๑นู๋พึ่ง๑ 的个人资料*~นู๋พึ่ง~*照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 7 : ระบบนิเวนศ์ในห้องประติมากรรม ) การทำงานศิลปะโดยเฉพาะ สาขาประติมากรรมนั้น สำหรับพึ่งแล้วถูกบรรดาอาจารย์ในสาขาวิชาสอนมาว่าให้รักกันเข้าไว้ มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน เพราะว่าต่อให้งานนั้นเป็นงานของเราโดยแท้จริง งานที่ทำจากมือของเราจริงๆ คิดมาจากมันสมองของเราแต่เราก็ต้องอาศัยเพื่อน ๆ ช่วยเหลือในการทำงานบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ยกตัวอย่างเช่น พอเราทำงานเสร็จ จะยกงานไปแสดงหรือส่งงานยังไงก็ต้องอาศัยเพื่อนๆช่วยกันยกงานไปวางไว้อยู่ดี สิ่งนี้ทำให้คนที่เรียนปั้นมักอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ต่อให้มีหลานแก๊งค์แยกเป็นหลายกลุ่ม สุดท้ายพอถึงเวล่จะเซตงานหรือยกงานเก็บก็ต้องช่วยกันอยู่ดี ไม่เฉพาะเพื่อนๆกันในรุ่นเท่านั้น รุ่นน้องเองก็มีส่วนช่วยเหลือด้วย มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่พึ่งคิดว่า สาขาอื่นไม่น่าจะมี เพราะอย่าง จิตรกรรม หรือภาพพิมพ์ คน เพียงคนเดียวก็สามารถยกงานไปจัดตั้งได้ โดยไม่ต้องขอแรงคนอื่น อาจเป็นเพราะแบบนี้ทำให้ทุกวันนี้ เพื่อนที่เรียนปั้นยังรับรู้ข่าวสารซึ่งกันและกันอยู่ ถึงบางคนจะไม่ชอบหน้ากันก็ตาม แต่พวกเราก็ยังรับรู้สารทุกข์สุขดิบด้วยกันเสมอ
การทำงานรวมกันให้ห้องปั้นนั้นค่อนข้าแออัดยัดเยียดกันพอสมควร ไม่ได้มีเรา ปี 4 เพียงปีเดียวที่อยู่ในห้องนั้นยังมีน้องๆปี 3 ที่ทำงานร่วมกันอยู่ในนั้นด้วย ที่ลาดกระบัง ใครๆก็ว่าพื้นที่กว้างใหญ่กว้างโรงทำงานของสถาบันอื่นๆ แต่อาจจะด้วยจำนวนคนที่เข้ามาเรียนยังไงก็ยังมีพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับพวกเราอยู่ดี พึ่งทำงานปั้นหล่อค่อนข้างสกปรก เลยเนรเทศตัวเองออกไปทำงานอยู่ชายคาตึก มีเพียงหลังคาบังแดดอยู่ใกล้ท่อระบายน้ำกรดของห้องภาพพิมพ์ ฝาท่อเป็นแค่ตระแกรงเหล็กธรรมดา แถมบางช่วงต้องเอาไม้หรือแผ่นเหล็กวางทับไว้เพราะ สภาพตระแกรงเก่าแล้วผุพัง ครั้งหนึ่งพึ่งเคยเดินตกลงไปขาอยู่ในท่อ ระบมไปทั้งตัว ไปหลายวัน ไม่หลุดลงไปในท่อก็ลื่นล้มเพราะแผ่นเหล็กที่พี่ๆ รุ่นก่อนๆเอามาวางทับไว้พอโดนน้ำทำให้ลื่นมาก นับๆดูตั้งแต่พึ่งเรียนมา พึ่งมีอุบัติเตหูเพราะท่อน้ำกรดนี้ 3 รอบได้ แต่พึ่งยังโชคดีที่ไม่เป็นไรมาก (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่) จะเดินก้าวลงทีต้องคอยดู เผลอๆในท่อน้ำนั้นมีงูด้วย ท่อน้ำกรดนั้นยังสร้างความรำเค็ญกับพวกพ้องไม่พอ น้ำที่ขังไว้เป็นแหล่งอนุบาลยุงชั้นดี ด้วยความที่เจ้าลูกน้ำนั้นเติบโตในท่อระบายน้ำกรดกลายสานพันธุ์ทำให้เมื่อมันเกิดมันเป็นยุงที่โหดที่สุดในย่านนี้ เริ่มจากวิธีการกินเลือดของมัน ยุงปกติจะบินก่อกวนคุณไปซักพักก่อนที่มันจะหาเหมาะ ๆ ลงจอด แล้วค่อย ๆ ใช้ปากบรรจงเจาะเลือดบนผิวหนังของเรากว่าเราจะรู้ว่าโดนกัดมันก็จะดูดเลือดของเราและบินหนีไปแล้ว บ้างก็ตะกละดูดจนก้นแดงป่องจนโดนคบตบเลือดสาดกระจายตาย แต่ในกรณียุงบ่อน้ำกรดนั้นไม่ใช่ ด้วยน้ำกรดที่บ่มเลี้ยงมันแต่ยังเป็นลูกน้ำจนโตมาเป็นยุงทำให้ทวีความโหดร้ายและวิธีการกินเลือดอย่างหิวกระหาย ยุงที่นี้เล็งองศาจอดลงบนผิวหนังตั้งแต่ยังไม่เห็นรันเวย์ แถมสายตาของมันช่างดีกะระยะทันทีแค่ยังไม่ถึงตัวมันก็ใช้ปากแหลม ๆของมันเจาะผิวหนังดูดเลือดเราก่อนลงจอดบนผิวเราแล้ว นี้แหล่ะยุงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ยุงซึ่งถูกเลี้ยงเพาะบ่มอนุบาลมาด้วยน้ำกรด ไม่เพียงสัญชาตญาณนักล่าตัวน้อยที่แสนโหดร้าย มันยังพํฒนาภูมิคุ้มกันระบบต่อต้านยากันยุงทุกชนิด สมัยที่พึ่งมาอยู่แรกๆ พึ่งเอาธูปกล่นตระไค้หอมจุดไล่ยุง พอไล่ไปได้บ้างพอนานๆเข้ามันก็เริ่มทน พึ่งต้องมาเปลี่ยนเป็นยากันยุงแบบขดใช้ไปซักพักก็ไม่ได้ช่วยไล่ยุงที่ยกวงค์สาคณาญาติจากท่อกรดขึ้นมากัด ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น ก ย. 15 ทาได้แปบเดียวเท่านั้นมันก็กัดอีก สุดท้ายต้องเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าแขนขายาว ๆ ไม่ให้มันกัดผ่านเนื้อเข้าไปได้ แต่ทว่าไม่มีอะไรหยุดยั้งความหิวโหยของยุงบ่อกรดได้ มันพัฒนาสายพันธุ์ให้ลูกหลานไม่ถึงอาทิตย์ให้ปากของมันมีพลังสามารถทะลุทะลวงกัดผ่านเสื้อผ้า แม้แต่กางเกงยันส์ที่ว่าหนามันยังกัดผ่านไปได้เลย ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ยุงบ่อกรดก็ไม่ละความพยายามหาอาหาร นี้เป็นความทุกข์ทรมานแสนเข็ญระหว่างที่ทำงานในห้องปั้น แต่นี้ยังไม่น้อยไปกว่าสถานที่อันขับแคบเบียดเสียด ซึ่งใครๆก็ว่าห้องปฏิบัติงาน Thesis ของสาขาประติมากรรมลาดกระบังนั้นกว้างใหญ่มีพื้นที่ให้ทำงานเยอะกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ในตอนปี 3 ปีนั้นเป็นปีแรกที่ภาควิชาซื้อเต๊นท์มากางให้นักศึกษาปี 3 ทำงาน แต่ด้วยเต๊นท์ที่กางนั้นอยู่ด้านนอกตัวตึกพวกเรา ปี 3ในตอนนั้นต้องต่อไฟใช้กันเอง พอใช้ไฟกันมากๆ ไฟก็ขาดดับไปทั้งเต๊นท์ทำงานไม่ได้ จะเลี่ยงมาทำงานตอนกลางวันก็ติดเรียน บางทีต้องจุดเทียนทำงานก็มี ยังไงก็ต้องทำเพราะว่าต้องส่งงานตามกำหนด พอมาปี 4 ค่อยดีหน่อยอยู่ชายคาตึกมีแสงไฟจากด้านในตึกพอส่องให้เห็นเวลาทำงานบ้างแต่ก็ยังสว่างไม่พอต้องต่อไฟขึ้นมาใหม่อีก พึ่งโชคดีได้มาทำงานอยู่เกือบริมสุด ข้างๆเป็นเล็กที่เรียนจิตรกรรมแต่ทำงาน 3 มิติ เลยต้องหอบงานลงมาทำข้างๆห้องปั้นด้วย เล็กทำงานเป็นบ้านทำทำจากผ้าเป็นบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ เวลาทำงานดึกๆ บางครั้งพึ่งก็เข้าไปนอนในบ้านของเล็กด้วย ยิ่งช่วงหน้าหนาว บ้านน้อยของเล็กช่วยพึ่งคลายความหนาวได้มาก ต้องขอบคุณเล็กอีกครั้งที่สร้างบ้านหลังน้อยให้พึ่งได้ซบพักให้อุ่นกายในฤดูหนาว แถมบางครั้งยังมีเจ้าเหมียวมานอนซบแนบแอบอิงให้ความอบอุ่นเราอีก แก๊งค์แมวเหมียวในห้องปั้นนี้พึ่งค่อนข้างผูกพันธ์กับพวกมันพอสมควร ก็พึ่งเป็นคนดูแลให้ข้าวให้น้ำมันมาตลอด ที่รักที่สุดก็มีกะทินี้แหล่ะลูกสาวสุดที่รักมันชอบมานอนเฝ้าพึ่งกะอาร์ทเวลาที่เราทำงาน เวลาไปกินข้าวกะทิก็จะเดินตามไปด้วยเหมือนหมาเลย แต่พอหลังๆมันเริ่มพัฒนาเดินตามกลับหอด้วยทีแรกก็ไม่อยากให้มันตามกลับหอไปด้วยเพราะเวลานั่งรถมาตอนเช้าอุ้มมันมาลำบาก แต่ก็อดสงสารมันไม่ได้เจ้ากะทิเดินตามจะกลับบ้านด้วยตลอด พอเวลามันเห็นพึ่งหรืออาร์ทเก็บของมันจะเตรียมตัวออกเดินทางด้วยเหมือนมันรู้เวลา เคยแกล้งมันพูดกะอาร์ทว่าจะกลับบ้านแล้วเดินออกไปมันก็วิ่งตามทำให้พึ่งรู้ได้ว่า มันรู้มากจริงๆ กะทิเชื่องมากแต่ก็ไม่ขี้อ้อนเป็นแมวที่ฉลาดเวลาเอามันมานอนที่หอพึ่งจะปูผ้าให้มันนอน แล้วมันก็จะนอนบนผ้าที่พึ่งปูให้ไม่ขึ้นมาบนที่นอนเลยอีกอย่างที่พึ่งสังเกต เวลาที่พึ่งอาบน้ำแต่งตัวมันจะกระโดดขึ้นมานั่งข้างส่องกระจกด้วย ยิ่งดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด สิ่งหนึ่งที่ทำให้พึ่งรักกะทิมากๆ คือก่อนมันจะเข้าห้องที่หอพึ่งมันจะทำความสะอาดเท้าของมันก่อนเข้าห้อง ผิดกะคนเลยคนบ้างคนเข้าห้องแล้วยังไม่ยอมล้างเท้าเลยจริงๆ กะทิชอบแต่งตัวมากแฟนของกะทิชื่อหว่าว เป็นแมวขาโหดที่อาจารย์ศิรินิตย์ช่วยชีวิตไว้ ตอนมันมาแรกๆอาจายร์อุ้มมาเจ้าหง่าวอยู่ในสภาพช้ำเลือดช้ำหนองเหมือนโดนหมารุมกัด ตรงกลางหลังมีแผลที่มีน้ำหนองไหลตลอดเวลาใหญ่มาก พี่ๆต้องพาหง่าวไปหาหมอดูดหนองออกคอยให้ยาแล้วก็ป้อนข้าวที่แรกนึกว่ามันจะตายแล้วแต่หง่าวก็รอดมาได้ หลังจากแผลหายดีมันก็ใช้ชีวิตอยู่ในตึกมาตลอดเที่ยวเล่นรอบๆตึกจนได้แผลมาบ้าง บ้างทีมาโชกเลือดเลยแต่พอรักษาตัวหายก็ไปเที่ยวต่อ มีอยู่ครั้งความแสบซ่าของมันไปทำอิท่าไม่มาไม่รู้โดนคนงานก่อสร้างเอามีดฟันขาเข้าให้ ลำบากรุ่นน้องในห้องปั้นพามันไปเย็บแผลหาหมออีก แต่ด้วยความที่หง่าวช่างพูดช่างเจรจาเลยทำให้มันเป็นที่รักของคนในห้องปั้นไปด้วย พอพูดถึงเจ้าหง่าวต้องต่อด้วยเจ้าหมาน้าเครียดอย่างไข่ตุ๋น หมาตัวเมียที่รุ่นพี่ป.โทเอามาเลี้ยงเพราะว่ามันตัวเล็กสุดในคอกแถมยังเป็นพยาธิอีกตุ๋นเป็นหมาค่อนข้างตละกละชอบแย่งอาหารแมวกินบ่อยๆ แต่มันไม่เคยแย่งเจ้าหง่าวเลย ตุ๋นจะกลัวหง่าวมากทั้งที่ตุ๋นตัวใหญ่กว่ามันจะยอมให้หง่าวเข้ามากินก่อน แต่กับแมวหรือหมาตัวอื่นๆ มันก็ยังคงแย่งเค้าอยู่ดี ในตึกมีหมาตัวหนึ่งผอมโซมาก เด็กๆในตึกเรียกมันว่าหมาผอม หมาผอมค่อนข้างเป็นหมาขี้ระแวงกลัวแต่ขี้ตื่นมากๆ พึ่งให้อาหารหมาผอมบ่อยๆ จนตุ๋นอิจฉา ทุกครั้งที่พึ่งให้อาหารหมาผอมตุ๋นจะวิ่งไล่หมาผอมให้ออกไปไกลๆแล้วเข้ามากินของที่พึ่งให้หมาผอมเองทั้งๆที่พึ่งก็ เทข้าวอีกกองให้ตุ๋นด้วยมันกินตัวเดียวหมดทั้ง 2 กอง อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนทั้งห้องปั้นต่างพากันขำและโจยท์จรรกันมาจนถึงทุกวันนี้ เวาลาที่พึ่งไปนั่งอยู่ที่ไหนหง่าวก็จะตามมานั่งข้างๆด้วย วันหนึ่งพึ่งกับน้องๆกำลังนั่งเล่นไพ่(การพนันเป็นสิ่งมะดีนะจ๊ะ)อยู่ เจ้าหง่าวก๋มานอนอยู่ข้างๆ ไข่ตุ๋นเข้ามาหลบร้อนใต้โต๊ะวงไพ่ ยังไม่ทันที่ไข่ตุ๋นจะเอนตัวนอนลงไปหง่าวก็ลุกขึ้นมากระโดดเกาะหลังแล้วตบหัวไข่ตุ๋นหนีกระเจิง เสียชาติหมาไปเลยหน่ะไข่ตุ๋นกลัวแมว เพื่อนๆและน้องๆต่างพากันขำใหญ่ แต่ไม่ว่าจะสัตว์อะไรต่างสายพันธุ์กันแค่ไหน พอนึกถึงภาพรวมแล้วก็อยู่ร่วมกันไปด้วยดีถึงแม้จะมีขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงสุดท้ายก็ต้องอยู่รวมกันได้อย่างไม่มีอะไรต้องสะดุด ผิดกับคนทั้งๆที่มีภาษาคุยกันรู้เรื่องแท้ๆ ยังทะเลาะแบ่งแยกขั้วกันเลย
การที่อาจารย์พยายามย้ำเตือนว่า อยู่ด้วยกันเรามีกันแค่นี้ต้องรักกันช่วยเหลือกันให้มาก ๆ แต่ทำไมพึ่งถึงเอาเรื่องสิงห์สาราสัตว์ขึ้นมาพูดอยากให้เพื่อนๆ ผู้ที่ติดตามบทความของพึ่งติดตามชมในตอนต่อไปนะค่ะ สำหรับตอนนี้อยากให้เพื่อน ๆ ผ่อนคลายกันสักหน่อยแล้วเดี่ยวพึ่งจะเข้าประเด็นในตอนต่อไปนะค่ะ สวัสดีค่ะ
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป ) ~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 6 :การค้นพบตัวเองด้วยน้ำตา ) หลังจากผ่านช่วงการเรียนทัศนธาตุจนหมดในตอนนั้นพึ่งรู้สึกเสียเวลามากมายที่อาจารย์สอนเรื่ององค์ประกอบศิลป์ใหม่ในปี 3 มาจนถึงปัจจุบันพึ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งทำให้รู้ว่าการเรียนทัศนธาตุเบื้องต้นนั้นแสนจะสำคัญขนาดไหน เพราะถ้าขาดความรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์ประกอบศิลป์ไปจะทำให้เราขาดความเข้าใจเกี่ยวกับงานศิลปะแถบจะทุกแขนงเลย ถึงแม้ว่าศิลปะที่พึ่งเรียนจะออกมาเป็นรูปธรรมก็ตามทัศนธาตุยังให้ผลไปถึงศิลปะแนวนามธรรมอย่างดนตรีด้วย จะมาเข้าใจก็ตอนโตเนียะแหล่ะ แต่ตอนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่านะที่เราตั้งใจเรียนแต่ทีแรกเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้ามแต่ใช้ไปจนตายจนชีวิตหาไม่เลยทีเดียว หลังจากนั้นพึ่งก็ได้เริ่มบทเรียนที่เรียกว่ายากไปอีกขั้น บางคนอาจจะบอกว่าง่ายแสนง่าย แต่สำหรับบางคนเรียนให้ไปจนหมดลมหายใจตายก็ยังหาไม่เจอนั้นคือรูปแบบเฉพาะความเป็นตัวตนของตัวเอง ( Individual ) ซึ่งใครก็ตามที่ผ่านช่วงนี้ไปได้ จะรู้เลยว่าคุ้มมากมายแค่ให้กับการเสียเวลา เสียน้ำตา เสียกำลังใจ เสียอารมณ์
ในคราวแรกสุดหลังจากที่อาจารย์ให้โจทย์มาวันนั้นพึ่งเริ่มจากความชอบของตัวเอง พึ่งชอบตุ๊กตาผู้หญิงนะ พวกตุ๊กการ์ตูนญี่ปุ่น ตุ๊กตาประจำชาติ โมเดล แบบจำลองต่างๆ ลองมานึก ๆ ดู ทุกวันนี้เราหนิต้องเป็นโลลิคอนแน่เลย 555+ แต่ถึงพึ่งชอบก็ไม่มีปัญญาซื้อเพราะตุ๊กตาพวกนี้แพงมาก ซื้อมาก็ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหนอีก จำได้ว่าตอนวันเกิดครบ 18 ปี พี่ชายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ซื้อตุ๊กตา 7 นางฟ้าของจีนให้เป็นของขวัญวันเกิด นางฟ้าที่พึ่งได้มาเป็นนางฟ้าที่ยืนถือหนังสืออยู่ ตัวเล็กมากความสูงแค่คืบมือพึ่งเอง (มือพึ่งเล็กหน่ะ) รายละเอียดนี้สุดๆ เนียบกริ๊บถูกใจมากเลยเก็บรักษาตุ๊กตานางฟ้าไว้เป็นอย่างดี พึ่งวางไว้บนหัวนอน เอามาเชยชมอยู่ทุกวัน เห็นแล้วอยากทำได้แบบนั้นบ้าง พี่ชายบอกว่าตุ๊กตานี้ราคาแพงมาก ก็สมควรอยู่หรอกสวยขนาดนี้ แถมคนทำปั้นเองกับมือด้วย (เป็นงาน hand makeจากประเทศจีนเลยแหล่ะ ) พึ่งเลยค่อนข้างทะนุถนอมมันเป็นพิเศษ วันหนึ่งด้วยสัญชาตญาณความซุ่มซ่ามของพึ่ง ระหว่างที่ทำความสะอาดห้องอยู่พึ่งก็หยิบจัยยักย้ายของไปมาเพื่อทำความสะอาดหัวเตียง และแล้วตุ๊กตานางฟ้าน้อย ก็ตกลงกับพื้น เฮือก... ของฝากจากประเทศจีน ของขวัญวันเกิดจากพี่ชายของฉัน แม่เจ้า!!! หลอนเลยทำอะไรไม่ถูกพึ่งเลยเอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเก็บไว้ (ตอนนี้มันเป็นผงไปแล้วอะ) เสียดายจริงๆ พึ่งชอบตุ๊กตาตัวนั้นมาก ๆ จะปั้นใหม่ตอนนั้นฝีมือก็ไม่ถึง ก็เลยได้แต่นั่งเศร้า จากความที่พึ่งชอบเหล่าตุ๊กตาแล้วก็อยากทำ นางฟ้าน้อยของขวัญวันเกิดเป็นอย่างเดิมก็เลยทำให้พึ่งมาปั้นผู้หญิงในรูปร่างต่าง ๆ ในช่วงปี 3 เทอม 2 งานของพึ่งเลยมีแต่รูปผู้หญิงต่างๆ หลายท่ากันไป พอต่อมาปี 4 เทอมแรก ปีนี้ต้องจริงจังกว่าเดิม ต้องมีเนื้อเรื่องแล้ว แล้วเรื่องที่จะเอามาทำต้องต่อยอดไปจนถึง Thesis ได้ด้วย งานนี้หัวระเบิดเลย พึ่งเริ่มจากเด็ผู้หญิงกํบดอกไม้อีก อยากจะแสดงความแตกต่างของผู้หญิงที่มีความหลากหลาย แต่ว่าโดนสกัดดาวรุ่ง เมื่ออาจารย์บอกว่ามันทำไปแล้วรับรองได้ไม่ถึงดวงดาวแน่นนอน แถมยังเจออาจารย์อีกคนบอกให้เลิกปั้นผู้หญิงอีก อ้าว... ม่ปั้นผู้หญิงแล้วจะปั้นอะไรอะ ทุกวันนี้ก็ยังนึกไม่ออกค่ะ ยังนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ถ้าเราไม่ปั้นผู้หญิงแล้วเราจะเอาอาไรไปหากินหล่ะเนียะ พอ 2 - 3 อาทิตย์ต่อมาก็พยายามหลีไปปั้นไอ้ที่ไม่ใช่ผู้หญิงเลย เอารูปต้นไม้ดอกไม้มาทำ แต่ก็ยิ่งเน่าลง เน่าลงทุกอาทิตย์ที่สงสเก็ต แถมโดนว่าสารพัดเครียดจนร้องไห้เลย มีอยู่ครั้งที่ทนไม่ได้ พอส่งงานเสร็จเดินออกจากห้องไปแอบร้องไห้เลย อาจาร์ย มงคล เห็นความย่ำแย่ลงของสเก็ตทุกวัน ๆ
แถมยังหาเนื้อไม่ได้น้ำท้องน้ำกว้าง ๆ แก..เลยบอกไปประกาศยกเลิกให้กลับมาปั้นผู้หญิงอีก ทีนี้ก็เหลือเนื้อเรื่องพึ่งเองก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่ทำให้สะเทือนใจและประทับใจมาก ๆ ด้วย อย่างที่พึ่งบอกไปแล้วว่าบางคนค้นหามาตลอดชีวิตก็หาไม่เจอมันยากจริง ๆ นะ หลังจากที่พึ่งร้องไห้สุดปัญญาจิงวันนั้นพึ่งก็โทรหาครูนพบอกครูนพไปว่าพึ่งลงเรียนเอกปั้น ได้คุยกับครูนพนิดหน่อย (จำไม่ได้แล้วคะว่าคุยอะไร จำได้ว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่โทรหา ) จำได้แค่ว่าไว่พึ่งมีอะไรจะโทรปรึกษาครูนะคะ ครูนพก็บอกว่ายินดี หลังจากนั้นพึ่งก็ไม่ได้โทรไปหาครูอีกเลย แต่ดีใจมากที่ได้คุยกับครูรู้สึกเหมือนยาชูกำลังมากมาย ทำให้พึ่งได้กำลังใจขึ้นบ้าง ( ครูนพหนิเหมือน M 150 เลย อิอิ ) ระหว่างอาทิตย์นั้นที่พึ่งทำสเก๊ตส่ง เล็กกะเปรียวก็เอาเอกสารบางอย่างมาให้ดู เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหา Individual ของตนเอง พอพึ่งอ่านก็เริ่มทำตามให้เอกสารที่เล็กให้มา อย่างแรกเค้าให้พึ่งหาลักษณะนิสัยของตัวเองก่อน พึ่งเป็นคนช่างฝันนะ ชอบฝันกลางวัน หลาย ๆ คนเรียกว่าพวกสร้างวิมานบนอากาศ ใคร ๆ ก็ว่าไม่ดีนะ แต่พึ่งชอบมันเป็นความสุขของพึ่งที่ฝันอะไรดี ๆ พึ่งเป็นคนที่พยายามจะมองโลกในแง่ดีเสมอด้วย ต่อมาก็ให้หาสิ่งที่อยู่กับเรารอบ ๆ ตัวเราเป็นกิจวัตร ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าเนียะแหล่ะ ในนั้นเค้าให้หาอะไรหลายๆอย่างบางทีเราอาจมองข้ามไปนะจริงในเป็นเรื่องง่าย ๆ เส้นผมบังภูเขาพอเรามาอ่านดูก็ทำให้เราแทบนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเราเป็นแบบนี้เอง พึ่งลองเขียนแผนภูมิ หรือแม้กระทั่งแคนโตส (แคนโตส คือวลีสั้นๆเป็นคำที่แสดงถึงสิ่งที่เรานึกคิดในตอนนั้น เช่น สายลม / แสงแดด / ต้นไม้ / แม่น้ำ....ไปเรื่อย ๆ ) สิ่งเหล่านี้ทำให้พึ่งรับรู้สิ่งที่เรียกว่าเป็นตัวตนของตัวเองซึ่งบางทีพึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ต้องขอบคุณเปรียวกับเล็กนะที่เอาเอกสารนั้นมากให้ นิสัยบางอย่างของพึ่งที่เป็นข้อเสียบางอย่างเช่น ชอบหนีปัญหา ท้อง่าย เบื่อง่าย ไม่ชอบความยุ่งยาก กลายมาเป้นจุดแข็งในงานของพึ่งในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งที่พึ่งเคยรู้สึกว่าอยากจะหนีอุปสรรคทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้าไปให้พ้น ๆ แต่ด้วยความช่างคิดช่างฝันชอบสร้างวิมานในอากาศนั้นแหล่ะทำให้พึ่งมีวันนี้ได้ พึ่งนั่งนึกฝันว่าถ้าผ่านอุปสรรคตรงนั้นไปได้จะเป็นยังไง ความรู้สึกมันจะดีกว่าตอนที่หนีอุปสรรค แล้วมีความรู้สึกข้างๆคาๆ เหมือนเป็นกรรมตามติดตัวเรามาไม่มีวันหาย ไปไหนก็คอยพะวงตะหงิด ๆ อยู่เสมอ ไอ้วิมานในอากาศเนียะแหล่ะทำให้พึ่งที่เคยหนีความยากลำบากมาเผชิญกับมันดู และแล้วความสำเร็จก็เกิดขึ้น มันทำให้พึ่งรู้สึกสบายตัวสบายใจขึ้นเยอะ มีความสุขมากที่ผ่านมันไปได้ พึ่งเลยหยิบตรงนี้มาทำงาน ทีแรกที่พึ่งทำไปส่งอาจารย์กลับรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ว่า . . . ยังไงก็ต้องส่งอยู่ดี ครั้งแรกเลยที่ส่งสเก๊ตผ่านโดยไม่มีข้อติติงอะไร งานชิ้นนั้นผ่านฉลุยผิดคาด โห้สุดๆ . . . มันก็จริงอย่างที่เราคิดไม่มีผิดเพี้ยนถ้าเรามัวแต่หนี มันก็ยังทำให้เราอึดอัดใจอยู่อย่างนั้น คราวนี้สบายตัวเลย พอมีเนื้อเรื่องเป็นไกด์ให้เราแล้วก็สบาย ทุกวันนี้พึ่งมาคิดๆ ดู อาจารย์ของพึ่งหนิสุดยอดทุกคน ทุกคนเหมือนรู้บุคลิกภาพเรา เหมือนคอยศึกษาทำความรู้จักกับเราอยู่ตลอดเวลา อาจารย์ศิรินิตย์กับอาจารย์มงคล ชอบชวนปิ้งย่างกันบ่อย ๆ ทานข้าว นั่งคุยกันจนไปถึงชวนเล่นไพ่ ( อันนี้ไม่ดีนะจ๊ะ 5555+) ทำให้ได้ใกล้ชิดอาจารย์ นั้นคงเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่แกค่อยศึกษาตัวเราว่าควรจะทำงานแบบไหน แล้วตัวเราจะเป็นอย่างไร ถือว่าเป็นอาจารย์ที่สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะ แกทั้งบีบทั้งคั้นเราจนได้มาขนาดนี้เก่งเหมือนกัน T-T ส่วนตัวพึ่งนั้นพอหลังจากได้แนวทางเนื้อเรื่องการทำงานแล้ว มานั่งนึก ๆ ดู ดีใจทั้งน้ำตาเลยค่ะที่ตัวเองเป็นแบบนี้ เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองเป็นโรคจิตอ่อน ๆ หรือปล่าวทำไมชอบฝันเฟื้องซ้ำไปซ้ำมา เราเข้าข้างตัวเองไปมั๊ย จริงๆความฝันของพึ่งหน่ะถึงแม้ว่ามันไม่มีวันเป็นจริง แค่ว่ามันกลับสร้างความสุขให้พึ่งได้นะ ไม่ต้องออกไปจาความสุขจากข้างนอกเลย เหมือนอย่างที่พระพุทธศาสนาสอนว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ คิดดีเราก็ได้ดี มันจริง ๆ เลยนะได้ผลเห็นทันตาใช้ได้ทั้งชีวิตจริงและในงานศิลปะเลย เนียะและทำให้พึ่งรู้อีกว่าศิลปะไม่ได้สอนให้แค่คนทำงานสวย ๆ งาม ๆเป็นเท่านั้น ยังช่วยขัดเกลาคนที่เป็นศิลปินไปด้วยอีก คนบางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวเองนะว่ากำลังโดนศิลปะขัดเกลา บ่มนิสัยตนเองอยู่ ไม่เคยเสียใจเลยจริงๆนะที่มาเรียนศิลปะ เลือกวิชาชีพนี้เป็นเครื่องมือทำมาหากิน อีกอย่างอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่ไม่ไปเบียดเบียนใครด้วย ไม่ต้องรบราฆ่าฟันเอาชีวิต ไม่เบียดเบียนความเป็นอยู่ของคนอื่น ทำแล้วสร้างความสุขให้กับตนเองแล้วถ้าสร้างความสุขให้กับึนอื่นได้ยังได้บุญอีกด้วย เผลอๆ ยังเป็ยวิทยาทานอีก ทุกวันนี้ยังดีใจที่ได้เกิดมาเลือกเรียนศิลปะไม่เสียใจเลยที่มาเลือกเรียนวิชานี้ ส่วนทุกวันนี้ก็ยังทำงานเกี่ยวกับเร่องความสุขในรูปแบบต่างๆอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนตอน Thesis ก็ตาม แต่ก็ได้อะไรมาเยอะเหมือนกัน ซึ่งบางคนที่เรียนมาเท่าพึ่งคิดว่าคงยังไม่ได้อะไรขนาดนี้
ระหว่างช่วงทำงาน thesis ก็มีเรื่องมากมายเหมือนกันนี้แค่เรื่องการหา Indavidual ของตัวเองยังขนาดนี้เลยระหว่างที่ทำงานก็มีเรื่องราวมากมายให้ชวนติดตามนะค่ะ
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป น ะ ค่ ะ )
~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ตอนที่ 5 : คนขาดจจรยาบรรณ) เริ่มต้น ปี 3 ด้วยความเร้าใจ พึ่งตื่นเต้นมากมายเพราะปีนี้พึ่งได้มาเรียนวิชาเอกประติมากรรมอย่างเต็มตัวแล้ว วิชาเรียนน้อยลงเพราะว่าได้เรียนแบบอัดแน่นไปเมื่อตั้งแต่ปี 2 ไปเกือบหมดแล้วสำหรับวิชาทางทฤษฎี ในเทอมนี้เป็นการค้นหาตัวตน และขุดรากลึกตามลักษณะนิสัยมาเสียมากกว่า ส่วนใหญ่เป็นการทดลองเรียนรู้อะไรใหม่ ปฏิบัติในสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ดูแล้วเหมือนจะสนุกจริง แต่ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ก็เพราะว่าต้องค้นคว้าอะไรใหม่ ๆ นี้แหล่ะทำให้ต้องปวดกบาลกันไปเป็นแถว ๆ เพราะความโชคร้าย (หรือบ้างทีอาจจะโชคดีมั๊ง) ที่มาเกิดเป็นอนุชนรุ่นหลัง ๆ ไอ้สิ่งที่เค้าค้นคว้าและทำไปมันก็แทบจะไม่มีแล้ว แล้วเราจะทำอะไรใหม้มันแปลกใหม่ไปกว่าเค้าเราจะทำยังไงเนียะสิ ลำบาก ก็เค้าทำกันไปหมดแล้ว หรือมันก็อาจจะมีแต่แบบว่ามันไม่ใช่วันของเรา ไม่ใช่ดวงของเราที่จะเจอ คิดแล้วเศร้าดีหุหุ
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าวิชาปีนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบปฏิบัติ แต่ไอ้ปฏิบัติเนียะแหละที่ลำบากเพราะว่าเราต้องเอาทฤษฎีจากที่เราเรียนเมื่อปีที่แล้วมาปรับใช้ เริ่มจากวิชาเอกเลย ประติมากรรม เริ่มแรกอาจารย์ก็เริ่มให้ทำงาน 3 มิติชิ้นเล็ก ๆ 2- 3 ชิ้นขึ้นไปมาส่งทุกอาทิตย์โดยมีหัวข้อของทัศนธาตุกำหนดมาให้ เช่น เส้น รูปทรง สี พื้นผิวเป็นต้น น่าสนุก แต่มันลำบากตรงที่มันไม่ใช่งาน 2 มิติแล้วและที่สำคัญ ต้องมองได้รอบด้าน ตามแบบฉบับประติมากรรม นั้นแหล่ะที่เพิ่มความยากให้กับพวกเราที่มาเรียนปั้น เพราะต้องเข้าใจเรื่องรูปทรง พื้นที่ จังหวะรอบ ๆ ด้านของงานเป็นอย่างดี ด้วยงานชิ้นเล็ก ๆ และทำจำนวนชิ้นมากยิ่งต้องทำให้ต้องปราณีตกับชิ้นงานมากขึ้น จะติดจะต่ออะไรก็ลำบากต้องใช้สมาธิและความใจเย็นสุดๆ กว่าจะได้ออกมาแต่ละชิ้น บางทีแทบหยุดหายใจไปเลยก็มีบ้างเหมือนกัน แบบนี้แหล่ะที่เค้าเรียกว่าวิจิตรศิลป์ค่อย ๆ บรรจงทำอย่างปราณีต แรก ๆ พึ่งก็หาเศษขยะหรือของที่ไม่ใช้แล้วมาทำผลก็คืองานที่ออกมาก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำด้วยความสุดจะทนเลยต้องลงทุนซื้อของใหม่มาทำงานเพื่อให้งานดูแล้วไม่เป็นเศษขยะพอส่งแล้วก็จะไม่ต้องเอามาทิ้งๆขว้าง ๆ เสียดายเหมือนกัน ด้วยวัสดุนั้นราคาแสนจะแพงพึ่งเลยต้องหารกับเพื่อน ๆ พึ่งทำงานอยู่ที่บ้านเช่าของอาร์ทเพราะว่าที่หอพึ่งไม่มีพื้นที่ให้ทำงาน วัสดุสิ่งของต่างๆที่ต่างคนต่างหากันมาก็หยิบยืมกันเฉพาะกลุ่มเพื่อน 2- 3 คนที่เช่าบ้านอยู่บ้านหลังเดียวกับอาร์ตมาใช้บ้างหารๆกันไปลดค่าใช้จ่ายอยู่เหมือนกันแต่ทว่าความจัญไรสุด ๆ เกินจะหาคำพูดทั้งโลกมาบรรยาย สัตว์เดนรัจฉานตนหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ในบ้านเช่าของอาร์ทด้วย แต่แล้วสาเหตุที่พึ่งต้องมาขียนตอนนี้ก็เกิดขึ้น คนที่พึ่งไม่อยากจะเรียกมันว่าคนเลย มันเป็นคนที่ร่วมชั้นเดียวในสาขาวิชาเอก ที่มีรูปร่างบุคลิกที่ดูเหมือนหญิง แต่จริง ๆ แล้วเป็นชาย (อาจเป็นโรค G Six P.D.คือโรคที่มีทั้งชายและหญิงในเพศเดียวกัน) ใครๆที่เห็นมันทีแรกก็นึกว่าเป็นทอม เราจะขอเรียกสัตว์เดรัจฉานตนนี้ว่า อีทอม แล้วกัน อีทอมได้เข้ามาอยู่ชายคาบ้านเช้าเดียวกับอาร์ตและนอนห้องเดียวกับอาร์ตมาร่วมเดือนแล้ว ทุกครั้งที่ทำงานวิชาเอกส่งมันจะไม่เคยช่วยเหลือเรื่องค่าวัสดุอุปกรณ์กับเพื่อน ๆ เลย ซึ่งแตกต่างจากพึ่งเองที่ไม่ได้อยู่ในบ้านแต่อาศัยพื้นทีทำงาน ทุก ๆ ครั้งเวลาที่เริ่มงานอีทอมจะ หยิบจกสิ่งของต่างๆจากเพื่อนโดยที่ไม่มีการขอก่อน พอมาถึงเวลาส่งงานเพื่อนๆ ก็จะจำได้ว่าอีนี้แหล่ะเอาของเราไปทำเป็นงานมันซึ่งเพื่อนๆ ในบ้านก็ยังคงเฉย ๆ ต่างคนต่างก็รู้ไว้ว่าเป็นฝีมือมัน และทุกๆครั้งที่ทำงาน ทุกคนก็จะกลับมาทำความสะอาดพื้นที่ๆทำงานทุกครั้งตัวพึ่งเองนั้นไม่ได้อยู่บ้านหลังนั้นก็มาทำด้วย แต่ความไร้น้ำใจและเห็นแก่ตัว อีทอมมักจะชิ้งหนี สะพายเป้หนีกลับบ้านทุกครั้งจนทุกคนในบ้านเริ่มจับได้ ความเห็นแก่ตัวหลายอย่างของอีทอมเริ่มปรากฏ และแล้ววันหนึ่งพึ่งก็ไปนั่งเล่นอยู่บ้านอาร์ทในขณะที่พึ่งกับอาร์ทนั่งเล่นกันอยู่นอกบ้าน อีทอมก็อาสาทำความสะอาดห้องนอนอาร์ทให้ อาร์ทเห็นควรว่าทุกครั้งที่มันมาอยู่มันไม่เคยทำความสะอาดบ้านเลย จึงตอบตกลงโดยที่ไม่คิดอะไร ขณะที่พึ่งนั่งเล่นกับอาร์ทจนเริ่มเบื่อ เรา 2 คนก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอกแล้วก็กลับเข้ามาในบ้าน อาร์ทแว๊บเข้าไปดูในห้องนอน สุดแสนจะสะอาดหมดจด อาร์ทยิ้มๆ แล้วบอกกับพึ่งว่าให้มันทำก็ดีเหมือนกัน แต่แล้ว อีทอมก็เดินออกไปนอกบ้าน ส่วนอาร์ตนั้นเอาเศษสตางค์ ที่ออกไปหาอะไรกินที่เหลือมาหยอดไว้ในลิ้นชัก พอเปิดดูใจแทบสลาย เศษสตางค์หายเกลี้ยงไม่เหลือซักบาทอาร์ทเลยอดสงสัยไม่ได้ คนที่ไม่เคยทำงานบ้านจะมาทำให้ มีจุดประสงค์อะไร อาร์ทเลยให้พึ่งปิดบ้าน และห้องล๊อกห้องไม่ให้ใครเข้ามาแล้วช่วยกันหาภายในห้องก็หาทั้งห้องยังไงก็ไม่มี เหลือแค่กระเป๋ของอีทอมอย่างเดียวแล้วที่ไม่ได้ค้นและแล้วอาร์ทก็ตัดสินใจลื้อกระเป๋ามาดู เพื่อนทุกคนที่อยู่ในบ้านเริ่มสงสัยที่อาร์ทห้ามให้ใครเข้าออก ซักพักทุกคนในบ้านก็ได้ยินเสียงเศษสตางค์ ร่วงกราวลงกับพื้นกระเบื้องเซรามิค กราวใหญ่ ๆ ทุกคนเลยเดินมาดูหน้าห้องเอาร์ท " ไอ้เวร!! หลอกกูมาทำความสะอาดห้องมีแผน แม่งโขมยเงินกู" อาร์ทโวยเสียงดังลั่นบ้านแล้วเปิดประตูออกมา บอกกับเพื่อนร่วมชายคาว่า อีทอมหนิเริ่มให้อยู่ไม่ได้แล้ว โขมยของลักเล็กโขมยน้อย เพื่อนๆในบ้านเลยตกลงกันว่าจะล๊อคห้องกันให้ดีและไม่ให้มันเข้าไปยุ่มย่ามในห้องของใครอีก หลังจากนั้นอาร์ทก็เอาของมีค่ามาฝากไว้ที่หอพึ่ง และห้องคนอื่นๆโดยที่อีทอมไม่รู้ตัว แต่ทุกคนในบ้านก็ยังทำเฉย ๆ อยู่ ต่อมาไม่นาน วันหนี่งพึ่งไม่สบายหนักมา นอนอยู่ที่บ้านอาร์ทเพราะว่าต้องทำงานด้วยจนรุ่งเช้าอาการพึ่งแย่มาก ลุกแทบไม่ไหวในขณะที่อาร์ทเองก็ไปไหนไม่ได้เพราะกลัวว่าพึ่วจะทรุดหนักลงไปอีก ( เวลาพึ่งไม่สบายจะเป็นหนักมากบางทีถึงวื้ดแล้วก็เป็นลมไปเลยก็มี ) และต้องทำงานส่งให้ทันเวลา วันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านเลย มีเพียงอีทอมเท่านั้นอาร์ทจะให้พึ่งกินยาก็กินไม่ได้เพราะว่าท้องพึ่งยังว่างเลยเดินเข้าไปเรียกอิทอมวานให้ออกไปซื้อข้าวให้หน่อย แต่มันก็ยังเฉยๆ บอกว่ารอแปบเดี๋ยวออกไปซื้อให้ จนนานพอดูอาร์ทเลยเข้าไปเรียกมันอีก อาร์ทเดินออกมาบอกว่ามันนั่งดูเวปโป๊อยู่ โห้... เพื่อนมันจะตายขอให้ไปซื้อข้าวเพื่อนเพื่อนจะกินยามันมีน่ามานั่งดูเวปโป๊ และแล้วสวรรค์ก็ส่งเทพบุตรสุดเซอร์มาเจ๊กเมี่ยงของเรานั่นเอง เมี่ยงออกไปทำงานข้างนอกเหนื่อยเพิ่งกลับมาพอดี เห็นสภาพพึ่งสุดแสนจะทนเลยออกไปซื้อข้าวมาให้เองทันที ดูสิคน 2 คนแตกต่างกันลิบลับคนหนึ่งออกไปทำงานเพิ่งกลับมาแทนที่จะพักผ่อนเพื่อตัวเอง เห็นคนกำลังจะแย่ยังมีน้ำใจออกไปให้ กลับอีกคนไม่ได้ทำอะไรอยู่สบาย ๆ มีหน้ามาดูเวปโป๊อีก ไร้น้ำใจสุด ๆ แต่สุดท้ายวันนั้นพึ่งก็ทนพิษไข้ไม่ไหวอาร์ทเลยต้องโทรเรียกให้แม่พึ่งมารับพาไปหาหมอด่วน ส่วนงานต้องฝากอาร์ทกับเมี่ยงเอาไปส่งให้ พึ่งเลยมาคิดตอนมีอยู่ความอีทอมมันแค่หิวเราออกไปซื้อของให้มันกินที่เราไม่สบายแค่ต้องการข้าวรองท้องเพื่อจะกินยาแค่นั้นมันทำให้ไม่ได้ดูสิคนเรา นึกแล้วเข็ดหลาบจำไปจนตายเลย เวลาผ่านมาพึ่งหายดีออกมาเรียนต่อได้ วันหนึ่ง กลางเทอมอาจารย์ให้ทำงานส่วนตัวเป็นครั้งแรก พึ่งมาอาศัยบานอาร์ทนั่งทำงานอีกแล้ว คราวนี้พึ่งมานั่งสเก๊ตงาน อีทอมมานั่งคุยว่ามันนึกสเก๊ตไม่ออก แล้วมันก็หญิบสมุดสเก๊ตของพึ่งมาเปิดดูซักพักมันก็ ขี่ จักรยานเข้าไปที่ตึกเรียน ด้วยความที่พึ่งไม่ได้เอะใจเลยไม่ได้สนใจสิ่งที่มันทำเมื่อครู่ รุ่งเช้าถึงวันส่งสเก๊ต อาจารย์ตรวจสเก๊ตรายคน ผ่านของพึ่งไปจนกระทั่งถึงอีทอม ทุกคนเริ่มซุบซิบ ๆ กันใหญ่จนอาจารย์เริ่มรู้สึกว่าคนในห้องเสียสมาธิเลยปล่อยให้ไปพัก 15 นาที ครั้นพอพึ่งออกจากห้องมา ก็มานั่งกับอาร์ทอยู่ที่ระเบียง อีส เพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ในชั้นเดียวกันก็เดินมา " พึ่งสเก็ตอีทอมใคร ๆ ก็พูดกันว่าเหมือนสเก๊ตพึ่งเลย " ฉึก!!...อ้าว หนิเราไม่ทันสังเกตุ จนอาร์ทเริ่มตะหงิด ๆ อยู่พัก " อ่อ...นึกออกแล้วเมื่อวานอีทอมมาขอดูสมุดสเก๊ตพึ่งแล้วมันอกกจากบ้านไป " โห้! ท่านลงทุนโครตๆ ลงทุนขี่มอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน เพื่อแอบมาทำสเก๊ตที่ไปลอกเค้ามาเนียะนะ คนเรา เพื่อน ๆ ทุกคนต่างลงความเห็นตรงกันว่าให้บอกอาจารย์ แต่พึ่งกลับมีความคิดว่า ไหน ๆ สเก็ตมันก็ไม่ได้ผ่าน ก็เลยขอให้เพื่อน ๆ ปล่อย ๆ มันไป หลังจากที่ส่งสเก็ตกันครบ ทุกคนก็ลงมาทานข้าว เพื่อน ๆ ยังคงซุบซิบคุยกันเรื่องอีทอมลอกสเก๊ตของพึ่ง ในขณะที่พึ่งนั่งร่วมวงอยู่ด้วย ตัวมันเองคงเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมไม่มีใครยุ่งกับมัน แล้วสายตาคนในบ้านเช่าก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย จาคดีโขมยเงิน อีทอมมาจากห้อง A คนหลายคนรวมทั้งเพื่อนสาขาอื่นๆคุยกันว่า แม้แต่ Drawing อีทอมก็ทำสู้พึ่งซึ่งอยู่ห้อง B ไม่ได้ ครั้งหนึ่งสมัยเรียนสีน้ำอีทอมเคยอิจฉาเสาร์มาก ๆ มาที่ตึกแต่เช้าเพื่อมาทำลายงานสีน้ำของเสาร์ แต่ทว่ามีรุ่นพี่ไปเห็นเข้าเลยจับได้ ตอนปี 2 เหมือนว่าอิฉาเพื่อนเช่นกันในวิชาภาพพิมพ์ เอาคัตเตอร์ไปกรีดงานเพื่อนคนหนึ่งในห้องA จนไม่มีงานส่ง พอมารู้อีกทีว่าเป็นอีทอม ใครหลายคนต่างก็พากันแบนอีทอมกันไปถ้วนหน้า มาคราวนี้แม้แต่สเก็ตงานส่วนตัวยังลอกเค้า คน ๆ นี้ช่างไม่สมควรเรียนศิลปะจริง ๆ ขาดจรรยบรรณ ขาดการให้เกรียติตัวงานและตัวศิลปินที่ทำงานด้วยกัน จ้องแต่จะทำลายคนอื่นที่ดีกว่าตน โกงและเอาเปรียบผู้อื่นทุก ๆ รูปแบบ จนสุดท้ายแม้แต่สมองและความคิดก็ไม่มียังลอกผลงานคนอื่นเค้ามาส่งหน้าด้าน ๆ พึ่งเลยอยากบอกคนที่อยู่ในวงการว่าใครก็ตามที่เจอคนแบบนี้ อย่าได้สนับสนุนให้อยู่ในวงการของเราเลย คนแบบนี้ต่ำช้านัก เอาเข้ามาก็เป็นปลาเน่าที่ส่งกลินคาวให้กับปลาดี ๆ ในวงการศิลปะหมด เรื่องราวความชั่วของอีทอมนั้นยังคงมีต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเทียบกับคนที่เกลียดพึ่งสมัย ตอนปี 1 ปี 2 แล้ว ยังไม่สู้ อีทอมนี้ได้เลย เลวน้อยกว่าอีทอมนี้มากมาย อย่างน้อยพวกเค้าก็ได้แค่ก่อกวนจิตใจพึ่งไปวันๆเท่านั้น ไม่เคยเอาเปรียบหรือทำให้ใครเดือดร้อนเลย
ถ้าปลาเน่า ๆ ตัวหนึ่งได้เข้ามาอยู่ในสังคมศิลปะจริงๆ คงจะยุ่งหน้าดู อย่างนักการเมือง ข้าราชการ บุคคลในเครื่องแบบที่ทำสิ่งที่ทุจริต พอเรื่องมันแดงออกมาข่าวกระจายออกไป สังคมก็จะมองกลุ่มคนทั้งกลุ่มเหล่านี้เป็นคนไม่ได้เลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตำรวจตะเวนชายเดนคนหนึ่งที่ยัดยาเสพติดให้กับผู้บริสุทธิ์ แล้วใช้กำลังบังคับให้รับสารภาพให้เค้ารับผิดเพื่อสร้างผลงาน วันหนึ่งเหมือเรื่องแดงออกมาประชาชนไม่ได้เพียงและรังเกียจ ตำรวจตะเวนชายแดนนั้น เพียวกลุ่มเดียว แต่เหมารวมผู้ที่ทำอาชีพตำรวจทุกคน ซึ่งรวมไปถึงตำรวจที่ดีและมีจรรยาบรรณในการทำงานด้วย ทำให้ตำรวจดี ๆ ไร้กำลังใจหมดแรงทำงาน หรือ การที่มีคนในวงการภาพยนตร์บางคนนำเอาหนังออกมาปั๊มขายอย่างผิดกฏหมายในราคาถูก อยู่แล้ว...คนก็ต้องซื้อของถูกเป็นธรรมดา ถึงแม้จะเถื่อนผิดกฏหมายก็ตามเพราะด้วยราคา ทำให้ผู้ผลิตภาพยนตร์จริง ๆ ขาดรายได้และไม่มีกำลังจะสร้างภาพยนตร์ ดี ๆ มีคุณภาพให้คนได้ชม จะสังเกตุดูได้ เดี่ยวนี้หนังไทยหาดี ๆได้ยาก ทำไมทำแต่หนังผี หนังตลกไร้สาระก็เพราะเช่นนี้แหล่ะคนทำหมดกำลังใจจะลงทุนสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้คนชม แล้วจะมาบ่นทำไมว่าหนังไทยน่าเบื่อ ไม่ดี ไม่มีสาระ ประชาชนทำไมไม่รวมใจกันซื้อของถูกกฏหมายให้เค้าได้เงินทุนไปสร้างพัฒนาของดี ๆ มาให้เราได้ดูกันอีก เหมือนกันหากเราทำอาชีพใด ๆ ก็ตามแล้วมีคนเอารัดเอาเปรียบในความยากลำบากของเราเราก็ท้อแท้เป็นธรรมดา หมดกำลังใจเหมือนกันจริงมั๊ย ? แล้วคนที่ลอกแม้กระทั้งจินตนาการของพึ่งไปส่งอาจาร์ยหล่ะ คนที่ทำลายงานคนอื่นแค่เพราะเพียงอิจฉา คนที่ไม่ให้เกรียติในวิชาชีพที่ตนเองเรียนมา ยังสมควรหรือเปล่าว่าจะเรียกว่าเป็นศิลปินในอนาคต สมควรหรือปล่าว ที่จะยังคงศึกษาศิลปะต่อไป หรือไม่ว่าจะวิชาชีพไหนก็ตามในทุก สาขา คนพวกนี้ถ้าเจอควรจะตัดไฟแต่ต้นลมอย่าให้มันได้ผุดได้เกิด เจริญรุ่งเรืองอีกเลย. . . เพื่อชื่อเสียงของคนส่วนใหญ่อย่าให้ปลาเน่า ตัวหนึ่งต้องส่งกลิ่นให้แม่น้ำเน่าเหม็นไปทั้งสายเลย...
ดูเหมือนว่าตอนนี้พึ่งจะซีเรียสมากเลยนะ แต่ก็อยากให้คนที่อ่านได้ข้อคิดของผลลัพธ์ของการทำสิ่งที่เลวร้าย ผลกรรมของอีทอมนั้นยังไม่ปรากฏ แต่อีกในแร็ววันเท่านั้นแหล่ะซึ่งพึ่งจะเอามาเล่าต่อไปในตอนต่อๆ ไปนะค่ะ สำหรับวันนี้ขอจบตอนนี้ไปก่อนสวัสดี จ้า
( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป ) ~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ภาค 4 : ปี 2 หรรษาหรือปล่าว ? ตอนที่ 2 ) จากความเดิมตอนที่แล้วที่ชีวิตของพึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่พอมองย้อนมาดูแล้วมันกลับพลิกแพลงไปรวดเร็วมาก จากที่เคยอดอาลัยตายอยากแบบสุด ๆ ตอนนี้พึ่งเองก็มีกำลังใจที่จะสู้กับสิ่งรอบ ๆ ด้านในลาดกระบัง สังคมในภาควิชาวิจิตรศิลป์มีหลากหลาย ทั้งคนที่ดีแสนดีคอยให้กำลังใจเราดูและเรา ปกป้องเรา และคนที่แสนจะเลวร้ายในสายตาพึ่งตอนนั้น คนขี้อิจฉา ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า จนไปถึงคนที่เอาเปรียบคนอื่น ดูแล้วก็คงไม่มีใครอยากเจอคนไม่ดีนักหรอก แต่ว่า...มันก็เหมือนเป็นวิชาหนึ่งในระหว่างท่เรียนอยู่ที่นี้ ที่ต้องพบปะผู้คนมาหน้าหลายตาร้อยพ่อพันแม่ มาอยู่รวม ๆ กัน เราจะปรับตัวทำตัวยังไงให้อยู่กับคนมากหน้าหลายตาได้เท่านั้นเอง
ไม่นานนักหลังจากที่พึ่งได้มีโอกาสรวมแสดงงาน 10 ปีวิจิตรศิลป์ เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ชีวิตของพึ่งและสายตารอบข้างได้เปลี่ยนไป บางคนเริ่มเข้าใจในตัวเราแล้วจากที่เคยมองพึ่งเป็นคนไม่ดีมุมมองของเค้าก็เปลี่ยนไป แต่บางคนสิจากที่เคยเกลียดอิจฉาก็ยิ่งเกลียดหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งนานดอกเบี้ยของความรัเกียจก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ (ดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยนะ) ทั้งที่อดสงสัยไม่ได้ว่าจะอิจฉาพึ่งเพราะว่าเก่งกว่าไปทำไมก็ในเมื่อเค้าไม่ปรับตัวพยายามทำตัวให้ดีขึ้น บางคนก็ว่าการที่พึ่งได้รับคัดเลือกไปแสดงงานรอบนั้นเพราะฟลุคเสียมากว่า แต่แล้วโอกาสที่พึ่งจะแสดงศักยภาพความแน่ว่า "ฉันไม่ได้ฟลุกนะเฟ้ย " ของพึ่งก็ก็มาถึง เย็นวันหนึ่งขณะที่พึ่งกำลังขนดินลงบ่อเก็บดิน อาจารย์ ศิรินิตย์ ก็ได้เรียกนักศึกษาที่เรียนวิชาเอก ประติมากรรมมาคุย อาจารย์เอาแผ่นโปสเตอร์ มาโชว์ให้ดูแล้กล่าวถึงรายละเอียด เป็นการประกวดประติมากรรมติดตั้งอาคารของตลาดหลักทรัพย์ อาจารย์ศิรินิตย์ แกมบังคับให้นักศึกษาทุกคนทำส่ง เดิมทีพึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไร กะว่าแค่ทำส่งให้มันมีงานเท่านั้นแต่ว่า. . . มันไม่ได้เป็นอย่างที่พึ่งคิดไว้แต่ทีแรก ก่อนวันส่งงาน 3 วัน สุดท้ายอาร์ทชวนพึ่งเข้ามาทำงานส่งประกวด โดยมีเพื่อน ๆ ทั้ง ห้อง A และ ห้อง B มานั่งทำงานในห้องปั้นดิน พึ่งหน่ะต้องยอมรับเลยว่าตอนนั้นโง่มากทำอะไรไม่เป็น ลักเรียนเค้าตลอดพึ่งตอนนั้นสมองก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นรู้แต่ว่าจะปั้นส่ง พอปั้นเสร็จก็ขอให้อาร์ทสอนถอดพิมพ์ให้แต่ว่า ก็ถอดไม่สำเร็จแถมตอนนั้นยังจำได้ว่าทะเลาะกับอาร์ทแรงมากด้วย ถอดแล้วใจว่าจะไม่ทำ แต่สุดท้ายก็กลับมาทำใหม่ พอปั้นชิ้นที่ 2 แล้วถอดพิมพ์ใหม่ พิมพ์ชิ้นนี้เป็นพิมพ์ชิ้นแรกของพึ่ง แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้ทำเองเต็มที่อยู่ดี เหมือนเป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่า อาร์ทคอยสอนแล้วก็ถอดพิมพ์ รวมไปถึงหล่องานให้ ส่วนพึ่งได้แต่เอางานมาตกแต่งทำสีเท่านั้นเอง ดูเหมือนเด็กหัดเดินเต๊าะแตะ ทำอะไรไม่เป็นเลยตอนนั้น ( ก็ทำไม่เป็นจริง ๆ -*- ) ทำสีอยู่จนรุ่งเช้าก็เอางานไปส่งถึงที่ตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นก็บอกแล้วว่าไม่ได้คิดว่าจะได้รางวัลอะไรเลย ง่วงก็ง่วงเพราะไม่ได้นอนมา 2 คืน เพราะก็รู้ ๆ อยู่ว่าคนที่เค้าเก่ง ๆ กว่าเราก็มีเยอะ ส่ง ๆ ไปแบบนั้นแหล่ะ (ดูสิมันน่ามะ...นี้ถ้าตอนนี้อาจารย์รู้ว่าเราคิดแบบนี้คงโดนด่าไปแล้วแหล่ะ ) ในที่สุดความหดหู่ก็เข้ามาในสมองเราอีกครั้ง เห้อ. . . แย่จริงอาการแบบนี้ไม่ชอบเลย ทำไมเราถึงเป็นเอาบ่อย ๆ นะ แต่วันนั้นก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียวก่อนจะกลับ พึ่งเจอครูนพไปส่งงานด้วย ได้เจอไอดอล ( Idol ) แถมยังเป็นครูที่ตอนนี้พึ่งรู้สึกว่าประทับใจสุด ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีใจที่ครูนพยังดูแข็งแรงดี สบายดีแค่นั้นพึ่งก็หายหดหู่แล้ว หลายเดือนต่อมา ( ไม่แน่ใจว่านานเท่าไหร่ ) ทางตลาดหลักทรัพย์ได้มี อีเมล์เชิญพึ่งไปร่วมงานประกาศผลรางวัลประติมากรรมติดตั้งอาคาร แต่เหมือนว่าวันนั้นพึ่งจะติดงานก็เลยไม่ได้ไป ทำงานอยู่ที่ตึก (จำได้ว่าวันนั้นวันเกิดไอ้ลี่แหล่ะ ) เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นในขณะที่มือของพึ่งเปื้อนเดิน เสียงแหลมๆของเพื่อนๆคนหนึ่งโทรมา " เฮ้ย...!! พึ่งแกทำใจดี ๆไว้นะ " อ้าวเฮ้ย!! แล้วทำไมฉันต้องทำใจดีๆด้วยหล่ะ เกิดอะไรขึ้น ? ใครเป็นอะไรเนียะ พึ่งคิดในใจ " งานแก..หน่ะได้รางวัลสนับสนุนนะเว้ย ยินดีด้วย !! " ในขณะที่เพื่อนโทรมาแสดงความยินดีพึ่งยังคงงงอยู่ งาน...งานไหนวะได้รางวัล ตรูเคยส่งงานประกวดกับเค้าด้วยหรอ เลยเอ่ยถามเพื่อนไปว่า..." งานไหนหรอ " ( มึนจริงนะเนียะ ) เพื่อนสะอึกไปพัก (ในใจมันคงคิดว่าอีนี้บ้าชัวร์ ส่งงานประกวดอะไรไปนี้มันไม่ได้รู้เรื่องกับเค้าเลยหรอ นี้มันส่งงานมันเองไปประกวดปล่าวเนียะ -*- ) เลยอธิบายให้ฟังกว่าจะถึงบางอ้อ แถมความรู้สึกช้าอีกแทนที่จะดีใจตอนนั้นเลยกลับวางหู จนเพื่อนกับอาจารย์กลับมาถึงที่ตึกมาแสดงความยินดี แล้วเอาสูจิบัตรมาใก้ดูถึงได้รู้ว่าเราได้รางวัลจริง ๆ (เห้อ...อีนี้) ถึงเป็นแค่รางวัลสนับสนุนไม่ใช่ที่ 1 พึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยก็พอทำให้เรามีกำลังใจอีกเฮือกสู้กับข้าศึกที่อยู่ข้างหน้า ข่าวที่พึ่งได้รางวัลก็แพร่ไปทั่วตึก มีทั้งคนที่มาแสดงความยินดี และแสดงความหมั่นไส้ ในจำนวนที่พอ ๆ กัน พอมีโอกาสถึงเวลาว่างพึ่งก็ไปเอาเงินรางวัล และเจียรเงินรางวัลไปส่วนหนึ่งมาเลี้ยงอาร์ทที่คอยช่วยเหลือพึ่งตอนทำงาน ในช่วงเวลานั้นพึ่งไม่มีอะไรอีกแล้วในสมองนอกจากความดีใจ รุ่นพี่ที่เรียนสาขาประติมากรรม ต่างก็ชวนพึ่งเข้ามาเรียนสาขานี้ ได้หลายแรงสนับสนุน พี่ ๆ ต่างก็บอกว่าอยากให้มีผู้หญิงเข้ามาเรียนบ้างจะได้เพิ่มสีสันอะไรใหม่ ๆ ให้สาขาประติมากรรม (เห็นตรูเป็นตัวอะไร T-T ฟร่ะเนียะ ) ไม่นานต่อมาพึ่งก็สร้างตำนานให้กับตัวเองอีกครั้ง ( ฮุวะฮ้าฮาๆๆ ) อาจารย์ศิรินิตย์ต้องการให้เราเรียนรู้การจัดงานแสดงศิลปะ รวมทั้งให้เด็กเอ๊าะ ๆ รุ่นใหม่มาแสดงงาน โดยกานทำงานประติมากรรมขนาดเล็กในวัสดุที่เป็นสำริดออกมา ช่วงนั้นพี่ฝนเจ้าของละลานตาก็กำลังจะจัดงาน Living In Art พอดี ก็เลยได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ฝนด้วย พึ่งปั้นนางเงือกเป็นงานของพึ่งไปแสดง ในวันที่แสดงงานนั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งได้เห็นพี่ฝนรู้สึกว่าพี่ฝนนี้ดูเป็นผู้หญิงที่เก่งและคล่องตัวมาก ๆ แอบประทับใจเล็ก ๆ อยู่เหมือนกัน ซึ่งงานนี้พี่ฝนเป็นคนจัดการงานศิลปะทุกชิ้น ให้อยู่ในความดูแลของละลานตา ตอนนั้นตื้นเต้นมากเพราะเป็นงานแสดงประติมากรรมครั้งแรก ที่สำคัญมีการขายงายด้วยพึ่งก็อยากรู้เหมือนกันนะว่างานเราจะขายออกหรือปล่าว พอมีคนมาดูก็ลุ้นให้เค้าติดต่อกับพี่ฝนให้ซื้องานในวันเปิดแต่วันนั้นทั้งวันก็ไม่มีใครซื้องาน จนรุ่งขึ้นอาร์ทโทรมาบอกว่างานของพึ่งมีคนซื้อไปแล้ว โอ้ว!!...จอร์จ ดีใจมากมายไม่ขาดทุนแล้ว ฮาฮา ไม่เสียเที่ยวเลยที่ปั้นเจ้าเงือกน้อยขึ้นมา แต่ว่าแค่ขายงานได้ไม่ใช่จุดประสงค์ของพึ่ง ที่พึ่งดีใจเพราะไม่ใช่ว่าพึ่งได้เงินจากการขายงาน แต่ที่ดีใจก็เพราะว่ามีคนชอบงานของพึ่งต่างหาก แค่นี้แหล่ะใครก็ตามเป็นศิลปินรุ่นใหม่ ๆ คงจะเป็นเหมือนกับพึ่งเช่นกัน อย่างน้อยก็มีคนบางคนสนใจงานเรา มันทำให้เด็กอย่างพึ่งชุ่มชื่นใจเป็นที่สุด ( เราว่ามันเป็นส่วนหนึ่งนะที่ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่มีกำลังใจทำงานต่อไป เรารับรู้ได้เลย ความดีใจแบบนี้ )
ในช่วงนั้นเป็นปี 2 เทอมปลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบสุด ๆ เพราะว่าต้องตัดสินใจแล้วว่าปี 3 จะเลือกเรียนวิชาเอกอะไร นานเกือบปีที่พึ่งพยายามค้นหาตัวเองว่าชอบแบบไหนระหว่างประติมากรรมกับจิตรกรรม หลายอย่างทำให้พึ่งสับสน แต่ด้วยแรงเชียร์บวกกับคะแนนและผลงานจิตรกรรมของพึ่งมาแรงสู้ประติมากรรมไม่ได้ก็เลยทำให้พึ่งต้องมาเลือกเรียนปั้น เคยคิดเหมือนกันนะว่าทำไมเราถึงมาเลือกเรียนวิชานี้เป็นวิชาเอก เราได้อิทธิพลมากจากใคร เราจะเรียนไหวมั๊ย ประติมากรรมเป็นสาขาวิชาที่หนักสุด ๆ เพราะว่าต้องมีความเข้าใจเรื่ององค์ประกอบศิลป์รอบด้านแล้ว ยังต้องใช้กำลังใจ แรงบันดาลใจและแรงพญาช้างสารในการทำงาน สรุปง่าย ๆ คือ สู้ บู๊ อึด เอามันให้ได้ทุกอย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งอาจเดี้ยงได้ หลาย ๆ คนบอก รุ่นพี่หลาย ๆ คนต้องกลับลงมาเลือกวิชาเอกใหม่เพราะว่าความอดทนไม่พอ พึ่งได้ยินมาแบบนี้นะ หนาว ๆ อยู่เหมือนกันเลือกแล้วเลือกอีกจนวินาทีสุดท้ายตอนลงทะเบียน ปี 3 เลย ในที่สุดพึ่งก็ลงเรียนวิชาประติมากรรมเป็นวิชาเอก ทำไมหน่ะหรอ หึหึ ก่อนอื่นต้องบอกถึงนิสัยอีกอย่างของพึ่งก่อนว่าเป็นคนชอบเรียนรู้ อยากจะรู้อะไรก็ต้องรู้ให้ได้ ( มะใช่ออกแนวเสือกนะ ) เรื่องมันก็มีอยู่ว่าเพื่อนห้อง A คนหนึ่งทำงานปั้นได้สวยมากเลยแหล่ะ อาจารย์ก็เลยให้เค้าหล่องานเก็บไว้ พอดีพึ่งมีโอกาสได้เป็นเห็นเข้า พึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาจะหล่องานชิ้นหนึ่งทำยังไงก็เลยไปถาม แต่กลับได้คำตอบมาว่า "เป็นห้อง B อ่อน ๆ จะรู้ไปทำไม" อะโห้... เลิกคุยเลยค่ะ เดินหนีเลย กรูไม่ถามมึงก็ได้วะ ( พอมานึกย้อน ๆไปอีกที กลายเป็นว่าเราเกลียดคำว่า อ่อนที่สุด ต่างหาก (น่าจะขอบคุณมันนะที่ทำให้พึ่งมีทุกวันนี้แต่แรงหมั่นไส้พอดีมันเยอะกว่า 555+) ) ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของพึ่งอยากรู้อะไรก็ต้องรู้ก็เลยมาลงเรียนปั้น จริงๆแล้วแบบว่าหมั่นไส้มันมากกว่า ต้องการจะเอาชนะแล้วก็พิสูจน์ให้มันเห็นด้วยว่าเราไม่ได้อ่อนอย่างที่มันคิด ก็เลยลงเรียนปั้นมันเลยเรียนรุ่นเดียวกับมันเนียะแหล่ะ แต่ผลลัพธ์ออกมาน่าสะใจ ไอ้เวรตะไลนั้นจบหลังพึ่ง แถมระหว่างเรียนก็ประสบอุบัติเหตุเกือบตาย (ไม่น่ารอดมาได้เลยนะแกปากแบบนี้ ) เนียะแหล่ะกรรมของมัน ต่อมาแรงบันดาลใจที่ 2 ก็คือแรงเชียร์ ของรุ่นพี่ที่เชียร์ให้สาวน้อยอย่างพึ่งเข้ามาเรียนประติมากรรม พี่ๆ บอกว่าพึ่งอึด อีนู๋เรียนได้อยู่แล้ว ส่วนสุดท้ายอันนี้ต้องบอกว่ามาคิดได้ที่หลังจริง ๆ คนที่พึ่งคลุกคลีแล้วก็รู้จักที่ผ่าน ๆ ทำงานเกี่ยวกับประติมากรรมทั้งนั้นเลย ยิ่งทั้งครูนพ และอาจารย์ศิรินิตย์ แล้วตอนนั้นก็มีโอกาสได้สนิทและก็ดูงานของอาจารย์มงคล (ชอบผลงานอาจารย์มากมาย) ด้วยก็เลยมาเรียนปั้นด้วยเหตุนี้แหล่ะพึ่งถึงมาเรียนปั้น
นี้แค่เลือกวิชายังไม่ได้เริ่มเรียนนะเนียะยังเหนื่อยเลย แล้วตอนเรียนจะขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปของพึ่งได้นะคะ ขอบคุณทุกท่านค่ะที่ติดตามเรื่องของพึ่งมาจนถึงตอนที่ 4 ดีใจมากมาย มีคนอ่านด้วย ตั้งใจว่าจะเขียนให้จบถึงตอนรู้ผลปริญญาโทเลย โปรดติดตามตอนต่อไปของพึ่งได้นะคะ ขอบคุณค่ะ
(โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป จ้ า )
|
|
|