๑นู๋พึ่ง๑ 的个人资料*~นู๋พึ่ง~*照片日志列表更多 工具 帮助

日志


Musuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้น

 

                                                                              Musuem OF Siam กับคำว่า ทำไม ทำให้คนมี ปัญญามากขึ้น

 

มิวเซียมสยาม 087

                                                                                                                                             

                                           คำว่า ทำไม คำเดียวจะช่วยให้เรามี ปัญญา   ประโยคที่ถูกติดตั้งไว้หน้าพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม  แต่ด้วยความวิตถารสุดพิสดารของผู้เขียนแว๊บแรกที่ได้อ่าน จึงกลายเป็น  คำว่า ทำไม คำเดียวจะช่วยให้เรามีปัญหา  ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนอีกคนที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามต่างเฮฮาไปตามๆ กัน พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยามตั้งอยู่บริเวณ ถนน สนามไชย ซึ่งเป็นกระทรวงพาณิชย์เก่า  หรือหากสมัยนี้จำไม่ได้ว่ากระทรวงพาณิชย์เก่าอยู่ที่ไหนให้มองหา  สถานีตำรวจนครบาลพระราชวังแล้วเดินอ้อมไปทางข้างหลังอีกหน่อยก็จะถึง  ข้าพเจ้าและเพื่อนที่ชื่อสาลี่ต่างรู้สึกกลับมาเป็นเด็กอีกครั้งที่ได้มาที่นี้  กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อการเรียนรู้ค่อนข้างน่าสนใจและแปลกใหม่   ซึ่งแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไปในประเทศไทย  เพราะเราสามารถหยิบจับเล่น ส่อง  สัมผัสสิ่งของต่าง ๆได้มากกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่ห้ามหยิบจับสิ่งของขึ้นมาดู  ทำให้เราต้องแอคทีฟมากขึ้นจากที่เคยได้แค่มองของในตู้กระจกจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ กลายเป็นว่าต้องใช้พลังงานมากมายไปกับการชมมิวเซียมสยาม แถมเทคโนโลยียังสุดแสนจะล้ำจนทำให้ผู้ที่เข้าชมอย่างเรา ๆ มองพิพิธภัณฑ์ที่เคยไปชมผ่าน ๆ มาผิดไปเลย  นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหม่และแหวกแนวของคนไทยอย่างมาก ( ซึ่งจริงๆ ต่างชาติน่าจะล้ำไปมากกว่านี้แล้ว )

           

มิวเซียมสยาม 005มิวเซียมสยาม 067

 

                มิวเซียมสยามเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความเป็นมาของคนไทย  ที่มาของคนไทยมากจากไหนแล้วเรามีวิวัฒนาการถึงได้มาเป็นคนไทยอย่างเราๆในสมัยปัจจุบัน  โดยเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเล่าโดยผ่านตัวละครทั้ง 7 คนที่เป็นคนไทยในยุคสมัยปัจจุบันที่ระลึกชาติว่าครั้งหนึ่งในแต่ละยุคสมัยพวกเค้าเป็นคนไทยในสมัยไหนทำอะไรกันมาบ้าง  ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้แตกต่างจากการดูพิพิธภัณฑ์อื่นๆไปเลยเพราะทำให้ดูไม่น่าเบื่อ  สนุกสนานเข้าใจได้ง่ายกว่าการที่มีผู้บรรยายพาเดินชมมากกว่า เพราะมันมาในรูปแบบภาพยนตร์สั้น ๆ ตามจุดต่างๆ ที่เราเดินไป ( หากเดินไปตามที่เค้ากำหนดอะนะ )  แต่การชมพิพิธภัณฑ์ที่นี้แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่ข้าพเจ้าเคยได้ชมมาเพราะสามารถเล่นสนุกกับสื่อต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้ให้   จะบอกไว้เลยว่าพิพิธภัณฑ์นี้ไม่เหมาะสำหรับพวกซึ่มทื่อที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเป็นพิเศษ  เพราะท่านอาจจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยหลังจากเข้าชมที่มิวเซียมสยามแห่งนี้  นอกจากนี้ยังเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของไทยเราที่มีต่างประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศที่เข้ามาทำการค้าขายในประเทศเรา  ซึ่งทำให้เรารู้ได้อย่างหนึ่งว่ากว่าจะมาเป็นประเทศไทยกันมาถึงปัจจุบันนั้นพวกเราได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศมาช้านานและถูกผสมกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียวจนเกิดมาเป็นหลายวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศไทยจนคิดว่าหลายอย่างมาจากไทยแท้ๆ เสียอีก  อีกสิ่งที่ได้ความรู้มากมานมหาศาลและทำให้คนปัจจุบันอย่างเราๆที่เข้าไปชมถึงกับต้อง อึ๊ง!! ไปตาม ๆ กันนั้นคือภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่สมัยโบร่ำโบราณ  จะว่ามันเก่าล้าสมัยใช้ไม่ได้ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีกษัตริย์หรือบุคคลสำคัญของประเทศสิ้นพระชนม์ไปถึงมีงานศพก็จะจัดมหรสพด้วยเพื่อไม่ให้คนไทยเศร้าจนไม่เป็นอันทำอะไร ทำมาหากินไม่ได้  ทำให้เรารู้อีกว่าความจงรักภักดิ์ดีระหว่างประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นมีมานานแสนนาน  หรือในยุคปัจจุบันที่น้ำมันแสนจะแพง  หากจะใช้เครื่องมือการเกษตรที่ทุ่นแรงอาจจะต้องสิ้นเปลืองไปกับค่าน้ำมันที่นับวันนับวันจะสูงขึ้นทุกวันแถมยังทำรายได้ที่เกษตรกรไทยควรจะได้ลดน้อยไปด้วยอย่างการใช้ควายไถนาซึ่งมันไม่ต้องเสียค่าพลังงานสิ้นเปลืองอย่างน้ำมัน  ไม่เท่านั้นมูลของควายยังสมามรถนำมาทำปุ๋ยได้ด้วยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้ามาจากต่างชาติเลย  หากชาวนาไทยสมัยนี้ขยันซักนิดลงแรงอีกสักหน่อยคงจะได้รายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น  แม้กระทั่งของเล่นเด็กในสมัยก่อนที่ประดิษฐ์เล่นกันล้วนหากลองมาศึกษาดี ๆ ของเล่นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนอาจคาดไม่ถึง  เช่น จักจั่น  ซึ่งหลักการเสียดสีที่ทำให้เกิดเสียงหรือของเล่นที่ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งกับมันมากคือ ของเล่นที่มีลักษณะที่ทำมาจากจักสานใช้นิ้วสอดเข้าไปแล้วดึงตรงปลายจะดึงนิ้วออกมาไม่ได้ (จำชื่อไม่ได้แต่น่าจะเรียกว่างูหนีบไรเนียะแหล่ะ) จนมาสุดท้ายเรื่องประเพณีความเชื่อที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับคนสมัยนี้แต่จริง ๆ แล้วแฝงไปด้วยกุศโลบายในการสั่งสอนของผู้ใหญ่ที่ยังไงก็รู้ว่าเด็กยังไงก็ต้องกลัวผีมากกว่าอย่างอื่นในโลกอยู่แล้ว  ข้าพเจ้าและเพื่อนเองก็หมดพลังงานไปกับพิพิธภัณฑ์ไปกับมิวเซียมสยามนี้พอสมควร   จนสุดท้ายหลังจากที่ข้าพเจ้าและเพื่อนสาลี่ได้ชมจนครบหมดแล้วต้องลงมานั่งสูบกาแฟที่ชั้นล่างซึ่งอยู่ด้านล่างในห้องขายของที่ระลึกเพื่อเติมพลังก่อนกลับบ้านกันยกใหญ่

                ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนกลับมากลายเป็นเด็กอีกครั้งเพราะหยิบจับของต่าง ๆ ที่เป็นสื่อในการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน  รับรองได้ว่าหมดยางอายไปได้เลยเมื่อเข้ามาในมิวเซียมสยามแห่งนี้  ตอนนี้มิวเซียมสยามยังให้เข้าชมได้ฟรีอยู่  แต่ว่าไหน ๆ ก็มาแล้วตู้ใส ๆ สี่เหลี่ยมข้างหน้าก็ไม่น่าพลาดที่ผู้เข้าชมที่มาเล่นสนุกและได้ความรู้มากมายจะบริจาคทรัพย์ส่วนตนซักเล็กน้อยเพื่อพิพิธภัณฑ์แบบนี้จะได้อยู่กันคนไทยแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่คิดริเริ่มสื่อการเรียนรู้ที่สนุกและแตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์เดิมๆ ด้วยอย่างน้อยจะได้เป็นแนวทาง  เผื่อจะช่วยพิพิธภัณฑ์โบราณล้าสมัยอื่นๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกสนานให้เราได้สนุกแบบนี้อีกต่อไป...

                                                                        ๐คุณนายในสายหมอก๐    (MissBeela)

                                                                                                                    ๒๙/๐๕/๒๕๕๑

 

ข้อมูลอื่นๆ...

มิวเซียมสยาม

4 ถ.สนามไชย  แขวงพระบรมมหาราชวัง

เขตพระนคร   กรุงเทพมหานคร   10200

โทรศัพท์ 02  622  2599

 

              

Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)

Oo.มันจะตามรังควาญคุณทุกชาติไป.oO (สืบเนื่องจากข่าวทำลายโบราณสถานเขาพระวิหาร)

                                       

                พอหลังจากทราบข่าวที่มีคนเข้าไปทำลายโบราณสถานในเขาพระวิหารแล้วใจหายอยู่เหมือนกัน  ทำไมคนเราถึงได้สิ้นคิดอะไรขนาดนั้น   ต่อให้คิดจะแก้เคล็ดอะไรก็ตามทีเถอะ  ก็ไม่นึกว่าคนสมัยนี้จะยังเชื่อหรืองมงายเรื่องพวกนี้อยู่  ส่วนตัวแล้วเชื่อเรื่องสิ่งลึกลับที่อยู่รวมกับมนุษย์โลก  ทุกวันนี้ถ้าเราดูดีๆ  มนุษย์เรานอกจะบุกทำลายล้างล่วงล้ำเขตธรรมชาติจนเกิดภาวะโลกร้อนอยู่ทุกวันยังลามปามไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกอีก  นึกแล้วเวรกรรมจริง ๆ ข้าพเจ้าเรียนเกี่ยวกับศิลปะมาการเรียนเรื่องศิลปะสถาปัตยกรรมและความเชื่อต่าง ๆ  ได้พบและได้เห็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดบนโลกในปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นโลกของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์  บางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นและไม่คิดว่ามีจริงก็แสดงพลังอำนาจออกมาอย่างที่คนเราๆสมัยนี้นึกไม่ถึง

                เรื่องเกิดเมื่อสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนปริญญาตรีอยู่  ได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่อุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดสุโขทัย   เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นมุสลิมชอบเล่าให้ฟังว่าเจอเรื่องแปลก ๆมาเยอะระหว่างที่เดินทางไปเพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนอยู่ช่างศิลป์ก็เคยมาวาดรูปที่นี้ตอนกลับเขารู้สึกว่ามีคนตามกลับมาด้วย  เค้าเลยพูดไปพลางๆว่าจะตามก็ตามมา  พอหลังจากนั้นเพื่อนของข้าพเจ้าคนนี้ก็โดนสิ่งที่มองไม่เห็นรบกวนตลอดเวลาเช่นเวลานอนก็เหมือนมีคนจ้องเขาตลอดเวลา  เหมือนมีคนเดินตามเวลาไปไหนมาไหนจนเขารู้สึกอึดอัด  และแล้วในที่สุดเขาก็อยู่ไม่ได้ต้องเอาสิ่งที่มองไม่เห็นพากลับไปส่งที่สุโขทัยอีกครั้ง  พอไปถึงที่เพื่อนก็บอกกับสิ่งนั้นว่า  มาส่งแล้วนะแล้วก็ไม่ต้องตามกลับมาอีก  หลังจากนั้นเค้าก็ไม่รู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหรือจ้องอีกเลย  ในขณะที่ระหว่างอยู่ในช่วงทัศนะศึกษามีเจ้าหน้าที่อุทยานคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีชาวต่างชาติคนหนึ่งได้มาท่องเที่ยวที่นี้แล้วเก็บเศษอิฐของโบราณสถานกลับไปเป็นที่ระลึก  ระหว่างที่ชาวต่างชาติคนนั้นเดินทางกลับประเทศก็ประสบกับอุปสรรคต่างๆนานา จนกระทั่งมาถึงบ้านอยู่ได้ไม่นาน ครอบครัวของเค้าก็ประสบเคราะห์ร้ายไปทีละคน  ในที่สุดชาวต่างชาติกะระลึกได้ว่าเขาได้เก็บเศษโบราณสถานจากสุโขทัยมาและนั้นอาจทำให้เค้าและครอบครับประสบเคราะห์กรรม  เขาจึงนำมันใส่ในขวดแก้วเล็กๆแล้วส่งพัสดุกลับมาที่ประเทศไทยแล้วเขียนจดหมายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างที่นำเศษวัตถุโบราณสถานนั้นมา   นี้ไม่ใช่เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติยังมีอีกรายที่คล้ายๆกัน  ในช่วงที่วัดพระแก้วได้มีการบูรณะซ่อมแซมอาคารต่างๆ  มีเศษกระจกประดับอาคารร่วงลงมามากมาย  ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน  แต่ยังไม่ทันจะกลับประเทศก็โดนสิ่งลี้ลับหรืออาจจะเป็นผู้ที่คอยปกป้องคุ้มครองคนไทยทั้งประเทศอยู่ก็ได้  ตามรังควาญจนต้องเอามาคืนที่เดิมเรื่องนี้จำได้ว่าไปเจอในอินเตอร์เน็ตเวปไซต์ของต่างประเทศเมื่อ 2- 3 ปีก่อนเป็นภาษาอังกฤษ   เรื่องต่อมานี้ไม่นานนักหากใครได้ดูรายการ ตี 10 ที่เกี่ยวกับการระเบิดจิตคงจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งไปเที่ยวนครวัดแล้ว ไปฟังคนแทบๆนั้นล่าว่าหากได้ลูบหน้าอกของนางอัปสร แล้วขอพรจะสมหวังทุกประการ  แต่ทว่ากลับกลายเป็นมาวิญญาณสิ่งที่คอยปกป้องโบราณสถานคอยตามรังควาญ  นางอัปสรก็คือนางฟ้า  ต่อให้เป็นรูปปั้นก็เถิดยังไงมนุษย์อย่างเราๆก็ไม่ควรอาจเอื้อมทำชีกออยู่ดี   ยังมีอีกเรื่อง  เมื่อนานมาแล้วหากเป็นคนโบราณก็ยังคงจำได้ดี  เรื่องนี้แม่ของข้าพเจ้าได้เล่าให้ฟั งครั้งหนึ่งมีคนวิปริตคิดชั่วร้าย  ขโมยดาบของพระบรมรูปทรงม้าแล้วเอาไปขายที่ร้ารับซื้อของเก่า   หลังจากร้านรับซื้อของเก่าได้มาแล้วก็นำมาเก็บไว้ที่บ้านระหว่างนั้นได้ยินเสียงโซ่ลากไปกับพื้นบ้านอยู่ตลอดเวลา  จนทำให้เค้าต้องเอาดาบไปคืน   หรือหากเป็นคนโบราณยิ่งกว่านั้น  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการทิ้งระเบิดลงมาเพื่อจะทำลายสะพานพุทธที่ข้ามไปยังฝั่งพระนคร  คนสมัยนั้นเล่ากันว่าได้เห็นฮ่องเต้ (อนุสาวรีย์พระพุทธยอกฟ้าจุฬาโลกมหาราช) โบกพระหัตถ์ปัดระเบิดไปให้ลงที่วัดเลียบเพื่อไม้ให้สะพานขาด   แถมในช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวายแถบ ๆ วงเวียนใหญ่ลือกันอีกว่าเห็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราชขี้ม้าลาดตระเวนอยู่ทุกคืน บ้างก็เล่าว่ายินยินเสียงม้าควบบ้าง  นี้เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ยินคนโบร่ำโบราณเล่าสู่กันฟัง หลายต่อหลายปาก  ทำให้ข้าพเจ้านึกภูมิใจอยู่ว่าต่อให้สมัยนี้เป็นโลกที่ถูกพัฒนาด้วยความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์  แต่ก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธ์คอยคุ้มครองบ้านเมืองเราให้สงบสุขเรื่อยมา   นั้นคงเป็นวิญญาณความจงรักภักดีความรักในชาตี่เขาห่วงแหนที่มิอาจเสื่อมหายไปไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย  ถึงแม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นก็ยังน่านับถือและภูมิใจอย่างยิ่ง  แตกต่างจากคนเป็นๆที่อยู่กันในสมัยนี้  แก่งแย่งชิงดีทำลายกันเองโดยไม่อายแม้กระทั่งคนเป็นๆด้วยกัน

            เล่ามาแค่นี้คงน่าจะทำให้คนที่ชอบทำลายข้าวของหวั่น ๆ บ้าง  แต่คงยังไม่เชื่อเรื่องบุญกรรมเท่าไหร่สำหรับคนสมัยนี้ข้าพเจ้าคิดว่าหากใครไม่เชื่อเรื่องพวกนี้  ขอแนะนำว่าอย่าไปลบหลู่  เพราะอาจจะเจอพลังอำนาจลึกลับสำแดงเดชออกมาก็ได้  ของแบบนี้หากไม่เจอด้วยตัวเองคงจะไม่เชื่อกันหรอก  สุดท้ายใครก็ตามที่ได้ทำลายมรดกสำคัญของชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม  แต่ให้จำไว้ว่าคุณได้ทำลายประวัติศาสตร์ชาติ และความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ของคุณ  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นมาของชาติบ้านเมืองรากฐานของชาติบ้านเมืองได้  หากเราทำลายไม่รู้จักรักษ์ที่มาของชนชาติเราแล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่าเราเป็นชาติและมาเป็นไทยให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างไร   ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าผู้ที่ทำลายไม่นานคงจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ในเร็ววัน  ไม่เกินอึดใจหรอก . . . .

.โรงเรียนเกลียดวิชา.

.โรงเรียนเกลียดวิชา.

 

                 พอดีได้มีโอกาส อ่านบทความใน hi5 ของน้องสาวคนหนึ่งที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันเขียนเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนพิเศษ   ลองมานึก ๆ ดู เราเองก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ โดยกำเนิด จะมีเรื่องสนุกทำเหมือนเด็กต่างจังหวัดก็คงไม่เท่า  ยิ่งเรียนในกรุงเทพฯ  ลักษณะการแข่งขันเรื่องการเรียนนั้น  สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่เห็นทีจะมีแต่กำเนิด  ใคร ๆ ก็อยากให้ลูกตัวเองมีอนาคตที่ดี ๆ กันทั้งนั้น ทันคน  มีชีวิตที่ก้าวหน้า  การเจียดเงินส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่ดี ๆ ทั้ง ๆ ที่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยอดอยาก   อย่างไรก็ตาม  เรื่องแค่นี้แทบไม่ทำให้คนเป็นพ่อแม่รู้สึกลำบากอะไรเลยเมื่อมานั่งนึกถึงอนาคตที่ดีของลูก  ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าคนเขียนยังไม่แต่งงาน

 ( โสรดดดค่ะ) เพราะฉะนั้นเลยยังหาพ่อพันธุ์ทำลูกไม่ได้ ( เอิ๊กๆๆๆ อยู่ในช่วงคัดเลือกสายพันธุ์ )  แต่สมัยเป็นเด็กแทบจะบอกได้เต็มปากเลยว่าอยู่โรงเรียนและตามสถาบันกวดวิชามากกว่าอยู่บ้านตั้งแต่อยู่ประถมเสียอีก 

                เริ่มจากสมัยประถม  พอเริ่มขึ้น ป.4 ก็ถูกส่งไปเรียนพิเศษตั้งแต่บัดนั้น  เพราะว่าเป็นคนค่อนข้างเรียนอ่อนมาก ๆ (จริงๆ แล้วตอนเด็กเกลียดโรงเรียนโครต ๆ ) เพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 ในโรงเรียนดี ๆ (โรงเรียนหญิงล้วนย่านฝั่งธนฯ ) ในสมัยในจะเข้าโรงเรียนมัถยมต้องสอบเข้าอย่างเดียว  ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยจะอยากเข้าไปเรียนเท่าไหร่  เพราะไม่ค่อยชอบสภาพห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของตึกแถวและที่สำคัญ มันไม่มีช่องแม้แต่จะระบายอากาศให้หายใจออกมาเลย  ต่อให้เป็นห้องแอร์ก็เถอะ  หายใจหายคอกันไม่เต็มปอด ห้องเล็กๆ ห้องนั้นบรรจุด้วยนักเรียนแทบจะเท่ากับ 1ห้องเรียนในโรงเรียนเลยที่เดียว 60 กว่าคน หรือว่าเยอะกว่าด้วยซ้ำ ถึงจะถูกส่งไปเรียนก็ตามที่แต่ก็ไม่ได้สนใจจะเรียนอะไรเท่าไหร่  จนกระทั่งมาอยู่ ป.6 รัฐบาลได้เปลี่ยนจากการสอบเข้าทั้งหมดมาเป็น สอบเข้า 40% เด็กในเขตพื้นที่ใกล้โรงเรียน 40% และจับฉลากอีก 10% และยังมีพวกความสามารถพิเศษและอื่นๆ อีก 10% (ไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วนเท่าไหร่นะคะ )  เพื่อให้นักเรียนไปเรียนโรงเรียนใกล้บ้านกันมากขึ้นลดปัญหาการจารจรติดขัดในช่วงเช้า  เลยมีส่วนร่วมเข้าไปจับฉลากเข้าเรียนกับเค้าด้วย  ซึ่งก็จับได้โรงเรียนใกล้ๆบ้านเนียะแหล่ะไม่ได้เรียนโรงเรียนที่พ่อแม่คาดหวังจะได้เรียนนักหรอก  สรุปแล้วไอ้ที่ลำบากตรากตรำเรียนพิเศษมาตลอด 3 ปี ไม่ได้มีผลอะไรเลยเพราะว่าเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบวัดความรู้แข่งขันกับชาวบ้านเค้า  พอมาเรียนมัถยมก็ยังคงเรียนพิเศษเหมือนเดิม   ย้ายที่เรียนไปเรื่อยๆ ชีวิตยังคงอยู่ในสถาบันกวดวิชาและโรงเรียนเสียส่วนใหญ่  จะได้เข้าบ้านก็ตะวันตกดินเท่านั้นแหล่ะพอตะวันโผล่ออกมาก็ต้องออกจากบ้านไปเรียนแล้ว  เป็นแบบนี้จนมาถึง ม.ปลาย ก็รู้สึกว่าเหนื่อย   ยิ่งมาเรียนสายสามัญโปรแกรมการเรียนเสริมเพื่อสอบเข้ามหาลัยยิ่งเยอะแยะเต็มไปหมด   ถ้าใครเรียนสายสามัญมาจะรู้ว่าในกรุงเทพฯ  มีสถาบันกวดวิชาอยู่ในห้างสรรพสินค้าให้เลือกเยอะแยะมากมายหลายแพ๊คเก็ตราวกับซื้อซิมโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน  แน่นอนการเรียนสำหรับบางคนไม่ใช่ผักใช้ปลาหาซื้อไม่ได้ง่าย ๆ อย่างในสมัยก่อนอยากเรียนมวยไทย กว่าจะรับเป็นลูกศิยษ์เข้าไปร่ำไปเรียนกันได้นั้น  คนเป็นลูกศิษย์นั้นต้องใช้ความวิริยะอุสาหะแสดงความอยากที่จะเรียนให้ผู้สอนได้เห็น  ช่างยากลำบากเหลือแสนต่างกับปัจจุบันเพียงแค่เลือกครอสที่ต้องการจะเรียน แล้วจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคารให้กับสถาบันนั้น ๆคนก็สามารถเข้าไปอยู่ในสถาบันนั้นได้โดยง่ายดาย พูดง่าย ๆ เพียงแค่มีเงินคุณก็เข้าไปนั่งเรียนแบบคนอื่นๆได้  บางสถาบันมีแพ็คเก็ตราวกับสถานเสริมความงาม หรือสินค้าที่ขายกันตามทีวี  หากคุณเรียนแล้วไม่ประสบผลสำเร็จเรายินดีคืนเงินหรือเรียนใหม่ฟรีอีก 1 ครอส ซ้ำร้ายยังมีครอสทดลองเรียนอย่างกับเครื่องสำอางที่แจกกันหน้าห้างขนาดทดลองอีก  นึกแล้วสถาบันเหล่านี้ไม่ได้อะไรการเสนอขายสินค้าชิ้นหนึ่ง ๆ เพื่อทำกำไรฟันรายได้กับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ  ที่บางคนต้องแบมือขอพ่อแม่เอาเงินมาจ่ายค่าเรียนพวกนี้ อีก  นี้ยังไม่นับพวกเด็กเวรตะไลทั้งหลายที่ปากแบมือขอเงินไปเรียนเสริมเสาร์อาทิตย์  พอก้าวไปถึงโรงเรียนเบินหน้าหนีวิ่งไปตากแอร์ในห้างผลาญเงินพ่อแม่ไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย  หรือถ้าเข้าไปเรียนก็ไม่ได้เรียนกับครูที่ในใบโฆษณาสอนจริงๆ  ครูหน่ะสอนจริงแต่สอนในทีวี  ตาย....เด็กไทยพ่อแม่นอกจากเลี้ยงลูกด้วยจอตู้แล้วยังมีครูเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกเวรกรรม  ในสมัยนั้นตัวเองได้เลือกเรียนภาษาอังกฤษ  อย่างเดียวส่วนวิชาอื่นอ่านเองหมดยังมีพวกวิชาพิเศษพวกวาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ที่ต้องออกไปหาเรียนเช่นกัน  ซึ่งวิชาพวกนี้ในสมัยนั้นไม่ค่อยจะมีเปิดสอนตามโรงเรียนกวดวิชาเสียเท่าไหร่ ต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปกรซึ่งจะมีรุ่นพี่เปิดติวน้อง ๆ ตามส่วนต่างๆของมหาลัย  ความซวยของคนเกิดมาไม่ได้มีหน้าตาและรูปร่างเป็นเครื่องมือหากิน  อย่างว่ารุ่นพี่ก็ยังเป็นนักศึกษายังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะอะไร  มันก็สอนแต่รุ่นน้องที่หน้าตาดีๆ น่ารักฉอเลาะ  โชคดีของคนมีบุญ( อีกครั้ง ) ที่เจอผู้ใหญ่ใจดี 2 ท่านมาช่วยสอนให้  โดยแทบจะเรียกว่าต่อให้จ่ายเงินไปเท่าไหร่เค้าก็ขาดทุนเพราะสอนล่วงเวลาจากเช้าจนบางครั้งเลยจนเลยเหยียบเย็นเลยก็มี (เพราะผู้สอนเป็นครูโดยอาชีพไม่ได้แค่มีอาชีพเป็นครู)  พอมาถึงเวลาเอนท์ทรานเข้าจริงๆ ผลสอบออกมาเปรียบเทียบแล้วได้คะแนนสูงกว่าพวกที่แทบจะกินนอนในสถาบันกวดวิชาเสียอีก  ซ้ำร้ายวิชาคณิตศาสตร์ที่เป็นอริกันมาแต่ชาติปางก่อน   สอบที่โรงเรียนกี่เทอมก็ไม่เคยผ่านกลับได้คะแนนเยอะกว่าคนที่เรียกได้ว่าอัจฉริยะของโรงเรียนเป็นเท่าตัว  นึกแล้วโชคดีที่ไหวตัวทันไม่เข้าไปอยู่ในสาระบบสถาบันกวดวิชาเต็มตัวแบบพวกนั้น  พอเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดนอนอยู่บ้านอ่านหนังสือช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระทำงาน  หรือบางคนในกรุงเทพฯ แทบไม่มีใครเข้าไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นเลย  อ้าว....หมายความว่ายังไงกันหล่ะ  ไอ้พวกเข้าไปนั่งเรียน ๆ มันล้มหายตายจากไปไหนกันหมด  ( คาดว่าตายระหว่างสงคราม ( เอนท์ทราน )) คงเป็นเพราะเรียนมากไปหรือเปล่าสมองเลยสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก  หรือว่าเข้าไปนั่งหลับ หรือสุดท้าย  พลังงานหมดระหว่างสอบคัดเลือก  ซึ่งโชคดีสำหรับพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นที่ไม่ต้องจ่ายเงินส่งลูกไปเดินห้าง  แถมยังช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและงานบ้านอีกด้วย (พ่อแม่มีลูกแบบนี้ดีใจตายเลย )  ส่วนตัวยังรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่จมลงไปอยู่กับคนพวกนั้นด้วย 

                พอเรียนมหาวิทยาลัยได้ 2 ปี ก็หางานพิเศษทำ เพราะว่าวิชาประติมากรรมต้องใช้ทุนสูงในการเรียน   เลยหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วย  จึงตัดสินใจเป็นครูสอนพิเศษที่โรงเรียนสอนศิลปะเด็กแห่งหนึ่งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า    หลังจากเรียนรู้งานสอนไปได้ซักระยะเจ้าของก็ไว้ใจให้มาทำงานเกี่ยวกับการเงินคอยรับสมัครนักเรียนด้วย  ช่วงแรก ๆ ที่เข้าไปสอนก็รู้สึกสนุกดีอยู่กับเด็ก ๆ ก็มีความสุขดี รู้สึกชอบที่บางทีได้กลับมาทำอะไรแบบเด็กอีกครั้ง  แต่พอมาเรียนรู้งานรับสมัครนักเรียน  แม่เจ้า!! แทบซ๊อค  เด็กที่เข้ามาเรียนบางคนยังเขียนหนังสือไปเป็นเลย  บางคนอายุยังเข้าโรงเรียนไม่ได้ด้วยซ้ำ  กว่าจะมาถึงบางอ้อก็เข้าใจ  พ่อแม่สมัยนี้บางคนหวังดีกับลูกหวังว่าจะให้ศิลปะเป็นสิ่งที่เสริมสร้างสมองและจินตนาการของเค้าซึ่งอันนี้เป็นเรื่องดีที่ผู้ปกครองบางคนเล็งเห็นประโยชน์ของเรื่องนี้   แต่ผู้ปกครองบางคนด้วยความที่ว่าโรงเรียนที่สอนอยู่ในห้าง  บางคนส่งลูกมาเรียนแล้วลงไปทำสปา  ช๊อปปิ้ง  ทั้ง ๆ ที่เด็กบางคนไม่ได้อยากเรียนพอถึงเวลาก็มารับลูกกลับ  ผู้ปกครองบางคนมือเต็มมาพร้อมกับข้าวของเต็มไม้เต็มมือ  แถมบางคนยังไม่พอเอาแอมเวย์  มิสทีน  กิฟฟารินมาขายครู อีก ( แหม่คุณไม่เท่าไหร่เลยนะหากินกับแรงงานเงินเดือนแค่หยิบมือ ) มานั่งคิดๆ ดูกลับน่าสงสารเด็กพวกนั้นมากกว่า  เด็กเล็กขนาดนั้นน่าจะอยู่กับพ่อแม่มากกว่า  อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้เค้ารับรู้ถึงความอบอุ่น  ครอบครัวสมบรูณ์  และที่สำคัญเด็กเล็ก ๆยังแยกแยะเรื่องความรักที่พ่อแม่ที่มีให้แบบซับซ้อนไม่ได้  การที่พ่อแม่จะแสดงอะไรตรงๆ  หรืออยู่กับลูกด้วยตัวเองน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า  การส่งเค้าไปอยู่กับคนอื่นซึ่งเป็นใครไม่รู้เราเหมือนแค่จ่ายเงินฝากเค้าไว้ซัก 2-3 ชั่วโมงให้เลี้ยงแทน ซึ่งคนที่สอนก็ร้อยพ่อพันแม่ไม่เหมือนกัน  เจอครูดี ๆ ก็ดีไป  แล้วถ้าลูกของคุณไปเจอครูแย่ๆ แล้วเลียนแบบพฤติกรรมนั้นกลับมาทำที่บ้านหล่ะจะเป็นอย่างไร  ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเด็กเล็กๆบางคนเกลียดโรงเรียนด้วยซ้ำการส่งพวกเค้ามาอยู่ห่างไกลบ้าน  ยิ่งทำให้เค้ารู้สึกเบื่อหน่ายการไปเรียนที่โรงเรียนในวิชาหลัก ๆมากขึ้น แทนที่จะเรียนรู้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในโรงเรียน  แล้วเล่นพักผ่อนให้สุด ๆ ในวันเสาร์อาทิตย์ ต้องห่างบ้านห่างพ่อแม่อีกนึกแล้วเด็กพวกน่าสงสารจริง ๆ  ไม่นานนักก็อดรนทนไม่ได้ออกจากงานสอนศิลปะเด็ก (เกิน) ไป   มาทำงานอย่างอื่นเพราะในสมัยเด็กก็โดนกับตัวเองมาแล้วที่ต้องออกไปเรียนทุกวัน ซึ่งจริงเราอยากอยู่บ้านมากกว่าที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แล้วสาบานว่าจะไม่สอนเด็กที่เล็กเกินไปแบบนี้อีกเลย

                ลองมาคิด ๆ ดูจากประสบการณ์ที่เจอมากับสถาบันสอนพิเศษ  กวดวิชาของข้าพเจ้าอาจไม่ราบรื่นนัก  หรืออาจเป็นเพราะว่าส่วนตัวไม่ค่อยชอบระบบแบบนี้มากกว่า  ในสมัยเด็กข้าพเจ้าเองก็เป็นเด็กที่ไม่ค่อยสนใจจะเรียนซักเท่าไหร่  มาถึงตอนนี้ยังนึกตลกตัวเองอยู่เลยที่ไขว่คว้าเรียนเอาเรียนเอาอย่างไม่คิดชีวิต   คงเป็นเพราะอะไรที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน  โรงเรียนธรรมดาอาจจะไม่น่าสนุกสำหรับข้าพเจ้าในสมัยก่อน  แต่ปัจจุบันความคิดความอ่านที่เติบโตขึ้นทำให้ความคิดเปลี่ยนไปหันมาสนใจเรื่องเรียนมากขึ้น  สำหรับพ่อแม่ของเด็ก ๆที่ไม่ชอบเรียน  ขอให้ลองให้เวลาเค้าซักระยะเพราะเด็กกับการเล่นซน  ความไร้เดียงสาเป็นของคู่กัน  พอโตขึ้นอะไรเปลี่ยนไปเค้าก็จะเค้าใจเองว่าทำไมต้องเรียน ทำไมต้องศึกษาหาความรู้  อย่ายัดเยียดให้เรียนตั้งแต่เล็กเหมือนสมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็กเพราะอาจจะทำให้เด็กเล็กๆ เบื่อการเรียนไปเลยก็ได้คะ

 

 

   ** ขอบคุณสำหรับผู้อ่านทุกท่าน ท่านสามารถแนะนำติชมได้นะคะ  สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกๆท่านมีความสุขความเจริญก้าวหน้าทุกๆท่านด้วยค่ะ**

                                                                                                                                                                                          

                                                                                                                                                                   13/05/2551

                                                                                                                                                          ๐คุณนายในสายหมอก๐

โชคชะตาฟ้ากำหนด หรือมนุษย์ผู้เลือกชี้ชะตา

                 

                  ช่วงวันว่าง ๆ 2 - 3 เดือนนี้ ข้าพเจ้าเองค่อนข้างจะทำตัวไร้สาระสุดขีด  กะว่าพอเปิดเทอมแล้ว  จะลงทุนลงแรงตั้งใจเรียนปริญญาโทให้สมกับที่รอคอยมานาน  กิจกรรมต่างๆ จึงเน้นไปด้านความบันเทิงส่วนตัวเสียส่วนใหญ่   เริ่มจากเช็คเรทติ้งในเวปบล็อกต่าง ๆ ทุกๆ วัน ทำตัวเป็นราชินีแผ่นผี ซื้อหนังแผ่น ทั้งถูกและไม่ถูกลิขสิทธ์มาดู   จนกระทั่งตามตรวจดวงชะตาช่วงปีนี้จากหมอดูย่านกรุงเทพฯ  อันที่จริงก็รู้สึกผิดที่วัน ๆ ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า  แต่สิ่งที่รู้สึกผิดสุดๆ ก็คือการซื้อแผ่นผีมาดูเนียะแหล่ะ   เพราะทำงานเกี่ยวกับพวกนี้ มามาก  จะรู้ว่ากว่าจะได้หนังดีๆ มาดู แต่ละเรื่องผู้สร้างจะต้องใช้ความพยายามมากเท่าไหร่กว่าได้ได้มา 1 เรื่องดีๆ มานำเสนอผู้ชม  แต่ก็ไม่วายจะต้องทำเพราะว่า  หนังดีๆ ส่วนใหญ่นั้นร้านขาย ดีวีดี ซีดี ทั่วไปนั้นไม่ค่อยจะมี  จำใจต้องทำบาปเพื่อสนองตัณหาตัวเองไปหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน  หนึ่งในหนังที่หยิบมาดูในช่วงนี้คือการ์ตูนซีรี่ย์เรื่อง

xxx Holic จากค่าย Clamp (อันนี้ถูกลิขสิทธิ์ค่ะ- -. ) ซึ่งเดิมที่ได้ติดตามผลงานที่เป็นภาค มังงะมาอยู่พอสมควร  สิ่งที่ติดใจในการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้อยู่ที่เนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่  ด้วยเนื้อหาเป็นเรื่องของ ความเชื่อ  ความศรัทธา  สิ่งลี้ลับ ตำนาน รวมไปถึงกุศโลบายที่ผู้ใหญ่ใช้สั่งสอนเด็กๆ อย่างเราๆ ในสมัยก่อน  ที่บางทีเลื่อนหายไปจากความทรงจำและชีวิตประจำวันในโลกเทคโนโลยีไปแล้ว  โดยที่มีแม่มดยูโกะและหนุ่มน้อยอายุ 19  ที่ชื่อ วาตานูกิ  คิมิฮิโระ  เป็นตัวดำเนินเรื่อง 

                ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวส่วนหนึ่งได้มาจากการ์ตูนซีรี่ย์เรื่องนี้  ครั้งแรกที่วาตานูกิพบกับแม่มดยูโกะ  ทั้ง 2 ได้ทำการแนะนำตัวเอง ( ซึ่งวาตานูกิไม่รู้ว่าเต็มใจแนะนำหรือเปล่า ) ทั้งชื่อและวันเกิด  นั้นเป็นสิ่งที่บอกตัวตนและโชคชะตาของแต่ละบุคคล  แม่มดยูโกะได้กล่าวไว้กับวาตานูกิแบบนั้น  ในขณะที่วาตานูกิกลับไม่เชื่อจนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนที่แม่มดยูโกะพาวาตานูกิไปดูดวงแล้วพบกับหมอดู ทั้ง 2 คนที่มีลักษณะการดูดวงที่แตกต่างกัน  ซึ่งมาตอนนี้แหล่ะที่ทำให้ข้าพเจ้าทดลองตระเวนไปหาหมอดูตรวจโชคชะตาทั่วกรุง  อันที่จริงก็เป็นคนค่อนข้างเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแหล่ะ  แต่พอมาลองคิดๆดู  การดูดวงนั้นมีหลายแบบ หลายสำนักแตกต่างกันไป แบบแรกที่ข้าพเจ้าไปดูคือแบบเขมร  หมอดูขอวันเดือนปีเกิด อย่างเดียว  อย่างที่ 2 เป็นแขกสำนักนี้มีอะไรแปลกๆ นิดนึงตรงที่ว่ามีการคุยเรื่องสิ่งลี้ลับด้วย ส่วนแบบที่ 3 นั้นดูมา 2 ที่เข้าใจว่าเป็นแบบไทย ๆธรรมดา  ทั้ง 4 ที่ที่ไปดูหมอดูดูตรงกันหมดก็เรื่องคู่ครอง  คือจะได้สามีที่มีตำหนิ คือเคยมีครอบครัวมาแล้ว มีฐานะดี ( อันนี้ช๊อบชอบ ) อาจจะมีลูกติดมาด้วย เป็นชายลักษณะสูงขาว  แต่ขอทีเหอะกว่าจะได้แต่งก็ราวๆ 30 นู้นแต่แหม่  คนที่คบกันปัจจุบันไม่มีลักษณะแบบนี้เลย  เอาแหล่ะเราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าเราจะเจอชายปริศนารูปร่างสูงขาวแบบที่ว่านั้นหรือปล่าว  ส่วนอีกอย่างหนึ่งนั้นคืออาชีพ มี 3 สำนักที่บอกตรงกันว่าต้องทำงานเกี่ยวกับดิน ศิลปะ หรือเป็นนักพูด  ส่วนอีกสำนักหนึ่งบอกว่าต้องเป็นข้าราชการ  สุดท้ายที่ขาดมิได้สำหรับมนุษย์โลกปัจจุบันสมัยนี้คือเรื่องเงินๆ ทองๆ  มี 2 สำนักบอกว่าจะสบายตอนแก่  กะอีก 1 สำนักบอกจะสบายเพราะได้สามีเลี้ยง (โอ้ย...ในฝันเลย อิอิ ) อีกสำนักบอกพอมีพอใช้แต่หมดไปเพราะรักษาตัว ( เราไม่เชื่อสำนักนี้และ )  จากที่สังเกตดูๆ ไปแล้ว ทั้ง 4 ค่ายมีวิธีการดูที่เหมือนกันคือการนำเอาวันเดือนปีเกิด มาดูถึงแม้จะไม่เหมือนกันเลยก็ตามสำหรับผลที่ออกมา  แต่การดำเนินวิธีการเหมือนๆ กันคิอการ ใช้ตัวเลข  เลขวันเดือนปีเกิดของเรานี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยที่เดียวสำหรับชะตาชีวิตของแต่ละคน  ลองมาคิดๆ  ข้าพเจ้าเองก็พบเรื่องประหลาดเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดนี้ไม่น้อยเหมือนกัน   ครั้งหนึ่งสมัยที่เรียนอยู่มัถยมปลายเพื่อนรักของข้าพเจ้า มีวันเดือนปีเกิดที่ตรงกับเพื่อน ชายในห้องอีกคนหนึ่ง  ต่างกันแค่เพศ ชื่อ และเวลาที่เกิด  ตอนเปิดเทอมเดือนตุลา เพื่อนของข้าพเจ้าโทรมาบอกว่าจะหยุดเรียนซัก อาทิตย์เพราะ ขาหักเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนลำบากทำให้ต้องนั่งเรียนแบบเปล่าเปลี่ยวเอกา  อยู่ระยะหนึ่ง  หลังจากเพื่อนรักของข้าพเจ้าได้กลับมาเรียนแล้วไม่ทันจะข้ามวัน  เพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งในห้องที่เกอดวันเดียวปีเดียวปีเดียวกับเพื่อนรักของข้าพเจ้าก็เกิดบาดเจ็บที่เท้า เช่นกันทำให้ทั้งคู่เดินกอดคอกัน   สร้างความเฮฮาให้กับเพื่อนในห้องมาก ( ไม่ได้มีสงสารเพื่อนกันเลย)  คู่ขวัญคู่เป๋ นี้เกิดวันเดียวกันเดือนเดียวกันปีเดียวกัน ต่างกันก็แค่กลางวันกับกลางคืน  เดือนเดียวกันนี้ทั้งคู่เจ็บขาทั้งคู่  นั้นจึงทำให้คิดว่า  วันเกิดปีเกิดนั้นบอกอะไรตัวเราได้หลายอย่าง  ลักษณะนิสัยเหมือนเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตของเราก็เป็นได้  เราลองมาดูตัวอย่างอีกคู่  ในกรณีฝาแฝดมหัศจรรย์  ที่ทั้งคู่มักจะทำอะไรเหมือน ๆ กันเสมอ  แต่วันเดือนปีเกิดไม่ได้มีผลอะไรกับคู่นี้  อีกคนหนึ่งแขนหัก ในขณะที่อีกคนสบายดีทำให้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า คงจะไม่เกี่ยวกันมั้งระหว่างเคล  คนละพ่อคนและแม่แต่เกิดวันเดียวกัน แต่อีกคู่ เกิดพ่อแม่เดียวกัน แต่มีอะไรหลายๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงถึงแม้ว่าคู่นี้จะทำอะไรเหมือนๆ กันก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ทั้งคู่ยังมีชีวิตที่แตกต่างทั้งการงาน และชีวิตอยู่ดี  ส่วนอันนี้มาเจอกับตัวเองเด็กคนหนึ่งเกิดวันและเดือนที่เหมือนกับข้าพเจ้าแต่เด็กคนนี้อ่อนกว่าข้าพเจ้าอยู่หลายปี  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสคลุกคลีกับเด็กที่มีเดือนเกิดและวันเดียวกันพอสมควร  อะไรหลายๆ อย่างจากเด็กคนนี้เหมือนข้าพเจ้าในครั้งวัยเยาว์มากๆ  ที่สำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าช๊อคไปเลยก็ตรงที่เด็กคนนี้มีไฝแต่ละตำแหน่ง เช่นที่มือขวา ตรงแก้มข้างซ้าย และตรงฝ่าเท้าเหมือนข้าพเจ้าเลย  เป็นไปได้มั๊ยว่าวันเกิดนี้เป็นตัวกำหนดลักษณะของแต่ละบุคคลด้วย  นั้นก็หมายความว่าชีวิตเราทั้งหมดที่ผ่านๆ มาฟ้าเป็นคนกำหนดว่าใครจะเป็นอย่างไรมีนิสัย บุคลิก ลักษณะท่าทาง  ชะตาจะเป็นอย่างไรในอนาคตทุกอย่างมันถูกกำหนดมาแล้วงั้นหรือเปล่า   แล้วไอ้คนที่ชอบพูดหน่ะว่าชะตามนุษย์เป็นผู้กำหนดชีวิตลิขิตด้วยตัวเองเค้าไม่เชื่อ หรือไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เลยหรือ  อย่างการที่ข้าพเจ้ามาเลือกเรียนศิลปะทุกๆวันนี้เราเป็นคนเลือกที่จะเรียนเองหรือฟ้ากำหนดมาให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว นี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยอยู่  วันที่ข้าพเจ้าสมัครสอบปริญญาโทข้าพเจ้าได้เช็ควันสอบวันสัมภาษณ์ว่าตรงกับอะไรหรือเปล่า  ทีแรกที่เดียวตั้งใจว่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์ คณะโบราณคดี  แต่วันสอบสัมภาษณ์ไปตรงกับวันซ้อมรับปริญญา  ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสองจิต 2 ใจว่าจะไปเลือก สาขาทฤษฏีศิลป์  แทนซึ่งไม่มีวันสอบวันไหนตรงกับวันซ้อมรับปริญญา  หรือจะเลือกไม่รับปริญญาเพื่อมาสอบเข้าปริญญาโท ด้วยความที่ข้าพเจ้าคิดไว้อยู่นาน  ก็มีบางอย่างมาดลใจให้ข้าพเจ้าเลือกทฤษฏีศิลป์  เพราะกลัวว่าถ้าสอบไม่ติด เราจะแห้วทั้งรับปริญญาและเรียนต่อเลย สรุปง่ายๆ คือปอดแหกลงวิชาอื่นไป พอมาถึงวันซ้อมใหญ่กำหนดการณ์ก็โดนเลื่อนออกไป อ้าวเวร!!! ไม่น่าเลยน่าจะลงประวัติศาสตร์ศิลป์แต่แรก นึกๆไปก็เสียดาย จนกระทั่งมาถึงวันประกาศผลสอบข้าพเจ้าก็สอบติดสาขาทฤษฏีศิลป์  แต่พอลองมาดูสาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ข้าพเจ้าตั้งจะว่าจะลงไว้แต่ไม่ได้ลง  กลับรับนักศึกษาเพียงหยิบมือจากจำนวนนักศึกษาที่ประกาศรับไว้   มานึกดูดีๆแล้วเราหนิมันโชคดีที่ไม่เลือกลงวิชาที่ตั้งใจเลือกไว้แต่แรก ไม่งั้นป่านนี้ก็คงไม่มีที่ซุกหัวเรียนลอยเคว้งคว้างเหมือนปีที่แล้ว  สงสัยคงเป็นเพราะว่าฟ้าคงกำหนดให้เรามาเรียนเกี่ยวกับศิลปะทำงานเพื่อศิลปะอยู่แล้วแหล่ะ 

 

แหม่. . . พอลองมานึก ๆดูสรุปแล้วชีวิตเราสงสัยชะตาฟ้าจะเป็นคนกำหนดเสียแล้ว  นี้ยังไม่นับเรื่องชื่อ

ที่ถูกตั้งมาแต่กำเนิดว่าชื่อเรานั้นบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้ขนาดไหน  สุดท้ายต่อให้ฟ้าจะเป็นผู้กำหนดชะตาเรา

หรือเราเป็นผู้กำหนดชะตาตามที่เราเองลิขิตไว้ก็ขอให้จำไว้เสมอว่าถ้าคนเราคิดดีทำดี  อย่างน้อยหากเราไม่เชื่อว่า

สิ่งลี้ลับมีจริง  ก็ให้เผื่อไว้ว่าอย่างน้อยก็อาจจะมีคนแอบมองเราอยู่  เผื่อสักวันผลความดีของเราจะได้ถูกบอกกัน

ปากต่อปากและเป็นที่ประจักษ์แต่ทุกคนไม่ช้าก็เร็ว  เชื่อเค้าเต๊อะ. . .เอิ๊กๆๆ