู้หญิง พลางคิดไปว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ต่างก็อยู่ร่วมกัน เลี้ยงมันมาเราก็ให้ความรักมัน ยิ่งนึกถึงกะทิ(ลูกสาว)ที่หายออกไปจากบ้านหลายวันและนังพวงที่เปรียบเสมือนน้องสาวในร่างแมวแล้ว คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเสียมันไปคงจะเสียใจไม่น้อยก็เรารักเราผูกพันธ์ดูแลมัน และตัวมันก็รักและอยู่กับเรามาหลายปีอยู่เหมือนกัน ถึงมันจะเป็นแค่สัตว์เลี้ยงแต่ก็เหมือนคนใกล้ชิดแทบจะเป็นคนในครอบครัว สิ่งนี้ทำให้รู้สึกได้นับวัน มันก็ยิ่งเข้ามาถึง ยิ่งเจ้ากะทิตอนนี้แม่(แม่ใช้แทนคำเรียกตัวพึ่งเองกัยกะทิ)ยิ่งเปฌนห่วงใหญ่เพราะหายไปจากบ้านหลายวัน คงออกไปตามหาพ่อที่ออกไปทำงานหลานวัน แล้วแม่งเองก็ไม่ได้เข้าบ้าน(บ้านของพ่อ)ไปดูลูกเลย ยิ่งเป็นห่วงไม่อยากให้กะทิเป็นเหมือนเจ้าแมวน้อยนั้น ความทุกข์ทรมานนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากเจอ อย่าว่าแต่ระหว่างคนกับสัตว์ คนกับคนเองมันยิ่งแล้วไปกว่านั้นความสูญเสียความทรมานความเศร้าไม่มีใครอย่าเผชิญแต่ก็ต้องเจอ แต่ว่าถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวรับสิ่งนั้นไว้เตรียมทำใจก่อนที่มันจะมาถึง สำหรับร่างไร้วิญญาณของเจ้าแมวน้อย เด็กหญิงเอาหนังสือพิมพ์ห่อไว้แล้วใส่ถุงพลาสติก ห่อไว้แล้วว่างที่ตระกร้าหน้ารถจักรยาน แม่และเด็กน้อยนั้นน้ำตานองหน้าในขณะที่ฉันแอบดูอยู่ในบ้านอาผู้หญิงอยู่ห่างๆ แล้ว สองแม่ลูกก็ขี่จักรยานกลับบ้านพร้อมร่างเจ้าแมวน้อย ฉันปาดน้ำตาแล้วเดินมาเผากระดษต่ออย่างเงียบๆจนเสร็จเรียบร้อย คิดว่าชีวิตไม่ว่าจะคน สัตว์ ต้นไม้ ล้วนสั้นนักไม่แน่นอนไม่รู้วันตายวันตายพรุ่ง อย่างน้อยเราวันนี้ทำดีและให้ดูที่สุด เป็นคนดีและไม่เบียดเบียนใครก็พอสิ่งนี้น่าจะช่วยให้รู้สึกดีได้ เอาหล่ะไม่มีเวลาแล้วฉันต้องทำต่อไป ทำ ทำ ทำสิ่งที่ฉันต้องการทำให้ได้และสำเร็จ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายและตัวฉันเองจบลง
เรื่องนี้มันไม่น่าเอามาพูดในวันตรุษจีนเลยแต่มันช่วยเตือนสติพึ่งมากๆ อย่างน้อยตัวพึ่งก็ต้องเป็นประติมากรหญิงให้ได้ และก็ทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร อยากสร้างวัดหรือบูรณะวัดสักครั้งหนึ่งในชีวิตหน่ะ ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้ได้สักครั้งในชีวิต ทำงานศิลปะต่อไปให้คนรู้จักได้ช่วยเหลือและทำความดี สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดชาตืหน้าฉันได้ขอให้พึ่งได้เกิดเป็นคนที่ทำงานศิลปะและเป็นคนที่ทำดีคิดดีตลอดไปด้วย...สาธุ
ป.ล. พึ่งนี้ห็ธรรมะธรรมโมนะเนียะ - -* ~..เล่าเรื่อง...วิชาทฤษฏีศิลป์(ป.โท)..~พอดีไปสอบ ป.โท วิชาทฤษฏีศิลป์มาเลยเอาข้อสอบมาให้ดูว่ามานออกประมาณไหนเผื่อปีหน้าใครไปสอบจะได้เป็นแนวทางไว้
1.) อธิบายและวิเคราะห์( องค์ประกอบศิลป์ แนวคิด )เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ฉลองครองราชย์ครบรอบ 60 ปี กับ ตราฉลองพระชมมายุครบรอบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยละเอียด 2.) อธิบายแนวคิดของสถาปัตยกรรมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมาโดยละเอียด 3.) นำเสนอแนวคิดส่วนตัว จากกระแสการต่อต้านภาพวาด “ภิกษุสันดานกา” รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 53 4.) วิชาทฤษฏีศิลป์มีความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทยหรือไม่อย่างไร
ซึ่งทั้งหมด 4 ข้อนี้เค้าสั่งมาว่า...อธิบายมาโดยละเอียดและให้เวลา เพียง ** 2 ชั่วโมง ** ถ้าเทียบกับคนที่มีประสบการณ์มากๆเรื่องการวิเคราะห์วิจารณ์นับว่า ลาดกระบังเรามีน้อยมากๆ สำหรับการเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ การเขียน การแสดงความคิดเห็น เรายังสู้เค้าไม่ได้เลย ( เพราะตอนสอบคนอื่นมันเขียนไป 2 เล่มแว้วในเวลา 30นาที ในขณะที่เราเขียนได้ 4 หน้า ( อนาถาโครต ๆ )) ยิ่งไปกว่านั่นเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ยอมรับอีกเหมือนกันว่าบ้านเราไม่แน่นสู้คนอื่นเค้าเลย เพราะว่ามั่วแต่ไปศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะสากลมากกว่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยเรากันเอง เรื่องพระที่นั่งจักรีมหาปาสาทเป็นเรื่องใกล้ตัวแท้ๆ กี่คนจะสนใจ สุดท้ายนี้อยากจะฝากทุกคนว่าบทเรียนที่อยู่ในภาควิชาวิจิตรศิลป์นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับการออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก อยากให้ทุกๆคนไข่วคว้าหาประสบการณ์ ความรู้เพิ่มเติมจากที่เรียนให้มากขึ้นด้วยเพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเองในการทำงานศิลปะในอนาคต อย่าลืม!!ศิลปินบนโลกผุดขึ้นทุกๆวัน คนอื่นเค้าก็อยากเก่งอยากเป็นศิลปิน สั่งสมประสบการณ์อย่างเดียวมันไม่พอต้องหาความรู้ใหม่ๆ และของเก่าเพิ่มขึ้นเสมอด้วย. . . ~..เวลามันช่างน้อยนัก..~ เห้อ.... ความตั้งใจอันไม่ลดละนี้มันเป็นแรงขับดันมหาศาลเลยที่เดียว ปกติเป็นคนทำอะไรไม่คอยจิงจังเท่าไหร่ คิดซะว่าเป็นเรื่องเล่นๆสนุกไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรืออะไรก็ตามก็จะดูเหมือนว่าทำเล่นๆไปซะหมด อาทิตย์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าความเครียดจะทวีพูนมากขึ้น ปกติเราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะสอนเอนท์ทรานหรือตอนทำ THESIS นั้นแค่ให้ความรู้สึกว่า อืม. . .มันเหนื่อย เดี๋ยวผ่านไปอะไรๆก็ดีขึ้นเอง หรืออาจเป็นเพราะมันผ่านไปแล้วเลยไม่รู้สึกอะไร คราวนี้ถึงเวลาสอบป.โทบ้าง ตลอดเดือน 2 เดือนที่ผ่านมาพยายามอ่านหนังสือ ยอมรับเลยอย่างหนึ่ง ตั้งแต่เรียนศิลปะมานี้เรามีความรู้ติดตัวแค่นิดเดียวเอง ยิ่งอ่านมายิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นยิ่งต้องเพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเองมากขึ้น เหมือนว่ารู้น้อยไปว่างั้นก็ได้ โลกมันกว้างมาก 1วันคนเราหลายล้านคนสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ คนบนโลกตั้งกี่ล้านล้านคน วันวันหนึ่งโลกหมุนเร็วจนบ้างทีเรารู้สึกว่าเราตามไม่ทันเลย(ดูเหมือนคนแก่- -*) นี้เป็นสิ่งแรกที่รู้สึกอัดอั้นตันใจในระยะเวลา 2 เดือนกว่าที่อ่านหนังสือ ต่อมาก็คงเป็นเราตัวเรา ปกติไม่ค่อยสนใจไรอยู่แล้ว รอบนี้เหมือนดูถ้าว่าจะเอาจิงเอาจังอยู่เหมือนกัน สัปดาห์ที่แล้วเริ่มรู้ตัวเองว่าเครียดมากทำไรไม่ได้พอมีอะไรก็ตามมากวนใจก็จะรู้สึกหงุดหงิดทันที เริ่มแสดงอาการกินอะไรไม่ค่อยลงกินได้แค่นิดเดียว ต่อมาก็นอนไม่หลับรู้สึกกระสับกระส่ายผวาขึ้นมาทุกที คงเป็นเพราะว่าเรารู้สึกว่าเรายังอ่านไม่พอจริงๆ คนอื่นคงเตรียมตัวไว้มากกว่าเราเยอะความรู้เราก็แสนจะน้อยจะเอาไรไปสู้เค้า นี้สิลำบาก. . . ทันใดที่คิดอย่างงี้ก็จะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมให้กับตัวเอง แต่ไอ้ด้วยเรื่องข้อมูลนี้แหล่ะวันนี้เป็นวันที่ 3 ก่อนสอบ เริ่มรู้สึกตัวเองว่าข้อมูลตัวเองนั้นตีกันพะรุงพะรังอยู่ในหัว โอ้วม้าย...แย่แล้ว!! เหอะๆๆๆ คราวนี้จะทำไงดีเนียะจะเริ่มอ่านใหม่มันจะทันหรือปล่าวโชคดีที่เป็นคนอ่านหนังสือแล้ว Shortnote ตามเลยเอาขึ้นมาอ่าน แต่ก็ช่วยได้เพียงนิดเดียว ความรู้สึกนี้น่าจะเกิดขึ้นกับประการแรกที่ว่าความรู้พอรู้มากเรายิ่งต้องหามากขึ้นเหมือนว่าเรานั้นยังรู้น้อยไปอีก แหน่ะดูเหมือนโลภมากซะจิงเลยนะแก แต่มันก็จิงอีกอยู่ดี เลยทำให้ช่วงนี้เครียดเข้าขั้น วัน2วันก่อนเริ่มมีความรู้สึกว่านอกจากกินไรไม่ค่อยลงแล้วยังมีอาการเหมือนคนแพ้ท้องอีกทั้งๆที่มีประจำเดือน(-*-) กินไรไม่ลง เริ่มกัดฟันบ้างเป็นระยะๆ เบลอเดินชนนู้นชนนี้ตลอดเวลา จนกระทั้งถึงขนาดใครสั่งให้ทำอะไรต้องสั่งให้ทำทีละอย่างสั่งหลายๆอย่างแล้ว จะจำได้อย่างสุดท้าย ไอ้คำสั่งแรกๆเนียะรวน ลืมไปเลยซะงั้น รวมไปถึงจับต้นชนปลายชีวิตไม่ถูก(อนาจแท้) สุดท้ายอาการไม่พึงประสงค์และไม่เคยเป็นก็เกิดขึ้นเครียดจนท้องเสียทั้งๆที่ไม่ได้กินไร รู้สึกว่า ความเครียดนี้ลงกระเพาะ และลำไส้ไปแว้ว(โห้...เวง) เลยมานั่งคิดดูว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงได้เป็นอะไรไปได้ถึงขนาดนี้ทั้งๆที่เราทำใจไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว เอาหน่า..สอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรปีหน้ายังมี นี้พยายามทำให้เผื่อใจไว้ๆสุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนหวังไว้มากเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นได้ขนาดนี้ บ้าคลั่งอ่านหนังสือจนไม่ลืมหูลืมตาขนาดสุขภาพตัวเองเสียไปเลย แทบไม่เชื่อว่าการทำอะไรเล่นๆฮาๆตลอดพอมาทีนี้กลายมาเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจัง ตอนนี้เพราะอะไรก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้เท่าที่รู้ๆ เวลาในการเตรียมตัวช่างเร็วเหลือเกิน ตอนนี้เหลือเวลา 2 วันแล้ว. . . เหมือนวันอันตรายวันหนึ่งกำลังจะเข้ามาถึงจะไหวมั๊ยนะ.... ต่อไปจะเป็นยังไง สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าจะเป็นไงกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไปแล้ว. . . . เห้อ อยากให้มาถึงเร็วๆนะแต่ก็ยังอยากให้เวลามันยาวนานกว่านี้จะได้เตรียมตัวมากกว่านี้หน่อยเหอะๆๆๆ(เขียนเนียะอ่านรู้เรื่องมั๊ย. . .เหอะๆๆ สมองมันเพี้ยนอะ) รับ ทำงาน FINE Art ทุกชนิดค่ะ...สวัสดีค่ะ!!. . .
เนื่องด้วย... ช่วงนี้พึ่งเองก็มีผลงานออกมาบ้างแว้วหากท่านใดสนใจงานของพึ่งหรือต้องการติดต่อเกี่ยวกันงานศิลปะและผลิตภัณฑ์ใน Shop ของพึ่งสามารถติดต่อเข้ามาได้ที่อีเมล์ ได้ทันทีเยยนะค่ะ(เช็คเมล์ทุกวันจ้า MSNก็ได้) ท่านสมามรถชมผลงานของพึ่งได้ผ่านทางสเปชแห่งนี้และสามารถแนะนำติชมได้ค่ะ อ่อขอโฆษณาหน่อยอิอิ...
รับทำงานเหล่านี้ด้วยนะค่ะสามารถติดต่อมาได้จ้าดูซิว่า Shop นี้ทำได้ได้บ้าง
- งานประเภทจิตรกรรม ภาพวาดต่างๆสำหรับตกแต่งบ้าน และสถานที่
- ประติมากรรมตกแต่งประเภทต่างๆ เช่นแกะไม้ สลักหิน หล่อสำริด ไฟเบอร์กลาส ฯลฯ
ลองติดต่อผ่านทางเมล์หรือMSN เข้ามาดูก่อนนะค่ะ อยากได้แบบไหน รูปแบบยังไง จ้า
MSN Emoticons ภาค2ตอนน้องกาต่ายปีศาจ~ฮา.......โล่โอ้....เย้!!!~
สวัสดีเจ้าค่ะคราวนี้พึ่งก็เอาMSN Emoticons มาฝากเพื่อนๆอีกแว้วซึ่งรอบนี้เปงน้องกาต่าย ดูเหมือนจาน่ารักช่ายม้า...~ลองดูอารมณ์ของน้องกาต่ายดีๆ พึ่งรู้สึกว่าเจ้าน้องกาต่ายนี้โรคจิตเล็กๆเหมือนกาน แต่ก็ได้อารมณ์ดีนะเยยขอตั้งชื่อ MSN Emoticons นี้ว่า น้องกระต่ายปีศาจ และต่อไปนี้ขอเชิญพบกันน้องกระต่ายปีศาจได้เยยเจ้าคร่า Emoticons Msn น้องหัวหอม~ อ้า. . . . Emoticons MSN รูปน้องหัวหอม สุดเท่ห์มาแล้น ~
หามาลงให้เด๋อค่ะ Copy เอาไปใช้เยยนะ(จาติดคุกมั๊ยตู) |
|
|