๑นู๋พึ่ง๑ 的个人资料*~นู๋พึ่ง~*照片日志列表更多 工具 帮助

日志


~.กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆ วันนี้.~ (ภาค 3 : ปี 2 หรรษาหรือปล่าว ? ตอนที่ 1 )

       
         ในขณะที่พึ่งกำลังเรียนอยู่ปี 2 ที่พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง  ผ่านมาแล้ว ที่ลาดกระบัง 1 ปี หลายๆ อย่างในความคิดของพึ่งก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  จากเคยตั้งมั่นว่าจะสอบใหม่ที่ศิลปากร  ก็ล้มเลิก ตัดใจมาตั้งใจเรียนเสียที่นี้ให้จบ ๆ ไป  พึ่งค่อนข้างจะเหนื่อยกว่าคนอื่นเค้า เพราะต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา  ปีนี้พึ่งเองก็เลือกวิชาเอกแล้ว  มันเร็วมากนะสำหรับคนที่เรียนสายสามัญมาแล้วต้องมาเลือกวิชาเอก  ปีนี้เลือกวิชาเอก 2 ตัวค่ะ  เพื่อว่าจะได้ตัดสินใจว่า  ปี 3 จะเลือกเอกอะไรเพียงตัวเดียว  ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆคนบอกว่าหัวเลี้ยวหัวต่อมาก  แต่พึ่งว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะเลือกว่าชีวิตตัวเองจะเป็นแบบไหนในขั้นแรกเท่านั้น  จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรมาก  เลือกในสิ่งที่เราชอบแต่ว่า  หลายคนมันก็ 2 จิตสองใจจริงมั๊ย
       
        ในปี นี้เองที่การเรียนของพึ่งเปลี่ยนแปลงไป  จากที่เคยเรียนเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวปฏิบัติ ในปี 1 แต่ปี 2 เป็นเรื่องของการนำพื้นฐานด้านฝีมือมาใช้ร่วมกับทฤษฎี  ใครก็ตามที่ได้อ่าน และคิดว่าจะเรียน ๆ เล่นๆ แบบปี 1 พึ่งก็ต้องขอเตือนไว้ก่อนเลย  ในฐานะที่พึ่งเองก็ผ่านมาแล้วเลยจะมาขอเล่าให้ฟังเพื่อเป็นบทเรียนให้กับรุ่นน้อง ๆ หรือคนที่กำลังจะเข้ามาเรียน  ในปี 2 นี้ ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์  ที่ลาดกระบัง จะให้เราเลือกวิชาเอก 2 วิชา จาก 3 ซึ่งก็มี จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ (อยากให้ลาดกระบังมีทฤษฎีศิลป์ ศิลปะไทย วีดิโออาร์ต นะ จะได้หลากหลายมากขึ้นและเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน) ตัวพึ่งเองนั้นเลือกวิชา จิตรกรรม  กับ ประติมากรรมไว้  อันแรก จิตรกรรม สาเหตุที่เลือกเพราะเป็นวิชาที่ค่อนข้างจะพื้นฐานเลย  เพราะว่ามันก็เริ่มจาก Drawing ซึ่งมันก็ต้องเริ่มต้นจากการขีด ๆ เขียน ๆ โดยปกติแล้วไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องขีด ๆ เขียน ๆ ไว้ก่อนซึ่งเป็นเรื่องง่ายและเป็นวิชาที่พึ่งคิดว่าสามารถให้หากินได้ไปจนตาย  ที่สำคัญ ต้นทุนในการเรียน ยังถือว่าถูกกว่าทุกสาขา เพราะว่าลงทุนซื้อสีเพียงครั้งเดียวใช้ได้ไปทุกงาน แต่เดี๋ยวก่อน !!! ข้อสุดท้ายนี้พึ่งคิดผิดมหันต์  เดี๋ยวมาว่ากันอีกที ว่าเกิดอะไรขึ้น  ต่อมาเป็นวิชาประติมากรรม  อันที่ที่เลือกเพราะว่าชอบมากตั้งแต่ปี 1 แล้ว รู้สึกว่ายิ่งปั้นยิ่งสนุก  แถมยังได้เห็นตัวเองพัฒนาขึ้นทุกๆครั้ง ที่เริ่มปั้น  คราวนี้ที่ตัดสินใจเลือกนั้นเพราะชอบมาก  ถึงจะปั้นอะไรได้ไม่สวยก็ตาม  แต่ทุกครั้งที่เห็นงานตัวเองหลังจากทำเสร็จ  พึ่งเองรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ คิดอยู่เสมอ  เราทำได้ไงเนียะ สุดยอดดด *0* ทุกครั้งมันมีแต่ความประทับใจนะ (มันน่าจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ ไอ้ความประทับใจแบบนี้พึ่งชอบมาก ๆ เลย) ก็เลยเลือกเรียน  ส่วนสุดท้ายภาพพิมพ์  อันนี้ไม่ไหวจริงๆ  พึ่งไม่ใช่คนเนียบเรียบร้อยและไม่ค่อยมีความอดทน  นั้นเป็นประการเเรกที่พึ่งไม่ได้เลือกวิชาภาพพิมพ์เป็นวิชาเอก  อย่างที่ 2 คือต้นทุน  ถ้าเมื่อใดตั้งใจจะเลือกเป็นวิชาเอกแล้ว  เรื่องอุปกรณ์ก็ต้องพร้อม  วิชาภาพพิมพ์ในความคิดพึ่ง รู้สึกว่าอุปกรณ์วัสดุ  กระดาษที่เสียไปในระหว่างพิมพ์ (ใช้หลายแผ่นเหมือนกันนะเวลา Proof (ทดลองพิมพ์) งาน) อื่น ๆ อีกจิปาถะสารพัดค่อนข้างเยอะ  และแพงซึ่งไม่เหมาะกับคนใช้ของให้พอเอาแต่มันส์มือ บีบให้มั่นขย้ำให้ตายอย่างพึ่ง หรือง่าย ๆ ก็คือ ไม่ทนมือทนตรีนนั้นเอง  แถมหากคิดจะเอาเป็นอาชีพจริงๆ แท่นพิมพ์ ระดับมือโปร ราคามะช่ายน้อยเลย หลักแสนค่ะ รับประกันได้จบไปไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินหากินไม่ได้แน่นอน นอกจากอยู่ในโรงพิมพ์ (อันนี้เป็นความคิดของพึ่งในสมัยจะเลือกวิชาเอกเองนะ) ส่วนวิชาอื่นๆ นั้นก็เป็นเหมือนปกติ เพียงแต่เริ่มมีเรื่องของทฤษฎีมากขึ้น  วิธีการเรียนของปีนี้ทำให้พึ่งเองต้องปรับตัวให้เข้ากับบทเรียนมาก ๆ เราเก่งที่ฝีมืออย่างเดียวไม่ได้ต้องขยันศึกษาหาข้อมูลอื่นๆด้วย  แต่ทว่า การหาข้อมูลนั้นจำเป็นต้องสั่งสมและใช้เวลาพอสมควร  แต่...ปี 2 หลายคนที่เลือกวิชาเอกและวิชาเลือกได้ตรงก็จะมีวันหยุด แต่... พึ่งไปเลือกยังไงเนียะ   เรียน 7 วันแลย เวร!! ไม่มีวันหยุด  ความซวยของพึ่งไม่ได้มีเพียงสัปดาห์หนึ่งเรียนถึง 7 วัน  มันมีคดีเก่าจากตอนที่ปีที่แล้ว  แถมไม่มีเวลาพักผ่อนทำให้พึ่งสบายหยุดเรียนบ่อยมาก  อย่างที่บอกไว้ ปี 2 ทฤษฎีจำเป็นต้องออกไปดูงานข้างนอกเสริม  หาความรู้เพิ่มเติม แค่เรียนก็แย่และยังจะต้องหาเวลาจัดการตัวเองอีกพูดง่าย ๆ  ปีนี้พึ่งไม่มีเวลาได้ดูแลตัวเองเลยทำให้ป่วยง่ายไม่สบายบ่อยมาก ๆ  ขาดเรียนระเบิดเทิดเทิง (เหมือนสนุกเลยนะแก...ขาดเรียน -*-) และแล้วก็...เริ่มเทอมหนึ่งอย่างสนุกสนานพึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในภาควิชามากกว่าหอ  ส่วนบ้าน ปีนั้นไม่มีโอกาสได้กลับเลย  แรก ๆ ยอมรับว่ามีไฟมากมาย  เริ่มจากจิตกรรม  ปีนี้เรียนสีน้ำมันแล้วค่อนข้างสนุก  พึ่งเห่อมากซื้อสีสวย ๆ ที่ชอบ มาเป็นคอลเลคชั่นส่วนตัวมากมาย  พร้อมพู่กัน และเฟรมจัดใส่กระเป๋าไปเรียน  ด้วยความเป็นสีน้ำมันการล้างพู่กันในแต่ละครั้งก็จำเป็นต้องใช้พวกสารละลายน้ำมันเหมือนกัน  คือน้ำมันสนไอ้นี้ค่อนข้างจะเกะกะพอควร  เดิมที่ก็แบกทั้งเฟรมมั้งกล่องสี กระเตงมาเรียนแทบเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว  ยังต้องหิ้วขวด 45 ดีกรีที่บรรจุน้ำมันสนมาอีก  ใช้ไปแรกๆต้นชั่วโมงไม่เท่าไหร่ พอเริ่มทำงานไปนาน ๆ ดมน้ำมันสนไปเรื่อย ๆ แค่ช่วงสาย ๆ ก็เริ่มปวดหัว มึน  น้ำมันสนกลิ่นแรงมาก ๆ มันเป็นสารเคมีประเภทหอมละเหย (มันจะหอมเหมือนคุณรู้สึกชินชากับมัน ใช้ไปนาน ๆ เข้าอาจจะช่วยเสริมสร้างจิตนาการทางสมองและทำลายสมองในเวลาเดียวกัน (กรณีที่ติดแล้ว)) พอหมดวันก็หิ้วกระเตง เฟรมและอุปกรณ์ และขวด 45 ดีกรี เดินโซเซกลับหอเหมือนลำยอง  เป็นแบบนี้อยู่ เดือนว่า  จนเพื่อนห้อง A คงสมเพชลูกกะตา ด้วยความสงสารเลยสงเคราะห์  เดินมาบอกว่าให้เปลี่ยนจากใช้น้ำมันสนล้างพู่กันมาเป็นผงซักฟอกจะดีกว่านะนู๋น้อย ก่อนที่พึ่งจะเดินเมาน้ำมันสนเดินหน้าคว่ำไปเสียก่อน  นอกจากจะช่วยรักษาให้ขนแปรงนุ่มแล้วยังยืดอายุการใช้งานให้กับพู่กัน ที่สำคัญยังรักษาสุขภาพของเราด้วย  หลังจากนั้นพึ่งก็มาใช้ผงซักฟอกเนียะแหล่ะล้างพู่กันตลอดมา  ดีนะที่มันบอกไม่งั้นได้เดินเมากลับหอไปตลอดชาติหรือไม่ก็คงดมจนติดงอมแงมไปแล้วแน่ หุหุ  นานวันเข้าสีที่ใช้ก็เริ่มหมด  เงินทั้งหมดก็เริ่มหายเพราะนอกจากค่าเฟรมที่ต้องสั่งเฟรมไม้ทุกๆอาทิตย์แล้ว ยังมีผ้าใบ และสีอีก  สีน้ำมันหลอดหนึ่งราคา 60 -80 กว่าบาท ค่อนข้างแพง นั้นแค่ยีห้อที่ไม่มีเกรดดีอะไรหนักหนา  ถ้าเป็นของระดับอาร์ตริส ราคา หลอดละ 100 - 200 ก็มี ถึงเวลาสีหมด ก็ต้องไปซื้อ  เพราะไม่งั้นจะทำงานต่อก็ไม่ได้  ตังค์ก็เริ่มหด  อยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ อดมื้อกินมื้อ  ผอมไปเลยนะ  หุ่นดีขึ้นทันตา  ต่อมาก็มาถึงวิชาสุดเลิฟอย่างประติมากรรมบ้าง  อย่างที่รู้ ๆ วิชาที่แสนจะน่าเรียน ไม่จำเป็นต้องใช้สริง  ไม่ต้องใส่เอฟเฟค  พกความมั่นใจและร่างกายให้เกินร้อยมาก็พอ ที่สำคัญ วิชานี้ทำในชั่วโมง ไม่มีการบ้านให้เกาะแกะตามกวนใจ  หุหุ ช่างเป็นวิชาที่แสนดีจริง ๆ  ปีนี้ไม่ได้ปั้นชิ้นเล็กแบบ ปี 1 แล้ว ต้องปั้นคนทั้งตัว ขนาดเท่าจริงบ้าง เล็กกว่าเท่าหนึ่งบ้าง  จุดสนใจของผู้ที่ลงเรียนวิชานี้คือ...ปั้นนู๊ด(NUDE) ...อ้า...ใครก็ตามที่ได้ฟังเป็นหูตาผึ่งและเบิ่งโตเป็นธรรมดาของชาติพันธุ์มนุษย์ผู้ยังละกิเลสทางโลกไม่ได้ทั่วไป   แต่...เมื่อท่านเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นแล้วท่านจะรู้เองว่าไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด  เมื่อเริ่มแรกที่เข้าไปเรียนพึ่งต้องทำความรู้จักกับหุ่นกล้ามเนื้อก่อนซึ่งสำคัญมาก  หากท่านผู้ใดเรียนช่างศิลป์มาแล้วก็จะสบาย  แต่ว่าพึ่งมาจากสายสามัญ  การที่จะต้องมานั่งจำกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกาย  กระดูก  อวัยวะนั้นชื่ออะไรอยู่ตรงไหนเลยเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กสายสามัญ  โชคดีของพึ่งที่ครูนพ ( ผู้ชี้ทางสว่างให้พึ่งในภาคแรก ) ที่สมัยติวกะครู ครูนพบังคับให้ท่องจำ  พึ่งเลยค่อนข้างสบายกว่าเด็กสายสามัญคนอื่นๆ ที่พอมีพื้นอยู่แล้ว  แต่ก็ยังสู้พวกช่างศิลป์ไม่ได้ เพราะพึ่งรู้เฉพาะหลัก ๆ เท่านั้น  ก็อีกแหล่ะ...เหมือนเคย ๆ วิชานี้มันก็ต้องควบคู่กับ วิชา Drawing ด้วย ในเทอมแรกวิชา Drawing กายวิภาคล้วนๆ แบบ ปั้นเลย ไม่เสียแรงแฮะที่เลิกวิชานี้เป็นวิชาเอก  ได้ความรู้อะไรหลายอย่างเพิ่มขึ้นด้วย  ร่างกายของคนนั้นช่างมหัศจรรย์ จริงๆ ว่ามั๊ย (ใครนะสร้างมา เก่งเป็นบ้า) ส่วนคะแนนก็เหมือนเคย ๆ พึ่งยังคงเป็นอันดับต้น ๆ ของห้องอยู่  ยิ่งปั้นยิ่งสนุก  เหนื่อยก็ตอนขนดินเพื่อมาขึ้นรูป กับตอนเก็บดินเนียะแหล่ะ (ยิ่งตอนขนดินหลังจากเอาดินลงไปเก็บเนียะยิ่งเหนื่อยเพราะว่าใช้พลังงานมหาศาลหลังจากตอนปั้นไปหมดแล้ว เฮือก...) แต่พอมาเห็นผลงานที่ตัวเองทีไรถึงกับอึ๊งกิมกี่  แทบไม่เชื่อว่าผู้หญิงตัวเตี้ย ๆ อย่างเราจะทำได้ (ปีนป่ายแท่นปั้นทุกท่วงท่าเพื่อให้ได้มากซึ่งงานชิ้นงามๆ แต่หลังเปลี่ยนมาเอาเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มาต่อขาแทน -*- )  ประทับใจสุด ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา  และนับวันนับวันยิ่งทวีความประทับใจมากขึ้นทำให้พึ่งชักหลงรักวิชานี้ ซะแล้วสิ ( อินเลิฟซะแล้ว เฮ้อ...)  มาถึงท้ายเทอมสิ่งที่ทุกคนตั้งตารอคอยก็มาถึงคือการปั้น NUDE แน่นอนหุ่นเป็นผู้หญิง อ้า... ผู้ชายหลายๆคนก็คงตาโต อยากดูเป็นธรรมดา (อย่างว่าแหล่ะ พวกแกไม่มีอย่างพวกฉันหนิ จริง ๆไม่ได้อยากดูหรอกแต่พวกแกอย่างมีแบบผู้หญิงช้ายม้า~*) พอถึงเวลากลับไม่สนุกอย่างที่คิด เหล่าบรรดาเสือโหยทั้งหลายที่ตั้งตาว่าจะได้ดู หุ่นที่เปลือยกายทั้งตัวก็ถึงกับเครียดประกอบกับแสดงความงั่งกันเลยที่เดียว โอเค หุ่นที่เค้ามานั่งเป็นหญิงสาวสวยหน้าตาดีหุ่นใช้ได้ แต่... ให้เวลาปั้นวันเดียว และเหมือนเป็นการสอบความรู้ทั้งเทอมที่เรียนมา ปกติเราเองก็ปั้นแต่หุ่นใส่เสื้อผ้า ปั้นตรงไหนไม่ได้ ก็ใช้วิชามารเสื้อผ้า ปกปิดเอา แต่ทีนี้มันไม่ใช่อย่างงั้น  พอเปลือยทั้งตัวก็ต้องปั้นในถูกสัดส่วน ตามหลักกายวิภาคและตามร่างกายของหุ่น  ทุกคนเลยต้องควักความรู้ที่สั่งสมมานั่งจับต้นชนปลาย  เครียดกัน หัวระเบิดเลย บางคนทนไม่ไหวต้องออกไปดูดบุหรี่ หลายรอบ  วันนั้นเหล่าบรรดาสิงอมควันอัดกันเข้าไปหลายตัว  ทุกคนพูดเหมือนกันหมด มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย เครียด .... เครียดมาก ๆ  แต่พึ่งไม่ดูดบุหรี่ ได้แต่เคี้ยวยางหมากแก้เครียดไปพลาง ๆ ระหว่างที่ทำงาน  หมดไปหลายเม็ดเลยวันนั้น  แต่ท้ายที่สุด A ก็ไม่พ้นเงื้อมมือพึ่ง  แต่ว่าพอออกมาดูไกล ๆ แล้วเหมือนตุ๊กตายางชะมัด  บังเอิญปั้นหน้านางแบบญี่ปุ่นไปหน่อย  ในที่สุด...ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีในวิชานี้  ต่อมาเป็นประวัติศาสตร์ศิลป์  วิชานี้พึ่งก็ได้บุญเก่าที่ครูนพสอนมาให้แต่ครั้งก่อนอีกเช่นกัน บวกกับพึ่งเองเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเลยค่อนข้างสบาย  มีอยู่ครั้งตอนสอบสไลด์ อาจารย์จะสุ่มภาพสไลด์ มาให้เราตอบว่าไปยุคไหน ศิลปะของที่ไหน มีเอกลักษณ์ และมีชื่อว่าอะไร  ตอนนั้นเหมือนเล่นเกมแฟนพันธุ์แท้มาก  ความซวยของพึ่งที่ดันไปหยิบสไลด์ที่อาจารย์  ไม่เคยเอามาให้ดู  แต่ก็ยังพอจำลักษณะได้  เลยตอบถูกซะงั้น  จริง ๆ แล้วก็เดาเอานะ  แต่ถูกซะหนิเพื่อน ๆ ที่เรียนร่วมห้อง A ที่เรียนในคลาสเดียวกับพึ่งต่างฮือฮากันใหญ่ว่าตอบได้ไง (ยืดเลยตอนนั้น แหะ ๆ)  แต่ห้องพึ่งเองสิกลับกลายเป็นโดนอิจฉาซะงั้น  อย่างว่าแหล่ะ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ จะไปเอาอะไรมาก คนเราขยันไม่เท่ากันจะมาว่าอะไรเราไม่ได้ วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์เลย คว้า A สบาย ๆ เพรียว ๆ ไปอีกวิชา เท่าที่เล่ามาเหมือนชีวิตในปี 2 ของพึ่งค่อนข้างจะสนุก แต่ทว่า  ยังมีวิชาที่ทำให้พึ่งหดหู่อย่างองค์ประกอบศิลป์  วิชานี้ยอมรับเลยว่าท่าดีทีเหลวไม่เป็นน้ำเป็นท่า  เนื่องจากทำงานโดยการกำหนดหัวข้อ  ใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบศิลป์มาสร้างเรื่องราว  ซึ่งไม่เหมือนแต่ก่อนที่ทำงานเป็นแพทเทิล  ไม่มีเรื่องราว  ความยากอยู่ที่ต้องสร้างเรื่องให้กับภาพ - -* (พวกสร้างภาพ)  อันนั้นไม่ใช่ปัญญหาสำหรับพึ่ง แต่ปัญหาอยู่ที่หัวข้อที่กำหนดให้มันดันซ้ำกัน หัวข้อเดียวหลายๆอาทิตย์ บางทีทำให้คิดอะไรไม่ออก  เพราะว่าโชว์ศักยภาพให้ในอาทิตย์แรกๆ ไปหมดแล้ว พอมาอาทิตย์หลัง ๆ เลยหมดมุก แป๊กง่ะ  คนเราเจออะไรซ้ำ ๆ กันย่อมเบื่อเป็นธรรมดา แถมยังทำให้เราแป๊กบ่อย ๆ อีกตั้งหาก  อย่างว่าทำอะไรซ้ำ ๆ กันมันก็เลยไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่  อีกประการด้วยเหตุที่ว่าพึ่งเรียน 7 วัน ใน 1 สัปดาห์ ทำให้ วิชานี้พึ่งไม่ค่อยมีเวลาได้ทำเต็มที่เท่าไหร่  กว่าจะกลับมาถึงหอก็เย็น เหนื่อยต้องมานั่งทำการบ้านอีก ทำให้นอนไม่เป็นเวลาสุขภาพแย่เลย โทรมมากช่วงนั้น ส่วนคะแนนก็ผีเข้าผีออก บางทีก็ A บ้าง หนักสุด ร่วงไป เป็น D เลยก็มี คะแนนเฉลี่ยเลยออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่ที่ B จัดว่าค่อนข้างแย่เลยนะนั้น  หดหู่มากเลยวิชานี้ ไม่เหมือน ปี 1 เลย เฮ้อ....
 
           จากการที่พึ่งเรียน 7 วันทำให้พึ่งไม่มีโอกาสได้พักผ่อนเหมือนชาวบ้านเค้า  ช่วงนั้นพึ่งโทรมมากตอนนั้นไม่มีโอกาสได้แต่งตัวสวย ๆ เลยดูไม่ดี ถึงแต่งไปก็ไม่สวยอยู่ดีเพราะว่าทำงานเลอะเทอะตลอด  แต่งไปเสื้อผ้าดีๆเราก็เสียหมด  หมดราคา จากเสื้อตัวละ 500 กลายเป็นตัวละ 89 ได้ แถมสุขภาพแย่เจ็บออด ๆ แอด ๆ ตลอดเวลา เป็นเหตุทำให้พึ่งต้องหยุดเรียนบ่อย ๆ เหมือนไม่ค่อยได้เต็มที่กับมันเลย  เวลาไปเรียนก็จะอยู่ในสภาพโทรม ๆ เลยเป็นอุทาหรณ์ให้อนุชนรุ่นหลังให้รู้ไว้ว่าเวลาจะเลือกลงวิชาอะไร อย่าได้เลือกตามความชอบอย่างเดียว ดู เวลาพักผ่อนด้วย ไม่เช่นนั้นจะเน่าเป็นศพมาเรียนเหอะๆๆๆ ยังไม่จบแค่นั้นสำหรับ ปี 2 ยังมีต่อนะ เอาไว้จะมาเล่าต่อในตอนต่อไปแล้วกัน สำหรับวันนี้ สวัสดีจ้า
 
                                            
                                                                                          ( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป )
 
           
 

~Oo๐. วันรับปริญญาที่แสนทรมานแต่ทว่า...? .๐oO~

                          แครกกกกก....แครกกกกก....วันนี้เป็นอีกวันที่พึ่งเดินลากขาและเท้าเล็ก ๆ ของตัวเองเดินกลับบ้าน  อาทิตย์หนึ่งเต็มๆ ที่พึ่งต้องใส่รองเท้าส้นสูง  เพื่อให้เคยชินกับการเดินในวันรับปริญญา  วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่พึ่งจะได้ใส่มันวันรับปริญญา  ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาพึ่งแทบจะโยนรองเท้าส้นสูงทิ้งหลายรอบ ทั้งเจ็บ ทั้งปวด บวกกับความรำคาญ ใส่รองเท้าบ้านี้แล้วเดินไม่ถนัดเอาเสียเลย  หลายครั้งที่พึ่งแอบถอดเดินเท้าเปล่าบ้างจนเท้าดำไปหมด  เอาหน่ะดีกว่าทนใส่รองเท้านี้เจ็บจริง ๆ  ความเจ็บปวดของเท้าพึ่งก็ยังไม่สู้ความเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งรอคนอื่นรับปริญญาบัตรจนกว่าจะมาถึงตัวเองและหลังจากตัวเองไปอีก บัณฑิตใหม่เยอะมากเลยปี่นี้พึ่งรับอยู่ช่วงกลาง ๆ พอดีตอนซ้อมนี้มันช่างน่าเบื่อจริง ๆ รอแล้วรออกีหลับไปหลายรอบ เดินลุกไปห้องน้ำบ้างโทรศัพท์คุยกับเพื่อนจนไปถึงแลกที่กับเพื่อน วิ่งไปคุยกันคนโน้นคนนี้ ก็เท่านั้นไม่หายเซง  อยากให้รีบซ้อมเสร็จ ๆ แล้วออกไป  ประจวบเหมาะกับความหิวโหย  พึ่งตื่นมาซ้อมที่ไบเทคบางนาแต่เช้าราวๆ มาถึงก็ราวๆ 6 โมงเช้าเลยทานข้าวตอนเจ็ดโมง  ถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ พอ 10 โมงกว่าๆ ก็เข้าไปซ้อมในห้องพิธี  หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทานอะไรต่อเลยจน 6 โมงเย็นน้ำก็ไม่ได้กิน  หิวโหยมากเหอะๆๆ ( เรื่องกินเรื่องใหญ่มักๆสำหรับพึ่งนะ ) พอลงมาจากห้องซ้อม พึ่งรีบถอดรองเท้าเดินลงมาที่ศูนย์อาหาร จักการโซ่ยข้าวกล่องที่แม่ซื้อมารอไว้ให้หมดเกลี้ยงเลย  หิวมากพแสร็จก็กลับบ้านนอน แผ่ไปบนพื้นไม้ของบ้านช่างสบายเสียจริงหุหุ  และแล้วความทรมานก็หายไป 2 วันที่อยู่บ้านพึ่งพยายามฝึกซ้อมนึกถึงตอนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระเทพฯ ว่าถ้าเราได้ไปอยู่ต่อหน้าท่านแล้วเราจะประหม่ามั๊ย ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า  พึ่งชื่นชมในตัวสมเด็จพระเทพฯมาก มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ชอบมาก ๆ เวลาที่ท่านเสด็จไปต่างประเทศแล้วเอาเรื่องราวมาเขียนเป็นหนังสือ มีภาพอ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวกับพระองค์ด้วย  ดูท่านเป็นคนที่เรียบง่ายดูสบาย ๆ และใจดีในสายตาของเรามาตลอด  พึ่งรักและเคารพท่านมากเลยนะ คิดอยู่ตลอดเลยว่าเราเนียะมีบุญมากมายที่ได้ไปยืนรับปริญญาบัตรกับพระหัตถ์ของท่านเองแบบใกล้ๆ ถึงแม้ว่าเป็นช่วงเสี้ยววินาทีก็ตาม  ถึงอย่างงั้นก็เหอะพึ่งก็รู่สึกตื่นเต้น ทั้งกลัวว่าพออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ท่านเราทำตกใจทำผิดทำถูก กลัวมากๆเลยแหล่ะ

     พอมาถึงวันที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  พึ่งตื่นแต่ ตี 3 เพื่อมาอาบน้ำแต่งตัวขึ้นรถไปแต่เช้ามาถึงที่ไบเทค บางนาก็ประมาณ 6 โมงเช้าตอนนั้นมีแต่พวกบางมด( พึ่งรับวันเดียวกับพวกพระจอมเกล้าฯบางมด แต่เป็นรอบบ่าย ) พอมาถึงก็ลงมาถ่ายรูปตามซุ้กับแม่ ป๊า กูเล็ก น้าเล็กและก็แพรอยู่พักจนคนเริ่มเยอะก็เลยหลบไปหาอะไรกินในศูนย์อาหาร คนเยอะมาก ๆ แน่นกว่าวันซ้อมใหญ่อีกพระว่า 2 พระจอมบวกกับบรรดาเหล่าญาติโยมของเหล่าบัณฑิตมาแสดงความยินดีกัน เยอะมาก พึ่งไม่ชอบคนเยอะ ๆ เจอแบบนี้เข้าเลยรู้สึกอึดอัด แน่นหน้ามืดไปหมดจนต้องพึ่งยาดม สูดไปหายปืด อาร์ทกับครอบครัวก็เดินมาหา เรา 2 คอรบครัวนั่งด้วยกันวันนี้แม่ของอาร์ทแต่งตัวสวยดูผิดหูผิดตาจากที่เคยเห็นมากๆ นั่งคุยกันได้ซักพักก็ต้องขึ้นไปรายงานตัวแล้ว พึ่งฝากข้าวของเดินไปกับอาร์ท ถือถุงขนมกับน้ำเข้าไปในห้องบรรจุบัณฑิตเพื่อรอพวกบางมดเดินออกมาแล้วก็เข้าไปนั่งต่อ ระหว่างที่รอพึ่งกินขนมนั่งคุยกับเพื่อนๆ จนหนมหมด ( รู้สึกว่าจะกินทั้งวันเลยนะแกนังพึ่ง) ได้เวลา 10 ครึ่งพึ่งก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ โอ้ว....ต้องขอบอกไปเลยสำหรับสาวๆหรือคนที่กำลังจะเป็นบัณฑิตของพระจอมเกล้าทั้งหลาย ห้องน้ำทั้งในห้องโหลดบัณฑิตและห้องพระราชพิธี น้อยมากๆ ไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการ เลยขอแนะนำว่าให้เตรียมตัวเรื่องปากท้องให้ดีเสียก่อนวันจริงไม่ฉนั้นท่านจะทรมานมากมายแสนสาหัสเชียว  โดยเฉพาะห้องน้ำหญิง ต่อแถวกันยาวเหยียดมาก  เนื่องจากผู้หญิงค่อนข้างจะพิถีพิถันกับเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวและภาระกิจส่วนตัวหลายคนเหมือนกัน ที่ต้องอาศัยบุญบารมีเพื่อนชายพาเข้าห้องน้ำชายบ้าง บ้างก็เข้าห้องน้ำคนพิการบ้าง แต่ยังไงแถวก็ยังยาวอยู่ดี  กว่าพึ่งจะได้เข้าก็คุยกับคนที่ไม่รู้จักที่ต่อแถวมาด้วยกันจนสนิทกันไปหมดแล้ว (เนียะแหล่ะมิตรภาพหน้าห้องน้ำ ) กว่าจะได้เข้ารอตั้ง 15 นาที พอพึ่งออกมาจากห้องน้ำก็มาอยู่ในแถว เจ้าอาร์ทนี้สิตัวดี 10.45 เข้าไปแล้วดันมาปวดหนัก เค้ามีกำหนดโหลดบัณฑิต 11 โมง อาร์ทไปเข้าห้องน้ำนานมาก พึ่งเป็นห่วง จะตามเข้าไปก็กะไรอยู่ ง่ะจะให้สาวน้อยน่ารักอย่างเราตามเข้าไปในห้องน้ำชายหรอ มะมีทาง เจ้าเมี่ยงเพื่อนเลิฟเลยเข้าไปตามหลายรอบแต่ก็ยังไม่ออกจนเค้าเริ่มเดินแถวเข้าเครื่องสแกน และตรวจอาวุธ ถึงจะเข้ามาในแถวได้ พลอยให้คนเค้าเป็นห่วง จริงๆเลยเจ้าลิงหนิ พอเข้าไปนั่งที่ห้องพระราชพิธีได้ไม่เท่าไหร่ ด้วยอาการของคนไฮเปอร์ นิ่งเป็นหลับขยับเป็นแดรก(555+)ของพึ่งก็เข้าสิง มันไม่มีอะไรทำเลยนั่งสัปงก รอให้ถึงเวลาพิธี รอนานประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็ได้เวลาเพลงสรรเสริญ พระบารมีก็ดังขึ้น สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ก็เสด็จเข้ามาในงาน  นั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งได้เห็นท่านเต็ม ๆ ตาจำได้ว่าตอนเด็กตอนไปเที่ยวกับแม่เคยเห็นท่านนั่งอยู่ในรถตอนสเด็จไปไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้เห็นพระองค์ท่านชัดมากๆ ครั้งแรกที่ได้เห็นพระองค์ท่านพึ่งรู้สึกดีใจมาก ๆ ในใจพึ่งเหมือนมีอะไรบางอย่างเอ่อล้นทะลักออกมาเลย  น่าจะเป็นความปลื้มปิติดีใจมากๆที่ได้เห็นพระองค์ท่านเสียมากกว่า พอได้นั่งก็หลับทันที อ้าว.... ง่วงมากมาย ตื่นแต่ตี 3 มาถ่ายรูปเดินไปเดินมาก็เหนื่อยมากมายของีบซักหน่อย ระหว่างรอนั้นเก่งก็พยายามชวนพึ่งคุย แต่ยังไงพึ่งก็หลับ 555+ คุยจนลิงหลับเนียะสุดๆเอิ๊กๆๆ พอใกล้ๆถึงพึ่งก็ตื่น จนมาถึงแถวตัวเอง ตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ อิอิ ก็เรากำลังจะไปอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ของท่านแล้วหนิดีใจมากๆ และแล้วก็ถึงเวลา พอถึงเวลาจริงๆพึ่งกลับไม่กล้ามองพระพักตร์ท่านเลย กลัวมากๆ กลัวว่าเมื่อมองขึ้นไปเห็นพระองค์ท่านจะเกิดอาการประหม่า พึ่งแอบเงยหน้ามองพระพระองค์ท่านิดๆ ท่านหลับ 0.0!!? แล้วก็ถึงคราวที่พึ่งเข้าไปรับปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของท่าน พึ่งก้าวถอยหลังผิด รีบ ๆเดินลงจากเวที แล้วเข้าที่นั่ง พอมีนั่งเห็นภาพที่พระองค์ท่านหลับ แต่มือยังคงส่งใบปริญญาให้กับบัณฑิต ดูแล้วกลับสงสารท่านมากว่าตอนได้รับใบปริญญาบัตรจากท่านเสียอีก  ท่านที่งทำงานหนักมากไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน แถมยังต้องส่งใยปริญญาบัตรให้กับบัณฑิต แค่เฉพาะวันนี้ก็ 8000 คนแล้ว ท่านคงเหนื่อยและเมื่อยมากๆ เลย ยิ่งด้วยช่วงนี้เป็นช่วงที่มีพิธีศพของพระพี่นางฯ ดูเหมือนว่าท่านจะยิ่งทรงงานหนักเป็นหลายเท่าเลยทีเดียว  พึ่งเห็นแล้วรู้สึกได้เลยว่าพระบรมวงค์ศานุวงค์ทุกท่าน  ท่านทรงอุตส่าห์สละเวลาพักผ่อนหรอทรงงานอื่นๆของท่านมาเพื่อนพระราชทานปริญญาบัตรกับพวกเรา  พระองค์ท่านทุกๆพระองค์ช่างมีเมตตาเหลือเกิน  มันกลายเป็นความตื้นตันใจมากๆเลยนะตอนนั้นรู้ว่าท่านเหนื่อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้  พึ่งเคยฝันนะว่าซักวันหนึ่งอยากจะเข้าไปทำงานอยู่ใกล้ๆ ในหลวง หรือสมเด็จพระเทพฯ เราก็รู้อยู่แก่ใจพระองค์ท่านคงไม่ต้องการอะไรมากเท่ากับการเป็นคนดีและคอยช่วยเหลือสังคมเท่าที่ประชาชนของท่านจะทำได้  เนียะแหล่ะหลังจากพึ่งได้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ไปแล้ว เอาแหล่ะต่อไปนี้พึ่งจะทำหน้าที่ของพึ่งให้ดีที่สุดเลย

           นับเป็นความประทับใจมากที่สุดเลยวันหนึ่งที่พึ่งได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ ใกล้ๆและเป็นเวลานานถึง 3 ชั่วโมง  สมแล้วกับความยากลำบากที่พึ่งพยายามมาตลอด 4 ปี และ 1 อาทิตย์สำหรับการทนใส่ส้นสูงที่ไม่ถนัดเอาซะเลย  เพื่อสิ่งนี้ความปลื้มปิติยินดีที่ได้เห็นสมเด็จพระเทพฯ  ความทรมาน ตลอดที่ซ้อม 1อาทิตย์ หายไปเลยแหล่ะเมื่อมาเห็นท่านต้องคอยรับส่งใบปริญญาบัตรให้เหล่าบัณฑิตแล้ว ความเมื่อยล้าของเรากับท่านมันเทียบกันไม่ได้เลย พึ่งอยากจะบอกคนไทยทุกคนนะว่าเราโชคดีมากๆที่มีในหลวง มีพระบรมวงค์ศานุวงค์ที่เป็นห่วงเป็นใยรักประชาชนมากขนาดนี้  พึ่งว่าคนทั้งโลกคนอิฉาคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ มีแผ่นดิน มีบ้านที่น่าอยู่แบบนี้ อยากให้คนที่กำลังจะทำชั่วโกงกินทำให้บ้านเมืองและคนอื่นๆได้รับความเดือดร้อนได้มาเห็นความมีน้ำพระทัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกพระองค์มีให้ประชาชนนั้นมากมายมาหศาลขนาดไหน  แค่บัณฑิตซึ่งใคร ๆ ก็เป็นได้  ทุกพระองค์ท่านก็มาพระราชทานใบปริญญาบัตรให้เหล่าบัญฑิตทั้งหลายด้วยตัวพระองค์เอง  ทั้งเหมือนเป็นกำลังใจให้บัณฑิตทุกคนให้ทำดีตลอดไป และสร้างความปิติยินดีให้กับผู้ที่จบการศึกษาสิ่งเล็ก ๆ น้อยแค่นี้ ใครบ้างนะจะคิดบ้างว่าที่ทุกพระองค์ท่าทำก็เพื่อประชาชนอย่างพวกเรา ในขณะที่พึ่งเล่าเรื่องอยู่นี้พึ่งยังคงจำภาพความประทับใจที่ได้อยู่ใกล้พระพักตร์แม้เพียงเสี้ยวนาทีไม่ลืมเลย ทุกครั้งที่ได้เห็นในหลวงและพระบรมวงศ์ศานุวงค์ทำอะไรเพื่อนประชาชนจะรู้สึกดิใจมากๆ ถึงแม้จะไม่ได้รับโดยตรงก็ตามก็รู้สึกดีใจมากๆเลยค่ะ

                                                     *สำหรับบทความนี้พึ่งต้องขออภัยนะคะ หากว่าใจคำราชาศัพท์ที่ผิด และอาจไม่เหมาะสม เพราะว่าไม่ถนัดเรื่อการใช้ภาษาจริงๆจ้า *            

 

     

~. กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆวันนี้ .~(ภาค 2)

          พึ่งเข้ามาเรียน ปี 1 ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้เดือนกว่าแล้ว พึ่งค่อนข้างล่องลอยอยู่พอสมควร เนื่องจากอาการผิดหวังซ้ำซากทั้งสอบเข้าคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากรไม่ได้ แถมสอบเข้าวิจิตรศิลป์ลาดกระบังไม่ติดอีก(ภาคปกติ) พึ่งได้มาเรียนภาคสมทบที่ลาดกระบังซึ่งเป็นภาคที่ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนเพราะว่าคนที่เข้ามาก็คือคนที่สอบไม่ติดที่ไหนเลยก็เลยมาอยู่ที่นี้ มีทั้งสายสามัญและช่างศิลป์ โดยจะเรียนเหมือนภาคปกติหมดทุกอย่าง แยกเป็น 2 ห้องคือห้อง A นั้นก็คือภาคปกติคนที่เรียนจะจะเป็นพวกที่สอบเอนท์ทรานติด ส่วนห้องที่พึ่งเรียนก็คือภาคสมทบเรียกว่าห้อง B อย่างที่รู้ๆคนที่พ่อแม่มีสตางค์เห็นว่าลูกเรียนไม่ติดก็เลยส่งมาอยู่นี้อย่างน้อยก็ยังเป็นมหาลัยของรัฐบาล ทั้งคนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็ไมใด้ตั้งใจจะเรียนจริงๆเลย พึ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่เหมือนกัน ทำอะไรดูแย่ลำบากท้อแท้ ทั้งเรื่องเพื่อนในห้องและเรื่องเรียน พึ่งมีความรู้สึกแย่ๆแบบนี้มาเดือนกว่า อาการนี้ใครเป็นมันก็คงจะเข้าใจนะทรมานสุดๆ เรียนกับคนที่เค้าไม่ได้ตั้งใจเรียนเลยเนียะ อาจารย์ที่ไหนใครเค้าก็ไม่อยากจะสอน มาเรียนก็แค่มาเป็นพิธี เหมือนมาซื้อใบปริญญาเสียมากว่า พวกห้อง A หลายคนเองก็ค่อนข้างจะดูถูกห้อง B อย่างพึ่งเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียน คนที่เค้าใจจริงจะเกลียดพวกนี้มากๆ พึ่งเองก็เหมือนกันเกลียดพวกไม่ได้ตั้งใจจะมาเรียน เรียนๆเล่นๆจนทำให้พึ่งต้องพลอยตกอับไปด้วย ตอนนั้นพึ่งเข้าใจแบบนี้คิดและมองโลกแย่ ๆ ไปอยู่นานเหมือนกัน พึ่งไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิง จะคบเฉพาะเพื่อนที่เรียนและตั้งใจจะเรียนจริง ๆ เท่านั้น มีโจ้ ม่อน ยอด ซัน ที่พอมาเริ่มรู้จักได้คุยกันมีความคิดที่จะตั้งใจเรียนเหมือนกันก็เลยเป็นทั้งเพื่อนและคู่แข่งในเวลาเรียนตลอด วิชา Drawing พวกเราจะแข่งกัน A แรก ๆ ก็มีแค่ Drawing เนียะแหล่ะที่แข่งกันได้ พอทำให้รู้สึกชุ่มชื้นใจบ้างนิดหน่อยที่ยังมีคนคิดเหมือน เรา ส่วนพวกที่มาจากช่างศิลป์ค่อนข้างจะไม่ค่อยชอบพวกเด็กสายสามัญอย่างพึ่งพอสมควร แต่ก็ต้องทนๆไป

พึ่งโชคดีที่ได้มีโอกาสได้รู้จักกับหัวหน้าห้อง A อาร์ท (คริคริ ตอนนี้เราเป็นแฟนกานและนะ ) ทีแรกเลยเราคุยกันแบบเพื่อนหยอกไปล้อมา มีโอกาสได้ดูงานของอาร์ทบ้างเลยทำให้รู้ว่าเราด้อยกว่าห้อง A เยอะมากพึ่งเลยเอาเรื่องเรียนมาคุยกับอาร์ท ซึ่งอาร์ทเองก็พอจะรู้ปัญหาของพึ่งอยู่ทีเดียว อาร์ททำให้พึ่งรู้จักเพื่อนเก่งๆในห้อง A หลายคน หลายคนก็มาจากสายสามัญแต่พวกเค้าก็เก่งมาก นั้นเลยยิ่งเป็นสิ่งที่พึ่งต้องขยันอีกหลายเท่า ตอนที่เรียนวิชาองค์ประศิลป์ ครั้งแรกเลยที่พึ่งทำงานจำได้ว่าอาจารย์ไม่ให้เกรดเลย เพราะว่างานที่ทำออกมาแย่มากๆ อาจารย์ เกรียติศักดิ์ ชานนทนาถ เป็นคนสอนวิชาองค์ประกอบศิลป์เอง ทีแรกคิกว่าแย่มากเลยไม่ค่อยชอบเรียนวิชานี้เท่าไหร่ถึงรู้อยู่ว่าสำคัญก็เหอะ แต่ว่าเจอแบบนี้ในครั้งแรกก็รู้สึกแย่มาก อาร์ทกับเพื่อนๆห้อง A บางคนพยายามช่วยเหลือพึ่ง สอนวิธีทำงานให้ง่ายขึ้น เอาตัวอย่างมาให้ดู พอหลัง ๆ งานพึ่งก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ไม่ได้เกรดเลย เป็น C จนมาท้ายๆ เทอม กลายเป็นกวาด A ตลอด ครั้งแรกพึ่งคิดเสมอว่าเพื่อนห้อง A คงจะหวงวิชามากเลยนะ แต่ไม่เลยเค้าก็ช่วยพึ่งตลอดสอนวิธีลงสีจัดองค์ประกอบบางทีถ้าพึ่งว่างๆก็จะแอบมุดเข้าไปเรีบยนกับห้อง A บ้างทั้ง Drawing ทั้งองค์ประกอบ ส่วนวิชาประติมากรรม ที่แรกไม่เป็นสับปะรดเลย ช่วงปี 1 เค้าให้ปั้นนูนต่ำตอนนั้น อาจารย์ ศิรินิตย์ เป็นคนสอน โชคดีของพึ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์ ศิรินิตย์ นะ เพราะว่าอาจารย์ค่อนข้างเขี้ยวมากๆ ทำไม่ได้แกจะพยายามสอนให้เราทำจนได้ อาจารย์ พยายามที่จะสอนพวกเราทุกวิถีทาง เคยมีอยู่ครั้งที่เรียนทั้งวันจน 3 ทุ่มเลยทีเดียว พึ่งเองรู้สึกชอบปั้นมากเป็นพิเศษ เพราะว่าเล่นกับดินเลอะเทอะสกปรกดี ชอบแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วแถมยังเจออาจารย์ที่ดีแบบนี้เลยยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ อาจารย์ ศิรินิตย์ สอน Drawing พึ่งด้วย 2 วิชานี้สัมพันธ์กันมากเพราะเป็นเรื่องรูปทรง แสงเงา น้ำ หนัก มุมมอง แถมเจออาจารย์ คนเดียวกันสอนยิ่งทำให้พึ่งสนุกใหญ่ หลัง ๆ งานของพึ่งเริ่มดีขึ้นเรื่อง วิชา Drawing กับ ปั้นเนียะ พึ่งจะคว้า A มาตลอดจน ปี 2 เลยช่วงหลัง ๆ ที่พึ่งมีโอกาสได้ดูงานและรู้จักกับพวกเพื่อนของอาร์ท ทำให้พึ่งลืมความรู้สึกแย่ ๆ ที่เรียนในห้อง B ได้บ้าง แต่ก็ยังไม่หมดยังคงเหลือพวกเพื่อนที่ไม่ชอบขี้หน้ากันเท่าไหร่ ( ไม่รู้...นึกไม่ออกไปทำอะไรให้หว่า ? ) 'งานของพึ่งเริ่มพัฒนามากขึ้นจนพวกที่ไม่ค่อยชอบพึ่งอิจฉาตาร้อน ยิ่งทำให้พวกเค้าเกลียดพึ่งเข้าไปใหญ่ โดนแกล้งบ้าง ขู่เราบ้าง อย่างว่าเราตัวคนเดียวแถมนิสัยส่วนตัวก็ค่อนข้างหยิ่งไม่ค่อยยอมใคร เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครด้วยไม่ผิดหนิหน่า ก็ได้แต่พยายามทน แต่ก็มีเพื่อนกลุ่มที่แข่งกันเรียนเนียะแหล่ะที่ช่วยเหลือตลอด มีอยู่ครั้งดูเหมือนพวกมันจะเกลียดมากๆ ครั้งนั้นเป็นเทอม 2 แล้ว อาจารย์เกรียติศักดิ์ เองก็ยังคงสอบวิชาองค์ประกอบศิลป์อยู่ เทอมนั้นวิชาจิตรกรรมสีฝุ่นซึ่งต้องเขียนลงบนเฟรม อาร์ทเองสอนพึ่งให้ขึงเฟรมด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปสั่งให้ที่ร้านทำเพราะว่ามันจะแพงมากๆ พอเรียนจิตรกรรมสีฝุ่นได้เขียนลงบนเฟรมทำให้พึ่งตื่นเต้นมาก ๆเ พราะไม่เคยเขียนเลย เห่อสุด ๆ เลยลองมาเขียนบนเฟรมในวิชาองค์ประกอบศิลป์ด้วย อาจารย์ เกรียติศักดิ์ แกติดใจเราตั้งแต่เทอมที่แล้วเป็นทุนเดิมอยู่ที่พึ่งพยายามทำงานพัฒนาจนมาได้ขนาดนี้ แถมรอบนี้มาแบบจริงจังทำงานลงเฟรม แกเลยสั่งให้ทุกคนในห้องทำงานลงเฟรมมาส่งแกให้หมด นั้นเป็นกลายเป็นว่ายิ่งกระตุ้นต่อมเกลียดให้พวกนั้นยิ่งเกลียดพึ่งเข้าไปใหญ่ เพราะพวกมันเองก็ค่อนข้างจะขี้เกียจเรียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังต้องมาทำงานเพิ่มขึ้น เพราะพึ่งทำงานใส่เฟรมมาส่ง ยิ่งเกลียดยิ่งแกล้งพวกนี้ ทั้งพูดจาให้บาดใจทั้งเจ็บทั้งละอาบางทีขนาดทำให้พึ่งไม่อยากมาเรียนเลยแต่ยังไงเราก็ต้องสู้หนิก็ต้องมาเรียนเราตั้งใจแล้วหนิว่าเราจะมาเรียนหนิเน๊อะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าอยู้ห้องเดียวกับพวกมัน ได้แต่ทนๆไป แต่ผลแห่งความขยันและความพยายามก็ไม่ทำให้พึ่งต้องจำทนเศร้าสร้อยอ้างว้างไปตลอด ปีที่พึ่งเข้าไปเรียนเป็นปีที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ ครบรอบ 11 ปีพอดี อาจารย์เลยจัดให้มีการแสดงงานระหว่าง อาจารย์ ศิษย์เก่า และ นักศึกษาปัจจุบัน มาคัดเลือกเพื่อไปแสดงงานที่สีลม แกลลอเรีย พึ่งไม่ได้ส่งงานไปคัดเลือก แต่อาจารย์ เกรียรติศักดิ์ แกให้เพื่อนพึ่งโทรมาตามให้พึ่งเอางานไปแสดง แถมยังเป็นห้อง B คนเดียวที่ได้แสดงงานในปีนั้น นับเป็นความสำเร็จขั้นแรกที่พึ่งรู้สึกภูมิใจมาก ความพยายามของพึ่งตลอดมามันไม่ได้สูญเปล่าเลย นั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งได้แสดงงานที่สีลมแกลลอเรียด้วย ดีใจสุดๆ (สีลม แกลลอเรีย เป็นแกลลอรี่อันดับต้น ๆ ที่ศิลปินส่วนใหญ่ใฝ่ฝันจะได้แสดงงานที่นั้นกัน ) แต่ทว่ากลับยิ่งสมทบทุนความรังเกียจให้กับพวกขี้อิจฉาที่วัน ๆ จ้องแต่จะทำลายคนอื่นโดยที่ไม่พัฒนาตัวเอง แต่ท้ายที่สุด 1 ปีที่ผ่านมาก็พอทำให้พึ่งได้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพื่อน ๆ ในห้อง A หลายคนที่เคยดูถูกห้อง B ก็หันมายอมรับในตัวพึ่งกันบ้างทำให้พึ่งดูแตกต่างจากภาคสมทบทั่วไป ส่วนวิชาประติมากรรมแรก ๆ ที่ทำไม่ได้ดีเลย ได้อาร์ทมาช่วยสอนให้ อาร์ทค่อนข้างจะสนิทกับอาจารย์ศิรินิตย์มาก ช่วงที่พึ่งเรียนปั้นอยู่อาร์ทซึ่งเรียนวิชาอื่นอยู่ก็จะแอบลงมาดูพึ่งเป็นระยะๆ ช่วงกลางวันก็จะมารับพึ่งไปกินข้าวด้วยกันประจำ เวลาที่อาร์ทมาดูพึ่งอาร์ทจะสอนให้พึ่งปั้นให้เป็นด้วยตัวเองจะไม่ทำให้ อาจารย์ศิรินิตย์เองก็คงจะคอยมองอยู่แต่แกก็ไม่ได้ว่าอะไร พวกที่เกลียดพึ่งจะรู้ว่าอาร์ทเข้ามาหาพึ่งบ่อยมาก อาร์ทค่อนข้างเป็นคนดุและน่ากลัวในสายตาพวกมันอยู่ก็เลยไม่ค่อยกล้าทำอะไรพึ่งด้วยเพราะว่าเป็นหัวหน้าด้วยมั๊งใครๆก็เลยเกรงใจเป็นธรรมดา บางทีพวกมันก็จะเรียกอาร์ทไปให้ช่วยสอน แต่อาร์ททำให้เลย นี้เลยเป็นข้อดีที่พึ่งทำเองมาตลอดไม่ค่อยจะง้อใครเป็นแบบนี้เลยทำให้พึ่งช่วยตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้มารยาหญิงน่ารักๆ อ้อนให้ใครช่วยแบบพวกนั้น

แค่ในช่วงปีแรกของพึ่งก็ดูยุ่ง ๆ อยู่เหมือนกันโชคดีนะที่ได้เจอคนดี ๆ คอยช่วยเหลือพึ่งตลอด พึ่งเนียะยังคิดเลยว่าค่อนข้างจะโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเวลาเดือดร้อน หรือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็จะมีคนคอยช่วยเหลือดุแลอยู่ตลอด โชคดีมากๆ อย่างว่าแหล่ะคนคนพาล คนพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผลสุภาษิตโบราณเก่า ๆ เนียะใช้ได้ไปทุกรุ่นทุกสมัยเลยนะว่ามั๊ยหล่ะ แต่ว่าอยากจะเป็นคนเก่งเนียะสิต้องแลกด้วยความทุกข์หลายๆอย่าง ทุกข์ที่ไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ห้องเดียวกัน แถมยังต้องคอยทำคะแนนให้ดีไม่ให้ตก ถ้าตกลงไปหรือย่ำแย่ก็จะโดนพวกขี้อิจฉาซ้ำเติม หลายครั้งนะที่พึ่งทำเป็นหูทวนลมแต่ก็ต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวบ้างก็อย่างเงียะแหล่ะ อยากจะได้อะไรมันก็ต้องแลกหรือเสียอะไรไปบ้างไม่มีใครได้ดีไปเสียทุกอย่าง แค่นี้พึ่งก็ถือว่าตัวเองโชคดีสุดๆแล้วจิงมะล้า

~~~*

...( โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป น ะ ค่ ะ )....

~. กว่าจะได้มา กว่าจะมาเป็นวันดีๆวันนี้ .~

         วันนี้วันที่ 14 กุมพา ใครก็รอคอยนะวันวาเลนไทน์ใครๆก็คอย ว่าจะมีใครมั๊ยมาให้ดอกไม้หรือช๊อคโกแลคเรา  พึ่งเองก็รอคอยนะรอคอยการกลับมาของเจ้าลิงอ้วนหลังจากที่เจ้าลิงอ้วนไปทำงานที่กระบี่ 1 เดือนวันนี้ลงอ้วนจะกลับมาเพื่อเตรียมตัวรับปริญญา  เค้าก็เหมือนกัน  คิดถึงลิงอ้วนใจจะขาดแล้วหน่ะอยากให้ลิงอ้วนมาหาเค้าตอนนี้ยิ่งดีเลย 
         
          ก่อนหน้าวันที่ 14 นี้ ในวันที่ 12 กุมภา เที่ยงคืนการเริ่มวันใหม่อย่างหฤหรรษ์ (มันระทึกจริงๆ) ฉันลุกขึ้นมานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นาฬิกาเปลี่ยนวันและเวลาใหม่เพื่อมาดูผลสอบ ป.โท ที่ศิลปากร  มันยังไม่ได้ลงให้เลยเห้อ....อย่างว่าราชการที่ไหนมันจะทำงานเอาตอนดึกๆ เหอะๆๆๆ หลังจากนั้นพึ่งก็ปิดคอม นอนรอผล หลับๆ ตื่นๆ กระสับกระส่ายคล้ายจะเป็นลม  พลางคิดว่าถ้ารู้ว่าเราไม่ติดเราจะร้องไห้มั๊ย แล้วถ้าติดหล่ะจะเป็นยังไง. . . ทำไมพึ่งต้องมาตื่นเต้นอะไรขนาดนี้ด้วย  อืม....จริงๆตื่นเต้นมากก็เลยจะขอว่าความไปเมื่อครั้งอดีต (เมื่อตอนที่นู๋ยังเด็ก) พอเกิดมาก็ชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจเล่นดินเล่นทรายเลอะเทอะ  โดนแม่ตีตอนกลับมาบ้านตลอด  วันไหนไม่ได้ทำเสื้อผ้าเลอะนี้แสดงว่าพึ่งไม่สบายแม่ว่างั้น  วีรกรรมหน่ะหรอ ติสสุดๆเคยเอาลิปสติกของแม่แท่งละเป็นร้อย (ซื้อจาต่างประเทศด้วยมั๊ง) มาเขียนกระจก ด้วยความซุกซนแบบไร้สาระ  โดนตีเยยเล่นไม่เข้าเรื่อง 555+  ซื้อดินน้ำมันมาปั้นเล่น (หายหมด เล่นยังไงก็ไม่รู้) ชอบซื้อดินสอสี แอบเขียนรูปในหนังสือเรียนระบายสีให้ในหนังสือเรียนด้วยหนังสือมันเป็นขาวดำหนิหน่าน่าเบื่อออก  5555+ (แต่ละอย่างเน๊อะแก...) พอโตขึ้นมาก็เริ่มรู้ว่ามีอาชีพเป็นศิลปินอยู่ ชอบนะ...อยากเป็น ดูมาจากหนัง ละครก็ไปจำมาพวกนี้ทำตัวบ้าบอดี แปลกไม่เหมือนคนอื่นก็อยากเป็น(อยากเป็นของแปลก)  ก็เลยมาหัดวาดรูปเอาจริงๆจังตลอด เริ่มจากวาดการ์ตูนที่ชอบ สมัยประถมมีเพื่อนเลิฟอยู่ 3 คน ชอบการ์ตูนกันมากๆ เราเล่นวาดการ์ตูนกันบ่อยๆ  อ่านการ์ตูนซื้อการ์ตูนมาดูกัน  ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นแค่ความชอบ แต่พอมาเรียนถึงมัถยมต้น ก็รู้สึกว่าติดสุดๆ การ์ตูนกะพึ่งขาดกันไม่ค่อยได้  เจอร้านหนังสือการ์ตูนที่ไรเป็นต้องแวะส่วนเจ้าเพื่อน 3 คนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่นะเรียนเกี่ยวกับศิลปะเหมือนกันหมดเลยแต่คนละสาขาแถมยังเรียนที่เดียวกันด้วยตอนมหาลัย (โห้!!อย่างกะละครน้ำเน่าเพื่อนที่สาปสูญไปนานเจอกันตอนโต) ตอนมาเรียนม.ต้นเนียะแหล่ะมีช่วงหนึ่งที่มีอาการเบี่ยงเบนอยากเรียนเศรษฐศาสตร์  พอดีตอนนั้นมีอยู่เทอมสอบเลขได้เกรด 4 ดีใจโครตๆแต่ทว่ามันไม่ได้เข้ากับเราเลยไอ้เรื่องคำนวน หลังจากนั้นเกรดวิชาเลขก็ตกๆๆ ไปทุกเทอมจนม.ปลาย เกรดมันมีจาก 4-0 คิดดู ลดไปทุกเทอม พอมา ม.4 ปลายๆ หลังจากนั้นตกมันทุกเทอมเลย 5555+ หมดไฟนะยิ่งเรียนยิ่งแย่  ช่วงนั้นเบลอๆตัวเองไปพักหนึ่งอยู่เหมือนกันไม่รู้จะไปทางไหน หันหัวไปทิศทางใด แม่ส่งให้ไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ตลอด แต่ก็เหอะอย่างว่าเรียนไปก็ไม่เข้าหัวคนมันโง่โดยสันดาน  มีวันหนึ่งหนีเรียนไปเที่ยวแถวดิโอลด์สยาม เยื้องๆมันก็เป็นเพาะช่างอะแหล่ะ ไปเห็นนักเรียนเพาะช่างเค้าเขียนรูปกันอยู่  เออ...ก็นึกขึ้นได้นี้เราลืมตัวเองไปได้ยังไงวะเนียะ  เราชอบวาดรูปหนิหน่าเลยเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  งืมๆ อยู่ดีๆก็เหมือนได้พลังคอสมอส (พลังวิญญาณของเซนต์ เซย์ย่าเข้าสิง) ยิ่งอยากเรียน อยากเรียน อยากทำแบบนั้นบ้าง พอกลับบ้านไปก็ไปขอแม่เรียนวาดรูป.... แม่เองเงียบไปพักหนึ่งอยู่เหมือนกัน  ในระหว่างนั้นก็ไปซื้อกระดาษสมุดกะดินสอห่วยๆมานั่งวาดเล่นไปอยู่นานเหมือนกัน และแล้ววันหนึ่งแม่ก็มาเห็น แม่ก็เงียบๆแล้วก็ถามว่าชอบหรอ พึ่งก็พยักหน้า  คนสมัยก่อนๆไม่ค่อยจะแนะนำให้ลูกเรียนศิลปะเพราะเข้าใจว่าเรียนไปก็ไส้แห้งค่ะจน แต่งตัวสกปรกรุงรัง ขี้เหล้าเมายา  และอีกภาพหนึ่งตามที่ผู้ใหญ่บางคนเข้าใจพวกเด็กอาชีวะพวกช่างกลที่ชอบตีกัน พวกผู้ใหญ่บางคนชอบเอาไปเหมารวมว่าเป็นพวกเดียวกันกับเด็กช่างศิลป์  คือดูยังไงมันก็ไม่ดีในสายตาของพวกเค้าเลย  พึ่งก็รู้นะว่าแม่เป็นห่วง แต่พึ่งเป็นแบบนี้ชอบแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร แม่ก็คงรู้อยู่แก่ใจคงห้ามไม่ได้แล้ว  แม่ก็เลยขอให้เรียนสายสามัญต่อ(ม.ปลาย) ให้ไปหาเรียนวาดรูปจากข้างนอกถ้าอยากเรียนให้เข้าไปเรียนให้มหาวิทยาลัย  พอเริ่มเข้าม.4 พึ่งมาเรียนสาย คณิต-อังกฤษ สิ่งแรกที่แม่กะปะป๊าขอมาตลอดไม่ว่าลูกจะไม่ชอบเรียนเรื่อวิชาการขนาดไหนขอเว้นวิชาอังกฤษไว้สักวิชามันจำเป็นมากๆ  ทีแรกพึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเรียนๆเล่นๆไปเรื่อยๆ พอวัน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเรียนวาดรูป เริ่มจากเรียนที่สถาบันกวดวิชาทั่วไปก่อน ที่แรกที่สมุดไท พี่คนที่สอนชื่อพี่โชค สอนดีมากๆ ใจเย็นสุดๆสอนให้เรา Drawing ได้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็แค่ระดับพื้นฐาน Drawing สิ่งของทั่วไปได้ แต่พอเริ่มวาดคนก็เน่าๆ ในหลักสูตรที่ไปเรียนก็เน้นแต่พวกสิ่งของ (ของพวกมัณฑณศิลป์) พอจบครอสก็ไปเรียนที่อื่นต่อ ที่อื่นนีก็มีเพื่อนแนะนำให้เข้าไปติวกับเพื่อนๆในมหาลัยศิลปากร  ช่วงนั้นเหมือนนรกจริงๆ เสียเวลามาก พวกที่เปิดติวส่วนมากเป็นพวกหน้าม้อ (ขอด่าเลยและกัน) จีบและสอนเฉพาะน้องที่น่าตาน่ารักสวยๆ ส่วนเรามานดำตัวล้ำเตี้ย (เหอะๆๆๆๆแย่จริงก็แม่ให้มาแค่เนียะ ) ไม่มีใครสนใจเป็นไปตามยถากรรมอยู่ช่วงหนึ่งเลยตอนนั้น โชคดีที่ ที่โรงเรียนมีอาจารย์สอนศิลปะเข้ามาใหม่เป็นผู้หญิง สาวๆ แก..น่ารักมากชื่ออาจารย์เล็ก เย็นๆจะไปนั่งคุยกะแกเอางานเอา Drawing เข้าไปให้แกดูอยู่เรื่อยๆพอทำให้ชุ่มชื่นใจอยู่บ้างแหล่ะ ในระหว่างนั้นวิชาสามัญก็มีวิชาคู่รักคู่แค้นอย่างเลขเนียะแหล่ะที่เละเทะไม่เป็นท่า นอกจากพึ่งจะทำไม่ค่อยได้แล้วมันยากนะ ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ ฟังอาจารย์ไปเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา  วิชาเลขไม่นั่งหลับก็อ่านการ์ตูน แอบกินขนม วาดการ์ตูน (ถ้าอาจารย์รู้นู๋คงตาย555+) แต่ก็เหมือนเป็นเวลาพักผ่อนของพึ่งเลยที่เดียวเพราะว่า ทุกวิชาพึ่งเองก็ตั้งใจเรียน กลับบ้านก็มาอ่านหนังสือ หัด วาดรูปไม่ได้เหลวไหลเลย  จนมาวันหนึ่ง แม่เหมือนไปพบใครคนหนึ่งเข้า แม่บอกว่าให้ลองไปคุยดูก็เลยเอางานที่เคยๆ ทำมาไปด้วย  วันนั้นเหมือนสวรรค์ฟ้าโปรดส่งผู้ใหญ่ใจดีมาอุปถัมป์นู๋  ครูเลิศ  เปนครูสอนวาดรูปที่พึ่งเคารพมากๆคนหนึ่ง ครั้งแรกที่ไปคุยรู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน เพราะตอนนั้นเคว้งคว้างมากๆเพราะดันไปเจอสภาพแย่ๆในกระบวนการติวให้มหาลัยศิลปากร(ต้องขออภัยอีกรอบตอนนั้นบังเอิญไปเจอคนไม่ดีมาจริงๆ) ก็เลยรู่สึกแย่มากๆ  ครูเลิศบอกว่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมภาพพิมพ์หน่ะ ต้องสอบวาดรูปคน โอ๊ย!!ตาย...ตายค่ะตาย พึ่งเคยวาดแค่ครั้งเดียวในชีวิต แล้วก็ไม่เป็นคนด้วย แล้วนี้ก็ใกล้จะสอบแล้ว(ตอนนั้นม.6แล้วด้วย) ก็รู้ๆกันอยู้ของพวกนี้ไม่ได้ใช้พรสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างมาซะเมื่อไหร่กัน  อาศัยการฝึกฝนความเข้าใจและใช้เวลามากด้วย  ครูเลิศอาสาว่าจะช่วยเต็มที่  นั้นมันก็ไม่เหลือเวลาอะไรอีกแล้วพึ่งเองก็เคว้งคว้างอยู่  นั้นเป็นครั้งแรกที่พึ่งตกลงตัดสินใจด้วยความเบลอ  "ความเบลอมากค่ะ"  และแล้วพึ่งเองก็ตัดสินใจว่าจะลองเชื่อใจครูเลิศดู  วันแรกที่เข้ามาเรียนครูเลิศพาเข้ามาให้ห้อง  มีผู้ชายหนุ่มๆ อายุ 25+ (ตอนนี้น่าจะแก่แล้ว(แต่ตอนนั้นหล่อนะ -..-)) กะนักเรียนอีก 2 คนนั่งอยู่  ครูเลิศแนะนำให้รู้จัก  ว่านั้นคือครูนพและแล้วครูเลิศที่พึ่งตัดสินใจมาเรียนวาดรูปด้วยความเบลอ  ก็ยกพึ่งให้ครูนพจัดการ อ้าว!!.... ไหนครูจะเป็นคนอาสาสอนพึ่งเองหนิหน่า ไหงเปงงี้อะครู  ด้วยความที่ยังใหม่และวันแรกเลยเออๆ อ่อๆ ตามน้ำไปค่ะ ครูนพขอดูงานเก่าๆพึ่ง แล้วแก..ก็หายไปพักหนึ่งพร้อมกับชีทที่ซีล๊อกมาเป็นปึก 0.0~~!! อะไรหว่า เ รียนวาดรูปนะเอาไรมาให้อ่านเนียะเป็นปึกเลย ครูนพบอกว่าถ้าจะเก่งต้องจำพวกนี้ให้ได้ พึ่งลองเปิดๆดู โอ๊ย!!แม่เจ้า ศัพท์อะไรเนียะ มันเป็นชื่อเรียกอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายภาษาอังกฤษค่ะ  แล้วทำไมต้องจำเนียะคิดในใจ เ อาแหล่ะช่างมานเถอะจำก็จำ ไ ม่มีเวลาแล้ว  เริ่มบทเรียนการวาดรูปคนมาเรื่อย  จนมาได้ 1 เดือนกว่าๆ เด็กอีก 2 คนที่นั่งเรียนด้วยก็หายไปที่ละคน  อ้าว...หายมันหายไปไหนวะเนียะ ทำไมเหลือฉันคนเดียวหล่ะ  ครูเค้าสอนไม่ดีหรอ  พึ่งค่อนข้างจะเงียบๆ ไม่ค่อยคุยนะ เพิ่งมาคุยเก่งเอาก็ตอนอยู่มหาลัยเนียะแหล่ะ เรียนด้วยความเงียบกับครูนพมาตลอด  พึ่งก็พยายามจะทำความเข้าใจ แต่รู้สึกมันยากจัง คิดว่าครูนพเองก็คงจะด้วยในใจคงคิด เด็กนี้มันเข้าใจอะไรยากจัง (-*-) วันดีคืนดีแกก็ ควักบัตรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรขึ้นมา แล้วพูดว่า. . . " นี้พึ่ง...ดูดีๆนะเดี๋ยวจะหาว่าเราเป็นใครอยู่ดีๆมาสอนพึ่ง เรากำลังเรียน ปริญญาโทศิลปากร อยู่คณะจิตรกรรมฯ " พึ่งจ้องอยู่ เหมือนกันแต่จุดสนใจในบัตรแกมี 2 อย่าง อย่างแรกสาขาที่แกเรียน ครูนพเรียนเอกประติมากรรม อะโห้!! ตัวเล็กนิดเดียวเรียนปั้นคนอะไรเก่งจัง อย่างที่ 2 รูปถ่ายแกกับตัวจริงต่างกันมากในรูปเหมือนมหาโจรยังไงอย่างงั้น (ยังคงรักษาสภาพศิลปิน 5555+) แล้วแกก็เก็บบัตร แล้วก็สอนต่ออยู่กันไปด้วยความเงียบสักระยะ 2 สัปดาห์ต่อมา ศิลปากรก็ประกาศมาว่าจะออกสอบอะไรบ้าง พึ่งก็เอามาให้ครูนพดู  ครูนพเองก็ไปหาตำรามาให้พึ่งอ่านเยอะแยะเต็มไปหมด  มีอยู่เล่มเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ โอ๊ย!!เล่มบะเร่อ จะอ่านหมดมะวะเนียะ  ครูนพยืมมาจากห้องสมุดของมหาลัยค่ะ  พึ่งเอาไปหมกไว้ 2 อาทิตย์ แหะ ๆ จนครูนพก็คงจะโดนปรับค่าหนังสือโดยแกไม่บ่นเลยสักนิด (ใจดีจัง) ระหว่างนั้นนครูเลิศก็แวะมาดูพึ่งและให้กำลังใจเป็นระยะๆ  พึ่งได้รับกำลังใจจากทั้งครูเลิศและภรรยารวมทั้งคุณครูที่สอนที่นั้นด้วย  พึ่งมีโอกาสได้คุยและเริ่มรู้จักทั้งครูเลิศกับครูนพมากขึ้น  พึ่งเริ่มถามสิ่งที่พึ่งไม่รู้กับครูนพบ้าง  แล้วก็เริ่มคุยกันบ้างเล็กน้อย บ้างครั้งก็เรียนยาวค่ะ เลยเวลาไป บ้างครั้ง 2 ชั่วโมง เกินลิมิต 555+ สุดคุ้มลองมาคิด ๆ ดู คุณครูทั้งหมดที่มาสอนพึ่งมาดูแลพึ่งก็ใจดีเหมือนกันทำให้พึ่งรู้สึกอุ่นใจขึ้นได้บ้าง  อบอุ่นดี (ตอนนั้นอยากจะบอกมากเลยนะคะ แต่..ไม่รู้จะพูดยังไง) บางทีครูนพก็เล่าเรื่องชีวิตในศิลปากรให้ฟังอยู่บ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้อยากเรียนนะ  เลยยิ่งพยายามเข้าไปใหญ่พอถึงวันสอบพึ่งก็ไปสอบ  แต่ผลออกมาไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ มันแย่มาก พึ่งทำ Drawing ได้แค่ 30 คะแนนเอง วันนั้นพอได้ผลออกมาก็เอามาให้ครูนพกะครูเลิศดู ทุกคนเงียบ...  แกคงนึกในใจ ไอ้ที่สอนมาแก...เอาไปไหนหมดวะเนียะ  แต่คำหนึ่งที่ทุกคนพูดทำให้พึ่งรู้สึกตื้นตันใจมาก คือ.. "ไม่เป็นไรเริ่มใหม่กันนะ พึ่งมีเวลาน้อย ไม่เป็นไรค่อยๆฝึกไป" ครูเลิศเป็นคนพูด ครูนพด้วย พึ่งรู้สึกว่าตัวเองยิ่งต้องพยายามอีกเท่าตัวพึ่งพลาดคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรไปแล้ว  ใจแป้วไปเลยอยู่เหมือนกัน  แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะแพ้  เพราะว่ายังเหลือเอนท์ทรานอีก (ศิลปากรสอบแยกจากเอนท์ทราน) ตลอดเวลาที่เหลือระยะเวลาที่ผ่านมา ครูนพทั้งสอน Drawing องค์ประกอบศิลป์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ และอื่นๆมากมาย (คุ้มยิ่งกว่าซื้อของโลตัส ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล์ในห้าง - -) จนกระทั่งไปสอบ พึ่งตั้งใจไว้ว่าเลือกพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง กับ เชียงใหม่ไว้ แต่ก็เหมือนเดิม พึ่งรู้สึกตัวเองทันที่ว่าพึ่งทำไม่ได้ เก่งสู้พวกสายอาชีวะไม่ได้เลย พึ่งท้ออยู่เหมือนกัน พึ่งเอามาเล่าให้ครูเลิศฟัง  แต่ก็ได้รับกำลังใจจากครูเลิศเสมอ  จนมาสอบภาคสมทบที่ลาดกระบัง  พึ่งมาได้ภาคสมทบที่นี้ (คือเรียนแบบพวกปกติแต่ว่าจ่ายแพงกว่า) ทีแรกก็ดีใจอยู่หรอกแต่ก็รู้สึกว่าเซ็งๆอยู่เหมือนกันที่ต้องมาเรียนแบบที่คนไม่เก่งเค้ามาเรียนกัน  ตลอดเวลาพึ่งได้รับกำลังใจจากครูทั้ง 2 ท่านอยู่เสมอซึ่งพึ่งเองก็ดีใจสุดๆเหมือนกัน ที่ได้เจอทั้งครูเลิศและครูนพ (ที่แสนจะใจดี T-T )  หมดฤดูหาที่เรียนแล้ว พึ่ง. . . ยังคงต้องสู้ต่อในที่เรียนใหม่ที่เรียนซึ่งพึ่งเองไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันเลย  ความรู้สึกสิ้นหวังไร้กำลังใจทั้งๆที่ตัวเองก็มีที่เรียนแล้วกลับเข้ามาหา  แต่ว่าเรื่องและชีวิตมันก็ยังต้องดำเนินต่อไป  เราไม่ได้แพ้แค่นี้ ยังต้องเจออะไรอีกมาก  ได้แต่หวังว่าอะไรๆจะดีขึ้น 
               
                                                                      เอาแหล่ะ ติดตามภาคต่อไปของกว่าจะมาเป็นนู๋พึ่งต่อดีกว่าเน๊อะ . . .
 
 
                                             (.. โ ป ร ด ติ ด ต า ม ต อ น ต่ อ ไ ป .. ) 
   

~.ตรุษจีน น้ำตา และการจากไปของเจ้าแมวน้อย ~

           ตามจริง วันปีใหม่แบบนี้เค้าถือกันไม่ให้เล่าเรื่องอันเป็นอัปมงคล แต่ว่า... มันก็ทนไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องแบบนี้ เพราะว่ามันให้ข้อคิดกับเราได้เหมือนกัน  วันนี้ตอนสายๆอาผู้ไปทำงานแล้วไหว้เจ้าทิ้งไว้โดยปล่อยให้เราหลานสาวน่าตาน่ารักน่าเลิฟ อยู่ดูธุปเทียนให้และเผากระดาษไหว้เจ้า ระหว่างที่เผากระดาษไหว้เจ้าอยู่หน้าบ้าน รถสีขาวคันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าบ้านอาผู้หญิงไปอย่างรวดเร็ว ใจเราคิดอืมๆขับในซอยหนิไม่ได้ลดความเร็วเอาเลย ไม่กลัวตายกันจริงๆพวกนี้จะรีบไปไหน  แม่เดินออกมาจากบ้านก็ร้องด้วยความตกใจ "ตายแล้ว!! แมวบ้านใครเนียะโดนรถทับ" ฉันหันไปเห็น ภาพเจ้าแมวสีสทาวตัวน้อยสวมปลอกคอดิ้นทุรนทุรายพลานๆอยู่สักพัก มันก็สิ้นลทบนกองเลือดอย่างน่าเวทนา  พลันรู้สึกช๊อคๆอยู่เหมือนกัน น่าสงสารแต่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว มันนอนแน่นิ่งไปแล้วเจ้าแมวน้อย นังพวงแมวบ้านฉันเดินออกมาดูพร้อมกับยรรดาแมวลูกแก๊งค์อีก สองสามตัว แม่พูดกับแมวที่ออกมาดูศพเจ้าแมวน้อยที่อยู่หน้าบ้านว่า อย่าเที่ยววิ่งออกไปหล่ะ ดูรถดูราด้วย แล้วแม่ก็เดินไปบ้านแม่ต้อย(บ้านตรงข้ามบ้านนี้เค้าเลี้ยงพึ่งมาแต่เด็กๆ) ให้มาดูว่าเป็นแมวในบ้านนี้หรือปล่าว แม่ต้อยและน้าติ๋มออกมาดู  แม่ต้อยบอกว่าเป็นแมวคนที่อยู่หลังบ้าน น้าติ๋มเลยเข้าไปเรียก คนที่อยู่บ้านทางข้างหลังแม่ต้อยออกมาดู ซักพักใหญ่ๆ แม่และเด็กขี่จักรยานคันสีชมพู ออกมาดูแมวน้อยที่น่าสงสาร ทันทีที่2แม่ลูกเห็นเจ้าแมวน้อยที่น่าสงสารนอนจมกองเลือดนั้น เด็กน้อยก็ร้องไห้โยเยขึ้นมาทันที ฉันเองที่กำลังเผากระดาษไหว้เจ้าอยู่บ้านอาผู้หญิงถึงกับน้ำตาร่วง แม่เด็ก โน้มตัวลงกอดลูกสาวที่ร้องไห้ เธอเองก็ร้องไห้เช่นกันความรู้สึกนี้มันทำให้ทั้งตื้นตัน เสียใจสะเทือนใจฉันมาก ในใจได้แต่แผ่เมตตาให้เจ้าแมวน้อย ฉันเห็นความทุกข์ทรมารตอนมันดิ้นพลาน ก่อนที่มันจะหมดลมหายใจ ดูแล้วสะเทือนใจมาก  ยิ่งมาเจอ 2 แม่ลูกที่ยืนร้องไห้ที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่รักเปรียบเสมือนกับคนในบ้านยิ่งรู้สึก เศร้าใหญ่  มันฉันแอบไปนั่งร้องไห้ระหว่างเผากระดาษไหว้เจ้าอยู่ในมุมบ้านของอาผู้หญิง พลางคิดไปว่า  ไม่ว่าคนหรือสัตว์ต่างก็อยู่ร่วมกัน เลี้ยงมันมาเราก็ให้ความรักมัน ยิ่งนึกถึงกะทิ(ลูกสาว)ที่หายออกไปจากบ้านหลายวันและนังพวงที่เปรียบเสมือนน้องสาวในร่างแมวแล้ว  คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าเสียมันไปคงจะเสียใจไม่น้อยก็เรารักเราผูกพันธ์ดูแลมัน  และตัวมันก็รักและอยู่กับเรามาหลายปีอยู่เหมือนกัน  ถึงมันจะเป็นแค่สัตว์เลี้ยงแต่ก็เหมือนคนใกล้ชิดแทบจะเป็นคนในครอบครัว สิ่งนี้ทำให้รู้สึกได้นับวัน มันก็ยิ่งเข้ามาถึง ยิ่งเจ้ากะทิตอนนี้แม่(แม่ใช้แทนคำเรียกตัวพึ่งเองกัยกะทิ)ยิ่งเปฌนห่วงใหญ่เพราะหายไปจากบ้านหลายวัน คงออกไปตามหาพ่อที่ออกไปทำงานหลานวัน  แล้วแม่งเองก็ไม่ได้เข้าบ้าน(บ้านของพ่อ)ไปดูลูกเลย  ยิ่งเป็นห่วงไม่อยากให้กะทิเป็นเหมือนเจ้าแมวน้อยนั้น  ความทุกข์ทรมานนี้ดูเหมือนว่าไม่มีใครอยากเจอ อย่าว่าแต่ระหว่างคนกับสัตว์  คนกับคนเองมันยิ่งแล้วไปกว่านั้นความสูญเสียความทรมานความเศร้าไม่มีใครอย่าเผชิญแต่ก็ต้องเจอ  แต่ว่าถึงอย่างไรเราก็ต้องเตรียมตัวรับสิ่งนั้นไว้เตรียมทำใจก่อนที่มันจะมาถึง  สำหรับร่างไร้วิญญาณของเจ้าแมวน้อย  เด็กหญิงเอาหนังสือพิมพ์ห่อไว้แล้วใส่ถุงพลาสติก ห่อไว้แล้วว่างที่ตระกร้าหน้ารถจักรยาน  แม่และเด็กน้อยนั้นน้ำตานองหน้าในขณะที่ฉันแอบดูอยู่ในบ้านอาผู้หญิงอยู่ห่างๆ  แล้ว สองแม่ลูกก็ขี่จักรยานกลับบ้านพร้อมร่างเจ้าแมวน้อย ฉันปาดน้ำตาแล้วเดินมาเผากระดษต่ออย่างเงียบๆจนเสร็จเรียบร้อย คิดว่าชีวิตไม่ว่าจะคน สัตว์ ต้นไม้ ล้วนสั้นนักไม่แน่นอนไม่รู้วันตายวันตายพรุ่ง อย่างน้อยเราวันนี้ทำดีและให้ดูที่สุด เป็นคนดีและไม่เบียดเบียนใครก็พอสิ่งนี้น่าจะช่วยให้รู้สึกดีได้ เอาหล่ะไม่มีเวลาแล้วฉันต้องทำต่อไป ทำ ทำ ทำสิ่งที่ฉันต้องการทำให้ได้และสำเร็จ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายและตัวฉันเองจบลง
 
 
                เรื่องนี้มันไม่น่าเอามาพูดในวันตรุษจีนเลยแต่มันช่วยเตือนสติพึ่งมากๆ  อย่างน้อยตัวพึ่งก็ต้องเป็นประติมากรหญิงให้ได้ และก็ทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวร อยากสร้างวัดหรือบูรณะวัดสักครั้งหนึ่งในชีวิตหน่ะ ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้ได้สักครั้งในชีวิต  ทำงานศิลปะต่อไปให้คนรู้จักได้ช่วยเหลือและทำความดี สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดชาตืหน้าฉันได้ขอให้พึ่งได้เกิดเป็นคนที่ทำงานศิลปะและเป็นคนที่ทำดีคิดดีตลอดไปด้วย...สาธุ
 
 
ป.ล. พึ่งนี้ห็ธรรมะธรรมโมนะเนียะ - -*